สุรินทร์

แผนที่


จังหวัดสุรินทร์ มีเทือกเขาพนมดงรักทอดยาวตามแนวเขตแดนไทย – กัมพูชา 

ทางด้านตอนใต้ของจังหวัด มีเขาสวายหรือพนมสวายในเขต ต.นาบัว อ.เมืองสุรินทร์ 

เป็นภูเขาไฟที่ดับแล้ว มียอดเตี้ย ๆ 3 ยอด  

ยอดที่ 1 ชื่อยอดเขาชาย (พนมเปราะ) 

เป็นที่ตั้งของวัดพนมสวาย และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสุรินทร มงคล ปางประทานพร ภปร. 

ยอดที่ 2 ชื่อยอดเขาหญิง (พนมซแร็ย) เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ขนาดกลาง 

ยอดที่ 3 ชื่อยอดเขาคอก (พนมกรอล) พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ ได้สร้างศาลาอัฏฐะมุข    

เพื่อเป็นอนุสรณ์ฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี เป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง 

และสถูปบรรจุอัฐิพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์  อตุโล) เกจิอาจารย์ที่ชาวสุรินทร์เคารพนับถือ 

ปัจจุบันเขาสวายได้รับการประกาศเป็น วนอุทยานพนมสวาย

สุรินทร์ถิ่นช้างใหญ่   ผ้าไหมงาม    ประคำสวย   ร่ำรวยปราสาท

ผักกาดหวาน    ข้าวสารหอม    งามพร้อมวัฒนธรรม

สุรินทร์ เป็นจังหวัดที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาอันยาวนาน แต่ไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่นอนว่า อาศัยเพียงข้อสันนิษฐานของนักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดี ตลอดจนคำบอกเล่าของผู้สูงอายุที่เล่าต่อ ๆ กันมา โดยเชื่อกันว่าเมืองสุรินทร์สร้างขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว ในสมัยที่ขอมมีอำนาจอยู่ในบริเวณนี้ เมื่อขอมเสื่อมอำนาจลง เมืองสุรินทร์ได้ถูกทิ้งร้างจนกลายเป็นป่าดงอยู่นาน กระทั่งปี พ.ศ. 2306 จึงปรากฏหลักฐานว่าหลวงสุรินทร์ภักดี (เชียงปุม) ซึ่งเดิมเป็นหัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ขอให้เจ้าเมืองพิมายกราบบังคมทูลขอพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ย้ายหมู่บ้านจากบ้านเมืองที มาตั้งอยู่บริเวณบ้านคูประทาย บริเวณซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบันนี้ เนื่องจากเห็นว่าเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2 ชั้น มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาหลวงสุรินทร์ภักดีได้กระทำความดีความชอบเป็นที่โปรดปราน จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านคูประทายเป็น “เมืองประทายสมันต์”และเลื่อนบรรดาศักดิ์หลวงสุรินทร์ภักดี เป็นพระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง ให้เป็นเจ้าเมืองปกครอง ในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อ “เมืองประทายสมันต์” เป็น “เมืองสุรินทร์” ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองสุรินทร์

ศาลหลักเมืองสุรินทร์

ตั้งอยู่ที่ถนนหลักเมือง เป็นสถานที่สำคัญคู่บ้านคู่เมืองของชาวสุรินทร์ ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางทิศตะวันตกประมาณ 500 เมตร  เดิมเป็นศาลที่ยังไม่มีเสาหลักเมือง  จนปี พ.ศ.2511 กรมศิลปากรได้ออกแบบสร้างศาลหลักเมืองใหม่ ใช้ไม้ชัยพฤกษ์ ที่ได้มาจากนายประสิทธิ์ มณีกาญจน์ อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี เป็นเสาไม้สูง 3 เมตร วัดโดยรอบเสาได้ 1 เมตร ทำพิธียกเสาหลักเมืองและสมโภช เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2517


อนุสาวรีย์พระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) 

สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงผู้สร้างเมืองท่านแรก   ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของเมืองสุรินทร์  อนุสาวรีย์แห่งนี้ตั้งอยู่ที่ทางเข้าเมืองสุรินทร์ทางด้านใต้  เดิมเคยเป็นกำแพงเมืองชั้นใน อนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อทองเหลืองรมดำ สูง 2.2เมตร มือขวาถือของ้าว แสดงถึงความเก่งกล้าสามารถของท่านในการบังคับช้างศึก และเป็นเครื่องแสดงว่าสุรินทร์เป็นเมืองช้างมาแต่ดึกดำบรรพ์ รูปปั้นสะพายดาบคู่ หมายถึงความเป็นนักรบ ความกล้าหาญอันเป็นคุณสมบัติที่ตกทอดเป็นมรดกของคนสุรินทร์ อนุสาวรีย์แห่งนี้ได้ทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2528


พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสุรินทร์ 

ตั้งอยู่ที่ถนนสุรินทร์-ปราสาท หมู่ที่ 13 ตำบลเฉนียง มีการจัดแบ่งอาคารแสดงเป็น 4 ส่วน คือ อาคารที่ 1 เป็นโถงทางเข้าและทางเดิน อาคารที่ 2 เป็นส่วนการศึกษา ประกอบด้วย ห้องประชุม ห้องกิจกรรม ห้องรับรอง ห้องสมุด อาคารที่ 3 เป็นอาคารจัดแสดงและสำนักงาน ประกอบด้วย ห้องนิทรรศการถาวร ห้องนิทรรศการชั่วคราว ห้องทำงานเจ้าหน้าที่ อาคารที่ ๔ เป็นคลังพิพิธภัณฑ์ ประกอบด้วย ห้องคลังโบราณวัตถุ ห้องปฏิบัติการอนุรักษ์และสงวนรักษา ซึ่งโดยรวมจะจัดแบ่งการแสดงเรื่องราวต่างๆ ออกเป็น 5 เรื่อง คือ

-ธรรมชาติวิทยา จัดแสดงเรื่องกายภาพของจังหวัดสุรินทร์ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ลักษณะทางธรณีวิทยา ปฐพีวิทยา ทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ เช่น ดิน น้ำ ป่าไม้ สัตว์ป่า อุทยานแห่งชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังจัดแสดงเรื่องข้าวและการทำนาด้วย

-โบราณคดี  เกี่ยวกับพัฒนาการของผู้คน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่พบหลักฐานในจังหวัดสุรินทร์ ตั้งแต่เมื่อประมาณ 2,000-1,500 ปี สมัยวัฒนธรรมทวารวดีซึ่งเริ่มประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-13 สมัยวัฒนธรรมขอมมีอายุประมาณตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12-18 จนถึงสมัยวัฒนธรรมล้านช้าง-อยุธยาในพุทธศตวรรษที่ 24 มีการจำลองสภาพชีวิตและพิธีกรรมการฝังศพครั้งที่สองในสมัยก่อนประวัติศาสตร์  โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุสมัยทวารวดี ขอม และอยุธยา-ล้านช้าง ที่พบในจังหวัดสุรินทร์ เรื่องราวการดำรงชีวิตตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา

-ประวัติศาสตร์เมือง นำเสนอเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของจังหวัดสุรินทร์ เริ่มจากชาวกูยช่วยจับช้างเผือกที่หลุดมาจากกรุงศรีอยุธยา และได้รับความดีความชอบตั้งเป็นบ้านเมือง รวมถึงประวัติศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ สังคม ประชากร และการศึกษา ในการจัดแสดง เช่น การจับช้างเผือก การเดินรถไฟมาถึงจังหวัดสุรินทร์ สภาพตลาดการค้าในยุคแรกๆ

-ชาติพันธุ์วิทยา กล่าวถึงประชากรในจังหวัดสุรินทร์ ที่ประกอบด้วยชน  4  กลุ่มใหญ่  คือ  ชาวกูย  เขมร  ลาว  และชาวไทยโคราช การก่อร่างสร้างเมืองของจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่เริ่มตั้งเมืองจนถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาเรื่อยมาจนปัจจุบัน       

-มรดกดีเด่นประจำจังหวัด มรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัดสุรินทร์ที่โดดเด่น คือ งานศิลปหัตถกรรม ได้แก่ การทำเครื่องประดับเงินและการทอผ้าไหม ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ได้แก่ การแสดงเรือนต่างๆ การละเล่นเจรียงแบบต่างๆ รวมถึงดนตรีพื้นบ้าน เช่น วงกันตรึม และการเลี้ยงช้าง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก ฉากจำลองบรรยากาศหมู่บ้านเลี้ยงช้าง ในอดีตที่ยังคงมีความผูกพันมาจนถึงปัจจุบัน

พิพิธภัณฑ์เปิดบริการ พุธ – อาทิตย์  วัน เวลา 09.00 – 16.00 น. ปิดวันจันทร์-อังคาร และวันนักขัตฤกษ์ อัตราค่าบริการ คนไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท สอบถามรายละเอียด โทร. 044-513358 หรือ www.thailandmuseum.com


วัดบูรพาราม

ตั้งอยู่บนถนนกรุงศรีใน ตำบลในเมือง ใกล้กับศาลากลางจังหวัด วัดบูรพารามเป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี หรือในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อายุประมาณ 200 ปี เท่ากับอายุเมืองสุรินทร์ โดยพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง (ปุม) ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย คือ หลวงพ่อพระชีว์ (หลวงพ่อประจี) หน้าตักกว้าง 4 ศอก สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดบูรพาราม ผู้มาเยือนยังสามารถแวะนมัสการรูปเหมือนหลวงปู่ดูลย์ อตุโล (เจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ฝ่ายธรรมยุต) ซึ่งเป็นที่เคารพกราบไหว้ของบุคคลทั่วไป พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดบูรพารามขึ้นเป็นพระอารามหลวงตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2520


ห้วยเสนง 

เป็นอ่างเก็บน้ำของโครงการชลประทาน ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ไปตามทางหลวงหมายเลข 214 (สุรินทร์-ปราสาท) ประมาณ  5 กิโลเมตร บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5-6 แยกซ้ายมือ ไปทางถนนริมคลองชลประทาน ประมาณ 4 กิโลเมตร ห้วยเสนงเป็นอ่างเก็บน้ำที่มีสันเขื่อนสูง สันเขื่อนเป็นถนนลาดยาง ใช้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองสุรินทร์ ภายในที่ทำการชลประทานมีพระตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 044-142580


วนอุทยานพนมสวาย 

อยู่ในเขตตำบลนาบัว ห่างจากศาลากลางจังหวัดประมาณ 22 กิโลเมตร ใช้เส้นทางสุรินทร์-ปราสาท (ทางหลวงหมายเลข 214) ระยะทาง 14 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวขวาไปประมาณ 8 กิโลเมตร เป็นภูเขาเตี้ยๆ มียอดเขา 3 ยอด คือ ยอดเขาชาย (พนมเปราะ) สูง 210 เมตร เป็นที่ตั้งของวัดพนมสวาย มีบันไดขึ้นถึงวัด มีสระน้ำกว้างใหญ่ และร่มรื่นด้วยต้นไม้ และเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธสุรินทรมงคล ปางประทานพร ภปร. ยอดที่สองคือ ยอดเขาหญิง (พนมสรัย) สูงระดับ 228 เมตร ทางวัดได้สร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดกลางประดิษฐานไว้ และยอดที่สามคือ เขาคอก (พนมกรอล) พุทธสมาคมจังหวัดสุรินทร์ได้สร้างศาลาอัฏฐะมุข เป็นอนุสรณ์ฉลองครบรอบ 200 ปี แห่งการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง จากยอดเขาชายมาประดิษฐานไว้ในศาลา เริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2524 และเสร็จสมบูรณ์ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2525   วนอุทยานพนมสวายเป็นพื้นที่ที่บรรพบุรุษชาวสุรินทร์ถือว่าเป็นสถานที่แสวงบุญ จะประเพณีเดินขึ้นยอดเขาในวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ซึ่งเป็นวันหยุดงานของชาวจังหวัดสุรินทร์มาแต่โบราณกาล ปัจจุบันวนอุทยานพนมสวายนับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัด นักท่องเที่ยวสามารถสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ 9 แห่ง ได้แก่ พระใหญ่หรือพระพุทธสุรินทรมงคล ,รอยพระพุทธบาทจำลอง ,อัฐิหลวงปู่ดุล อตุโล , พระสมณโคดม (พระพุทธรูปองค์ดำ) ,หลวงปู่สวน (พระครูพนมศิลคุณ) ,ปราสาทหินพนมสวาย ,เจ้าแม่กวนอิม  ,เต่าหินศักดิ์สิทธิ์ และ สระน้ำศักดิ์สิทธิ์   นอกจากนี้ยังมีระฆังมหากุศล จำนวน 1,080 ใบ จากวัดในจังหวัดสุรินทร์ จำนวน  1,070 ใบ และวัดต่างๆที่มีชื่อเสียงในประเทศไทยอีกจำนวน 10 ใบ   การเคาะระฆังถือเป็นการเสริมสิริมงคลในชีวิต ตามคติความเชื่อที่ว่าอานิสงฆ์ของการเคาะระฆังจะทำให้มีชื่อเสียงโด่งดังกังวานไกลเหมือนเสียงระฆัง


ปราสาทเมืองที 

อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลเมตร ตามเส้นทางสุรินทร์-ศีขรภูมิ ทางหลวงหมายเลข 226 จนถึงบ้านโคกลำดวน เลี้ยวซ้ายเข้าวัดจอมสุทธาวาส อยู่หมู่ที่ 1 ตำบลเมืองที ปราสาทเมืองทีจะอยู่ภายในบริเวณวัดจอมสุทธาวาส  เป็นแบบเขมรที่ได้รับการดัดแปลงในสมัยหลังเช่นเดียวกับปราสาทศีขรภูมิ ปราสาทก่อด้วยอิฐฉาบปูน มี 5 หลัง สร้างรวมกันเป็นหมู่บนฐานเดียวกัน หลังหนึ่งอยู่ตรงกลาง และอีก 4 หลังอยู่ที่มุมทั้ง 4 ปัจจุบันเหลืออยู่เพียง 3 หลัง ซึ่งมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง หลังกลางมีขนาดใหญ่สุด มีบันไดทางขึ้นทั้งสี่ด้าน ตัวเรือนธาตุตันทึบไม่มีประตู เนื่องจากการดัดแปลง ส่วนหลังคาทำเป็นชั้นมี 3 ชั้น เลียนแบบตัวเรือนธาตุ ส่วนยอดบนหักหาย นับเป็นโบราณสถานเขมรอีกแบบหนึ่งที่นิยมสร้าง คือ มีปราสาทหลังกลางเทียบเท่าเขาพระสุเมรุ และมีปรางค์มุมทั้งสี่ตามความเชื่อในลัทธิศาสนาพราหมณ์ แต่ไม่พบจารึกหรือลวดลายทางศิลปะที่สามารถบอกว่าสร้างขึ้นเมื่อใด


หมู่บ้านจักสานบ้านบุทม

ใช้ทางหลวงหมายเลข 226 (สุรินทร์-ศีขรภูมิ) ห่างจากตัวเมืองประมาณ 14 กิโลเมตร ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองที หมู่บ้านนี้ในช่วงนอกฤดูทำนา ชาวบ้านจะมีอาชีพเสริมด้วยการสานตะกร้าและภาชนะต่าง ๆ ที่ทำจากหวายเส้นเล็ก เรียกว่า “หวายหางหนู”โดยจะไม่ลงแล็คเกอร์ หากใช้ไปแล้วมีเชื้อราให้ใช้ผลมะเฟืองสุก รสเปรี้ยว มะนาว หรือมะกรูดมาถู แล้วล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งแดดให้แห้ง ภาชนะก็จะมันเงาเหมือนเดิม


หมู่บ้านทอผ้าบ้านจันรม 

ตั้งอยู่ที่ตำบลตาอ็อง ทางตะวันออกของตัวเมือง ตามทางสายสุรินทร์-สังขะ (ทางหลวงหมายเลข 2077)ประมาณ หมู่ที่ 12 หมู่บ้านจันรมมีการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และทอเป็นผ้าไหมที่มีลวดลายและสีแบบโบราณ


หมู่บ้านทอผ้าไหมยกทองโบราณบ้านท่าสว่าง  (กลุ่มจันทร์โสมา)   

เป็นหมู่บ้านที่ได้รับการยกย่องว่า "ทอผ้าไหมหนึ่งพันสี่ร้อยสิบหกตะกอ" เมื่อครั้งที่กลุ่มทอผ้ายกทอง"จันทร์โสมาทอผ้ายกทองทูลเกล้าฯถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ซึ่งเป็นการอนุรักษ์และฟื้นฟูการทอผ้ายกทองชั้นสูงแบบราชสำนักไทยโบราณ โดยมี อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทยเป็นแกนนำ และเป็นผู้รวบรวมชาวบ้านท่าสว่างมารวมกลุ่มกันทำงานทอผ้ายามว่างจากงานไร่งานสวน   ด้วยการออกแบบลวดลายที่สลับซับซ้อนงดงามและศักดิ์สิทธิ์ผสมผสานกันระหว่างลวดลายการทอแบบราชสำนักกับเทคนิคการทอผ้าแบบพื้นบ้าน จนกลายเป็นผ้าทอที่มีความงดงามอย่างมหัศจรรย์และมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ผลงานที่โดดเด่นของที่นี่คือได้รับการคัดเลือกจากรัฐบาลให้ทอผ้าสำหรับตัดเสื้อผู้นำและผ้าคลุมไหล่สำหรับคู่สมรสผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจที่มาร่วมประชุมผู้นำเอเปกเมื่อปลายปี 2546 จนเป็นที่รู้จักในชื่อ"หมู่บ้านทอผ้าเอเปก" และรางวัล OTOP ระดับ 5 ดาว ของประเทศ

ความโดดเด่นของผ้าไหมยกทอง "จันทร์โสมา" เกิดจากการเลือกเส้นไหมน้อยที่เล็กและบางเบา นำมาผ่านกรรมวิธีฟอก ต้มแล้วย้อมสีธรรมชาติด้วยแม่สีหลักสามสี คือ สีแดง จากครั่งสีเหลืองจากแก่นแกแล และสีคราม จากเมล็ดคราม สอดแทรกการยกดอกด้วยไหมทองที่ทำจากเงินแท้ นำมารีดเป็นเส้นเล็กๆ ปั่นควบกับเส้นด้าย ใช้ตะกอเส้นพุ่งพิเศษที่ทำให้เกิดลายจำนวนตะกอมากกว่าร้อยตะกอ กระทั่งการวางกี่บนพื้นดินธรรมดามีความสูงไม่พอ ต้องขุดดินให้เป็นหลุมลึกไป 2-3 เมตร เพื่อรองรับความยาวของตะกอที่ห้อยลงมาจากกี่  เนื่องจากไม้ตะกอมีจำนวนมาก จึงต้องใช้คนทอถึง 4-5 คน คือจะมีคนช่วยยกตะกอ 2-3 คน คนสอดไม้ 1 คนและคนทออีก 1คน และความซับซ้อนทางด้านเทคนิคการทอ จะได้ผลงานเพียงวันละ 6-7เซนติเมตรเท่านั้น เดินทางจากตัวเมืองสุรินทร์ใช้เส้นทางหลวงชนบท สร.4026 ประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นถนนลาดยางตลอด เข้าชมได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.30 น. -17.00 น. โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์   พระบรมราชินีนาถสุรินทร์  

การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 226 (สุรินทร์-บุรีรัมย์) ศูนย์ตั้งอยู่ทางซ้ายมือห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ 3.5 กิโลเมตร อยู่ในอำเภอเมือง ศูนย์ฯจะประกอบด้วยโรงเรือนเลี้ยงไหม พิพิธภัณฑ์ผ้าไหม ห้องประชุม ที่พักกางเต็นท์ โดยมีกิจกรรมตั้งแต่ชมขบวนการเลี้ยงหนอนไหมระยะฟักไข่ ไปจนถึงเป็นตัวหนอนไหมทอรัง ชมการสาธิตการสาวไหม การย้อมไหมจากสีธรรมชาติและการทอผ้าตลอดจนชมแปลงสาธิตการปลูกหม่อนต้นแบบ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถสุรินทร์   เปิดให้เข้าชมทุกวัน  ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 16.30 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 044-511393


หมู่บ้านหัตถกรรมเขวาสินรินทร์

เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 214 (สายสุรินทร์-ร้อยเอ็ด) ไปประมาณ 14 กิโลเมตร แยกขวามือไปอีก 4 กิโลเมตร หมู่บ้านตั้งอยู่ทางเหนือของตัวเมืองสุรินทร์ มีชื่อเสียงในการทอผ้าไหมพื้นเมืองที่เรียกว่า ผ้าโฮล และการทำเครื่องเงินโบราณ  ได้แก่  การผลิตลูกประคำเงินที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน เรียกกันว่า “ลูกปะเกือม”  ปะเกือม เป็นการนำแผ่นเงินมาตีเป็นลูกกลมหรือรีเกลี้ยงๆ แล้วนำมาลงยาและลงลายต่างๆ มีความสวยงาม เช่น  ลายไข่แมงดา  ลายดอกพิกุล  ลายดอกทานตะวัน  เป็นต้น   นิยมนำไปทำเป็นเครื่องประดับของสุภาพสตรี เช่น  กำไล  เข็มขัด สร้อยคอ  ต่างหู  สามารถติดต่อเข้าชมได้ที่  กลุ่มหัตถกรรมเครื่องเงินโบราณ   (นายป่วน  เจียวทอง) โทร. 081-3094352, 086-2645331


หมู่บ้านวัฒนธรรมบ้านดงมัน 

มาตามทางหลวงหมายเลข 214 (สายสุรินทร์ – ปราสาท) ถึงสี่แยกถนนเลี่ยงเมืองสุรินทร์ – ปราสาท เลี้ยวซ้ายไปประมาณ  4  กิโลเมตร   จะพบป้ายบอกทางหมู่บ้านวัฒนธรรมบ้านดงมัน เลี้ยวซ้ายไปอีก 2  กิโลเมตร  หมู่บ้านดงมัน ตำบล คอโค  อำเภอเมือง เป็นหมู่บ้านที่อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมทางด้านการแสดงพื้นบ้าน  เช่น  การละเล่นพื้นเมือง การขับเจรียง ร้องกันตรึม   เรือมอันเร ประเพณีประจำเทศกาลต่างๆ เช่น งานบวช งานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ มีศิลปินนักแสดง นักดนตรีจำนวนมาก เป็นแหล่งผลิตเครื่องดนตรี เป็นที่ฝึกสอนฝึกอบรมการแสดง การดนตรี มีการจัดแสดงศิลปะพื้นบ้านให้นักท่องเที่ยวได้ชม  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่  คุณน้ำผึ้ง  เมืองสุรินทร์  081-9678756  หรือ 081-3901018


ปราสาทบ้านไพล 

ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท ตำบลเชื้อเพลิง ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ประมาณ 22 กิโลเมตร (ก่อนถึงที่ว่าการอำเภอปราสาท 7 กิโลเมตร) มีทางแยกขวาไปตามถนนลาดยางอีก 3 กิโลเมตร เป็นศาสนสถานศิลปะขอมที่สร้างถวายแด่พระอิศวร ตัวปราสาทมีลักษณะเป็นปรางค์ 3 องค์ สร้างด้วยอิฐขัด ตั้งเรียงเป็นแนวเดียวกัน มีคูน้ำล้อมรอบ ยกเว้นทางเข้าด้านทิศตะวันออก แม้ว่าศิวลึงค์และทับหลังบางส่วนจะหายไป แต่เศษทับหลังที่เก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมายทำให้ทราบว่าปราสาทหลังนี้คงสร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 16


ปราสาทหินบ้านพลวง

ตั้งอยู่ที่บ้านพลวง ตำบลบ้านพลวง ห่างจากที่ว่าการอำเภอปราสาท 4 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 214 (สุรินทร์-ปราสาท-ช่องจอม) มีทางแยกซ้ายมือกิโลเมตรที่ 34-35ไปอีกราว 1 กิโลเมตร ปราสาทหินบ้านพลวงเป็นปราสาทหินขนาดเล็กแต่ฝีมือการสลักหินประณีตงดงามมาก ได้รับการขุดแต่งบูรณะเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยวิธีอนัสติโลซิส คือการรื้อตัวปราสาทลง เสริมความมั่นคง และประกอบขึ้นใหม่ดังเดิม  ลักษณะของปราสาทเป็นปรางค์องค์เดียว ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงขนาดใหญ่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว อีกสามด้านทำเป็นประตูหลอก องค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาแลง หินทราย และมีอิฐเป็นวัสดุร่วมก่อสร้างในส่วนบนของปราสาท โบราณสถานแห่งนี้เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมจำหลักลายงดงาม แต่องค์ปรางค์เหลือเพียงครึ่งเดียว ส่วนยอดหักหายไป มีคูน้ำเป็นรูปตัวยูล้อมรอบ ถัดจากคูน้ำเป็นบาราย (สระน้ำขนาดใหญ่) ที่เห็นเป็นคันดิน เดิมคงเป็นที่ตั้งของแหล่งชุมชนมาก่อน บริเวณรอบองค์ปราสาทได้รับการตกแต่งไว้อย่างสวยงาม ลักษณะของทับหลังที่พบส่วนมากสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ อยู่ภายในซุ้มเหนือหน้ากาล ซึ่งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกและทิศใต้ ส่วนทางด้านเหนือสลักเป็นรูปพระกฤษณะฆ่านาค สันนิษฐานได้ว่า ปราสาทแห่งนี้คงสร้างขึ้นสำหรับพระอินทร์  นอกจากนี้มีการสลักเป็นรูปสัตว์เรียงเป็นแนว เช่น ช้าง กระรอก หมู ลิง และวัวอยู่บนทับหลัง  สำหรับหน้าบันด้านทิศตะวันออกสลักเป็นรูปพระกฤษณะ ยกภูเขาโควรรธนะ และเช่นเดียวกัน มีรูปสลักเป็นรูปสัตว์เล็ก ๆ นอกกรอบหน้าบัน น่าจะแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ เพราะมีแหล่งน้ำต่าง ๆ อยู่มาก ผนังด้านหน้ามีรูปทวารบาลยืนกุมกระบอง  ลักษณะของปราสาทหินองค์นี้คล้ายกับปรางค์น้อยบนเขาพนมรุ้ง ลวดลายเป็นลักษณะศิลปะขอมแบบบาปวน ราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 จากลักษณะของฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีพื้นที่ด้านข้างขององค์ปรางค์เหลืออยู่มาก สันนิษฐานว่าแผนผังของปราสาทน่าจะประกอบด้วยปรางค์สามองค์สร้างเรียงกัน แต่อาจยังสร้างไม่เสร็จ หรืออาจถูกรื้อออกไปอย่างใดอย่างหนึ่งก็เป็นได้   ปราสาทหินบ้านพลวงเปิดให้ชมทุกวัน ระหว่างเวลา 08.00-16.00 น. ค่าเข้าชม ชาวไทย 10 บาท ชาวต่างประเทศ  50  บาท


บ้านโพธิ์กอง 

อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอปราสาท 10 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 214 (สุรินทร์-ปราสาท)  มีทางแยกซ้ายมือกิโลเมตรที่  10 ไปอีก  2  กิโลเมตร  ตั้งอยู่ตำบลเชื้อเพลิง  อำเภอปราสาท  เป็นแหล่งผลิตผ้าไหมอีกแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสุรินทร์  ปัจจุบันนอกจากการทำนาแล้ว  ชาวบ้านโพธิ์กองได้รวมกลุ่มกันผลิตผ้าไหมทอมือ โดยใช้กระบวนการผลิตที่ได้รับการสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ  และยังคงอนุรักษ์ลายโบราณที่เป็นเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน  เช่น  ลายมัดหมี่คั่น  ลายโห่  ผ้าไหมของที่นี่มีทั้งที่ผลิตจากไหมพื้นบ้านที่เลี้ยงเอง และไหมประดิษฐ์สำเร็จรูป  ถักทอ เรียงร้อยเส้นไหมที่ละเส้นๆ จนเป็นผ้าผืนที่งดงาม  สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ คุณสุดารัตน์  โทร. 081-1573899                        


โบราณสถานกลุ่มปราสาทตาเมือน  

ตั้งอยู่ที่บ้านหนองคันนาตำบลตาเมียง เป็นโบราณสถานแบบขอม 3 หลัง ตั้งอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน ติดแนวชายแดนประเทศไทยและกัมพูชา การเดินทางจากจังหวัดสุรินทร์ ไปทางอำเภอปราสาทตามทางหลวงหมายเลข 214   จนถึงทางแยกตัด ให้เลี้ยวขวาไปประมาณ  6  กิโลเมตร  จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามทางหลวงหมายเลข  2397  ประมาณ 30  กิโลเมตร จะพบสามแยกป้อมตำรวจ เลี้ยวขวาไปประมาณ  19 กิโลเมตร จนถึงบ้านตาเมียง เลี้ยวซ้ายไปตามทางบังคับประมาณ  8  กิโลเมตร   จะพบปราสาทหลังแรก  คือ  ปราสาทตาเมือนอยู่ทางซ้ายมือ


ปราสาทตาเมือน  

เป็นศาสนสถานของพุทธศาสนาลัทธิมหายาน สร้างขึ้นเพื่อเป็นธรรมศาลาหรือที่พักคนเดินทางแห่งหนึ่งใน 17 แห่ง ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างขึ้น จากเมืองยโสธรปุระ เมืองหลวงของอาณาจักรขอมโบราณไปยังเมืองพิมาย  ปราสาทตาเมือนเป็นศิลปะขอมแบบบายน สร้างด้วยศิลาแลงเช่นเดียวกับโบราณสถานสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่พบในดินแดนประเทศไทย มีลักษณะเป็นปรางค์องค์เดียว มีห้องยาวเชื่อมต่อมาทางด้านหน้า ผนังด้านเหนือปิดทึบ แต่สลักเป็นหน้าต่างหลอก ส่วนด้านใต้มีหน้าต่างเรียงกันโดยตลอด เคยมีผู้พบทับหลังเป็นรูปพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้ว 2-3 ชิ้น


ปราสาทตาเมือนโต๊ด 

เป็นอโรคยาศาล สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 ยังคงสภาพเกือบจะสมบูรณ์ ประกอบด้วยปรางค์ประธานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นทางด้านหน้า ก่อด้วยศิลาแลงและหินทราย มีบรรณาลัยอยู่ทางด้านหน้าเยื้องไปทางขวาขององค์ปรางค์ ล้อมรอบด้วยกำแพงก่อศิลาแลง มีซุ้มประตู (โคปุระ) อยู่ด้านหน้า คือ ด้านทิศตะวันออกเพียงด้านเดียว นอกกำแพงด้านหน้ามีสระน้ำเช่นเดียวกับอโรคยาศาลแห่งอื่น ๆ ตรงห้องกลางของโคปุระได้พบศิลาจารึก 1 หลัก จารึกด้วยอักษรขอมภาษาสันสกฤต ซึ่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 โปรดให้สร้างไว้ มีข้อความเช่นเดียวกับจารึกที่พบที่อโรคยาศาลแห่งอื่น ๆ คือ กล่าวนมัสการพระพุทธเจ้าพระไภษัชยคุรุไวฑูรยะ ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ผู้ประทานความไม่มีโรค และกล่าวถึงการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ประจำสถานพยาบาลในแผนกต่าง ๆ เช่น แพทย์ ผู้ดูแลสถานพยาบาล ปัจจุบันจารึกหลักนี้เก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติท่าวาสุกรี


ปราสาทตาเมือนธม  

อยู่ถัดจากปราสาทตาเมือนโต๊ดไปทางทิศใต้ประมาณ 200เมตร เป็นปราสาทขนาดใหญ่ที่สุดในกลุ่มปราสาทตาเมือน บนแนวเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบด้วยปรางค์สามองค์ มีปรางค์ประธานขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ตรงกลาง ปรางค์อีกสององค์อยู่ถัดไปด้านหลังทางด้านขวาและซ้าย ทั้งสามองค์สร้างด้วยหินทรายหันหน้าไปทางทิศใต้ ที่ปรางค์ประธานมีลวดลายจำหลักที่งดงาม แม้ว่าจะถูกทำลายและทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทางด้านตะวันออกและตะวันตก มีวิหารสองหลังสร้างด้วยศิลาแลง อาคารทั้งหมดมีระเบียงคดซึ่งสร้างด้วยหินทรายล้อมรอบ มีโคปุระทั้งสี่ด้าน โคปุระด้านใต้มีขนาดใหญ่ที่สุดและมีบันไดทางขึ้นจากเชิงเขาด้านประเทศกัมพูชา นอกระเบียงคดทางด้านทิศเหนือมีสระน้ำและที่ลานริมระเบียงคดทางมุขด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้มีศิลาจารึกภาษาขอม กล่าวถึงชื่อ พระกัลปกฤษณะ จึงสันนิษฐานได้ว่า โบราณสถานแห่งนี้คงจะสร้างขึ้นเนื่องในศาสนาพราหมณ์ จากลักษณะทางสถาปัตยกรรมและลวดลายจำหลักต่าง ๆ ทำให้ทราบได้ว่า โบราณสถานแห่งนี้คงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16 ซึ่งเก่าแก่กว่าโบราณสถานอีกสองแห่งในกลุ่มปราสาทตาเมือน    เนื่องจากโบราณสถานกลุ่มนี้อยู่ใกล้ชายแดนไทย-กัมพูชา นักท่องเที่ยวควรสอบถามหน่วยงานทหารที่ดูแลพื้นที่ก่อน โทร. 044-508240 ตั้งแต่เวลา 08.00 – 17.00 น.


ตลาดการค้าช่องจอม

ใช้เส้นทางสายสุรินทร์-ปราสาท  (ทางหลวงหมายเลข 214)  ประมาณ  28  กิโลเมตร เมื่อถึงสี่แยกอำเภอปราสาท ตรงไปตามถนนสาย  กอบเชิง-ช่องจอม อีกประมาณ  40 กิโลเมตร ตลาดการค้าช่องจอมอยู่ทางซ้ายมือ  ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 และ 14 บ้านด่านพัฒนา ตำบลด่าน เดิมอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ และเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2538 ช่องจอมเป็นเส้นทางข้ามแดนที่ใหญ่และสะดวกที่สุดของจังหวัดสุรินทร์ที่จะไปยังกัมพูชา (ฝั่งกัมพูชาเป็นชุมชนโอร์เสม็ด อำเภอสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย) ทำให้ที่นี่มีการติดต่อสัญจรไปมา และซื้อขายระหว่างชาวไทยและกัมพูชามาเป็นเวลาช้านาน และเป็นที่มาของแนวความคิดในการเปิดจุดผ่านแดนเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งสองประเทศ ตลาดแห่งนี้เปิดทำการ ระหว่างเวลา 08.00– 16.00 น.


เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ   

ครอบคลุมพื้นที่ 313,750 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอกาบเชิง  อำเภอสังขะ  อำเภอบัวเชด   จังหวัดสุรินทร์  เป็นที่ราบและเทือกเขาสูงชัน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลระหว่าง 200 -476 เมตร จึงเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร มีลำห้วยที่สำคัญหลายสายคือ ห้วยสิงห์ ห้วยประเดก ห้วยขนาดมอญ ห้วยจรัส ห้วยหมอนแบก ห้วยสำราญ ห้วยเสียดจะเอิง ห้วยจำเริง ฯลฯ มีการสร้างอ่างเก็บน้ำไว้ใช้ในพื้นที่เป็นผลให้พื้นที่มีความชุ่มชื้น มีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ปราศจากการรบกวน กลายเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด  พื้นที่สูงขึ้นเป็นป่าทึบ มีภูเขาสลับซับซ้อนตลอดแนวชายแดน และเป็นหุบเหว มีหน้าผาลึกไปทางกัมพูชา สภาพป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ ส่วนใหญ่เป็นป่าเบญจพรรณ (เบญจพรรณแล้ง-เบญจพรรณชื้น) และป่าดิบแล้ง พรรณไม้ที่สำคัญได้แก่ ไม้ยาง ไม้กระบาก ไม้ประดู่ ไม้มะค่าโมง ไม้ตะเคียนทอง ไม้ตะเคียนหิน ไม้กราด ไม้พะยอม ไม้เขล็ง ไม้พันจำ ไม้ตะแบกใหญ่ ไม้มะค่าแต้ ไม้เต็ง ไม้แดง ไม้พันชาด ไม้ชิงชัน และไม้เขว้า เป็นต้น  สัตว์ป่าที่สามารถพบได้ในบริเวณนี้ เช่น  เก้ง กวาง ลิ่ม วัวแดง กระจง ลิง ค่าง ชะนี เสือโคร่ง เรียงผา อีเห็น แมวดาว ชะมด เม่น ไก่ฟ้าพญาลอ และนกนานาชนิด ช่วงที่เหมาะสำหรับการเดินทางชมธรรมชาติ คือ ปลายฝนต้นหนาวของทุกๆ ปี(ประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน) ดอกดุสิตาออกดอกงามสะพรั่งทั่วอาณาบริเวณกว่า  2  ตร.กม.มีจุดชมวิวทิวทัศน์ยามพระอาทิตย์ขึ้นฝ่าสายหมอกในฤดูหนาวที่สวยงามจับใจ หากจะเที่ยวชมเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ หรือจัดประชุมหรือสัมมนาเป็นหมู่คณะควรติดต่อล่วงหน้าได้ที่ คุณฑิฆัมพร สิงหะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์  083-7920992


อ่างเก็บน้ำห้วยตาเกาว์      

ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ  สร้างโดยรัฐบาลญี่ปุ่น เมื่อ พ.ศ. 2525 เป็นแหล่งต้นน้ำที่ส่งหล่อเลี้ยงชาวกาบเชิง นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกพืชผักปลอดสารพิษของกลุ่มเกษตรกร แนวเขื่อนกั้นน้ำมีขนาดเล็กสามารถกักเก็บน้ำเพื่อการชลประทานได้ตลอดปี พื้นที่บริเวณอ่างเก็บน้ำประมาณ  2.26  ตร.กม. และพื้นที่รับน้ำฝนเหนืออ่างเก็บน้ำประมาณ  34.60  ตร.กม.  นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสกับอากาศเย็นสบาย  ในบรรยากาศร่มรื่น  และเล่นน้ำในแนวลำธารน้ำใสได้ นอกจากนี้ยังมีร้านจำหน่ายอาหารพื้นบ้านแบบแพริมน้ำอีกด้วยเดินทางออกจากตัวเมืองจังหวัดสุรินทร์ตรงไปอำเภอปราสาท ( ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 214 )  ผ่านที่ว่าการอำเภอกาบเชิงไปประมาณ   3  กิโลเมตร เลี้ยวขวาตรงไปประมาณ  1.5 กิโลเมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยทับทัน-ห้วยสำราญ จะอยู่ซ้ายมือและอ่างเก็บน้ำห้วยตาเกาว์จะอยู่ทางขวามือ


นิคมสร้างตนเองเลี้ยงไหม  จังหวัดสุรินทร์ ในพระบรมราชานุเคราะห์  

ตั้งอยู่ที่บ้านเขื่อนแก้ว หมู่ 13 ถนนสุรินทร์ - ช่องจอม กิโลเมตรที่ 58 - 59 ตำบลกาบเชิง อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ ( อยู่ระหว่างทางหลวงหมายเลข 214 ) เดิมเป็นที่ดินของบริษัทพรหมสุวรรณไหมไทย ต่อมาได้ทูลเกล้าถวายกิจการโครงการแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  เพื่อพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ให้กับประชาชนผู้ยากไร้  ในวันที่ 12  พฤษภาคม  2520พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชกระแสโปรดเกล้าฯ ให้กรมประชาสงเคราะห์ดำเนินโครงการเลี้ยงไหม จังหวัดสุรินทร์  เพื่อจัดที่ดินให้ราษฎรผู้ยากไร้เข้าประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม  กรมประชาสงเคราะห์ได้จัดตั้งเป็นนิคมสร้างตนเอง  ให้ความรู้ด้านวิชาการเกี่ยวกับการเลี้ยงไหมแบบครบวงจร  เยี่ยมชมโรงเลี้ยงไหม  แปลงหม่อนกลาง  อนุบาลไหมวัยอ่อน (วัย1-วัย2)  ระยะเวลา  8  วัน โรงสาวไหม และดูแลเกี่ยวกับการจำหน่ายรังไหมแก่สมาชิก โทร. 0-4455-9037


ปราสาทศีขรภูมิ 

ตั้งอยู่ที่ตำบลระแงง ห่างจากตัวเมืองสุรินทร์ 34 กิโลเมตร ตามเส้นทางหมายเลข  226 ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 1 กิโลเมตร  ปราสาทศีขรภูมิประกอบด้วยปรางค์อิฐ 5 องค์ องค์กลางเป็นปรางค์ประธาน มีปรางค์บริวารล้อมรอบอยู่ที่มุมทั้งสี่บนฐานเดียวกัน ก่อด้วยหินทรายและศิลาแลง ปราสาทหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีบันไดทางขึ้นและประตูทางเข้าเพียงด้านเดียวคือด้านทิศตะวันออก ปรางค์ทั้งห้าองค์มีลักษณะเหมือนกัน คือ องค์ปรางค์ไม่มีมุข มีประตูทางเข้าด้านเดียว มีชิ้นส่วนประดับทำจากหินทรายสลักเป็นลวดลายต่าง ๆ ทั้งส่วน

เลขที่ 355/3-6 ถ.สำนักงานเทศบาล 1 ต.ในเมือง อ.เมืองฯ จ.สุรินทร์ 32000 โทรศ้พท์ 0 4451 4447-8 โทรสาร 0 4451 8530 E-Mail : tatsurin@tat.or.th

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด 044 – 514605

ที่ว่าการอำเภอเมืองสุรินทร์ 0-4451-1286
ที่ว่าการอำเภอปราสาท 0-4455-1297
ที่ว่าการอำเภอศีขรภูมิ 0-4456-1314
ที่ว่าการอำเภอสังขะ 0-4457-1247
ที่ว่าการอำเภอรัตนบุรี 0-4459-9220
ที่ว่าการอำเภอท่าตูม 0-4459-1141
ที่ว่าการอำเภอชุมพลบุรี 0-4458-1176
ที่ว่าการอำเภอจอมพระ 0-4458-1177
ที่ว่าการอำเภอกาบเชิง 0-4455-7101
ที่ว่าการอำเภอสนม 0-4458-9051
ที่ทำการปกครองอำเภอลำดวน 0-4454-1102
ที่ว่าการอำเภอสำโรงทาบ 0-4456-9121
ที่ว่าการอำเภอบัวเชด 0-4457-9056
ที่ว่าการอำเภอพนมดงรัก 0-4450-8005
ที่ว่าการอำเภอศรีณรงค์ 0-4450-9056
ที่ว่าการอำเภอเขวาสินรินทร์ 0-4458-2106
ที่ว่าการอำเภอโนนนารายณ์ 0-4414-4508

สำนักงานขนส่งจังหวัดสุรินทร์ 0-4452-0669/ 0-4451-1478

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสุรินทร 0-4415-3054

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ 0-4451-8401
โรงพยาบาลสุรินทร์ 0-4452-1200
รพ.รัตนบุรี 0-4453-6203
รพ.ศีขรภูมิ 0-4456-1341
รพ.สังขะ 0-4457-1478
รพ.ปราสาท 0-4455-1295
รพ.ท่าตูม 0-4459-1477-8
รพ.กาบเชิง 0-4455-9002
รพ.ชุมพลบุร 0-4459-6320-3
รพ.จอมพระ 0-4458-1391
รพ.สนม 0-4458-9025
รพ.สำโรงทาบ 0-4456-9239 /0-4456-9080
รพ.บัวเชด 0-4457-9076 /0-4457-9072
รพ.ลำดวน 0-4454-1412-15
รพ.พนมดงรักฯ 0-4450-8248
รพ.เขวาสินรินทร์ 0-4458-2400
รพ.ศรีณรงค์ 0-4450-9079
รพ.โนนนารายณ์ 0-4414-4580

ตำรวจภูธรจังหวัดสุรินทร์ 0-4471-3735
สถานีตำรวจภูธรเมืองสุรินทร์ 0-4452-1500/0-4452-1600
สถานีตำรวจภูธรชุมพลบุรี 0-4459-6079
สถานีตำรวจภูธรท่าตูม 0-4459-1113
สถานีตำรวจภูธรจอมพระ 0-4458-1136
สถานีตำรวจภูธรเมืองลีง 044-576090
สถานีตำรวจภูธรปราสาท 0-4455-1251
สถานีตำรวจภูธรทุ่งมน 0-4471-2951
สถานีตำรวจภูธรโชคนาสาม 0-4455-8949
สถานีตำรวจภูธรทมอ 0-4451-6986
สถานีตำรวจภูธรกาบเชิง 0-4455-9042
สถานีตำรวจภูธรรัตนบุรี 0-4459-9228
สถานีตำรวจภูธรสนม 0-4458-9049
สถานีตำรวจภูธรศีขรภูมิ 0-4456-1248
สถานีตำรวจภูธรสังขะ 0-4557-1241
สถานีตำรวจภูธรดม 0-4450-4646
สถานีตำรวจภูธรลำดวน 0-4454-1100
สถานีตำรวจภูธรสำโรงทาบ 0-4456-9126
สถานีตำรวจภูธรบัวเชด 0-4457-9027
สถานีตำรวจภูธรพนมดงรัก 0-4450-8100
สถานีตำรวจภูธรศรีณรงค์ 0-4450-5077
สถานีตำรวจภูธรเขวาสินรินทร์ 0-4458-2210
สถานีตำรวจภูธรโนนนารายณ์ 0-4414-4555
สถานีตำรวจภูธรเพี้ยราม 0-4471-2030
สถานีตำรวจภูธรเมืองที 0-4454-9003
สถานีตำรวจภูธรเทนมีย์ 0-4414-1150
สถานีตำรวจภูธรสวาย 0-4454-6594
สถานีตำรวจภูธรเมืองบัว 0-4451-7761
สถานีตำรวจภูธรกระโพ 0-4414-5061
สถานีตำรวจภูธรแนงมุด 0-4477-8357
สถานีตำรวจภูธรสะเดา 0-4471-2705
สถานีตำรวจภูธรบ้านหนองจอก 0-4450-3187
สถานีตำรวจภูธรดอนแรด 0-4451-4091
สถานีตำรวจภูธรตากูก 0-4458-2200
สถานีตำรวจทางหลวง 3 กองกำกับการ 6 0-4414-3125-6

การประปาส่วนภูมิภาคสาขาสุรินทร์ 044-511319 ต่อ 101
การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดสุรินทร 0-4451-5000
สถานีรถไฟสุรินทร 0-4451-1295
บริษัท ขนส่ง จำกัด สถานีเดินรถสุรินทร์ 0-4451-5344

ธนาคารออมสิน สาขาสุรินทร์ 0-4451-5916
ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรจังหวัดสุรินทร์ 044-538591-2
ธนาคารกรุงไทย สาขาสุรินทร 0-4451-4567-8
ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย 0-4471-3141-2
ธนาคารกรุงเทพ 0-4451-1435
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 044-511722
ธนาคารกสิกรไทย 0-4451-5863
ธนาคารทหารไทย 0-4451-4250- 2
ธนาคารไทยพาณิชย 0-4451-2061- 2
ธนาคารนครหลวงไทย 0-4451-4455- 7
ธนาคารอาคารสงเคราะห์ สาขาย่อยสุรินทร์ 0-4453-8154
ธนาคารเกียรตินาคิน 0-4453-5030
ผู้ชม : 2,794

250.5k แชร์เรื่องนี้

แสดงความคิดเห็น

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย | ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1600 ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวง มักกะสัน เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทร: 0-2250-5500 TAT Call Center: 1672