อุบลราชธานี

แผนที่


อุบลราชธานีเป็นจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 

ที่สามารถเห็นดวงอาทิตย์ขึ้นได้ก่อนพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย 

เพราะตั้งอยู่ทางตะวันออกสุดของประเทศ ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของเส้นเวลาหลักของประเทศ 

ที่เส้นแวง 105 องศาตะวันออก และมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่นมาจากบรรพบุรุษตั้งแต่ยุคขอมโบราณ 

ที่ผสมผสานเข้ากับวัฒนธรรมไทยถิ่นอีสานปัจจุบันเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่น่าสนใจ

อุบลราชธานียังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติมากมาย ทั้งป่าไม้ สัตว์ป่า พืชพรรณนานาชนิด 

แหล่งน้ำขนาดใหญ่น้อยหลายแห่ง และภูมิทัศน์ที่งดงามแปลกตาโดดเด่น 

รวมทั้งมีโรงแรมที่พักมากมายและการคมนาคมสะดวกสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีสนามบิน 

ทำให้จังหวัดอุบลราชธานีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจไม่แพ้จังหวัดอื่นๆ ของภูมิภาค 

ที่นักเดินทางไม่ควรพลาดมาเยี่ยมเยือน

อุบลเมืองดอกบัวงามงาม แม่น้ำสองสี มีปลาแซบหลาย หาดทรายแก่งหิน ถิ่นไทยนักปราชญ์ ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม งามล้ำเทียนพรรษา ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์ ฉลาดภูมิปัญญาท้องถิ่น ดินแดนอนุสาวรีย์คนดีศรีอุบล

ประมาณ 200กว่าปีมาแล้ว ท้าวคำผง ท้าวทิศพรหม และท้าวคำบุตร พระวอ พระตา หนีภัยสงคราม "พระเจ้าสิริบุญสาร"เจ้าแห่งนครเวียงจันทน์ เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ต่อมาได้สร้างเมืองขึ้นบริเวณ "ดงอู่ผึ้ง"ใกล้แม่น้ำมูล ครั้น พ.ศ.2322 ได้ปักหลักสร้างคูเมืองจนเสร็จ จึงได้มีหนังสือกราบบังคมทูล ขอขึ้นอยู่ในขอบขัณทสีมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาราชสุภาวดี เชิญท้องตราพระราชสีห์ มาพระราชทานเมืองว่า "อุบลราชธานี" ทรงให้ท้าวคำผง เป็นเจ้าเมืองคนแรก ต่อมาได้พระราชทานศักดิ์เป็น "พระปทุมวงศา" ในปีพ.ศ.2323 อุบลราชธานี ได้มีเจ้าเมืองสืบต่อกันมาถึง 4 คน จนถึงปีพ.ศ. 2425 จึงได้มีการ แต่งตั้งข้าหลวง และผู้ว่าราชการจังหวัด ดูแลการปกครองจนถึงปัจจุบัน

ทุ่งศรีเมือง

ตั้งอยู่ใจกลางเมือง บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด เป็นสวนสาธารณะประจำเมืองที่มีสภาพภูมิทัศน์งดงาม มีประตูทางเข้า 4 ทิศ 4 ประตู คือ อุบลเดชประชารักษ์ อุบลศักดิ์ประชาบาล อุบลการประชานิตย์ และอุบลกิจประชากร ภายในมีสิ่งก่อสร้างที่สำคัญมากมาย คือ ศาลหลักเมือง เป็นที่สักการะของชาวเมืองและผู้มาเยี่ยมเยือน ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี 2515  อนุสาวรีย์พระปทุมวรราชสุริยวงศ์ (เจ้าคำผง) ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งเมืองอุบลๆ ปฏิมากรรมสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) พระเถระที่ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์แห่งภาคอีสาน ปฏิมากรรมพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จันทร์) พระเถระที่ทรงคุณวุฒิด้านคันถธุระ และวิปัสสนาธุระ   อนุสาวรีย์แห่งความดี (Monument of Merit) เป็นเชลยศึกชาวต่างประเทศในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 สร้างไว้เพื่อเป็นที่ระลึกถึงความเมตตาปราณี และคุณงามความดีของชาวเมืองอุบลาชธานี ปฏิมากรรมร่วมใจก้าวไปข้างหน้า สร้างขึ้นตามโครงการปฏิมากรรม กับสิ่งแวดล้อมเพื่อเยาวชน ซึ่งแสดงถึงความสมานฉันท์แห่งความเป็นพี่น้องระหว่าง 4 ประเทศ 


วัดทุ่งศรีเมือง

ตั้งอยู่บนถนนหลวง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โดย ท่านเจ้าอริยวงศาจารย์ญาณวิมลอุบล คณะภิบาล สังฆปาโมก (สุ้ย) เจ้าคณะเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้น และท่านเคยไปศึกษาพระธรรมวินัย ที่วัดสระเกศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ท่านจึงนำพระพุทธบาทจำลองจากวัดสระเกศๆ มายังอุบลราชธานี มีการสร้างหอพระพุทธบาทขึ้นเป็นที่ประดิษฐาน ซึ่งก็เป็นพระอุโบสถสำหรับพระสงฆ์ใช้ทำสังฆกรรม ใช้ลักษณะศิลปะผสม แบบรัตนโกสินทร์ตอนต้น และศิลปะเวียงจันทน์ ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังทุกด้าน ในวัดยังมีอาคารสำคัญหลังหนึ่ง คือ หอพระไตรปิฎก สร้างด้วยไม้ ตั้งอยู่กลางสระน้ำ เพื่อเก็บรักษาพระไตรปิฎก มีลักษณะศิลปะผสมระหว่างไทย พม่า และลาว คือตัวอาคารเป็นแบบไทย เรือนฝาปะกน ขนาด 4 ห้อง ภายในเก็บตู้พระธรรมทุกด้าน เขียนลงรักปิดทอง หลังคาเป็นศิลปะไทยผสมพม่า มีช่อฟ้าใบระกา แต่หลังคาซ้อนกันหลายชั้น แสดงถึงอิทธิพลศิลปะพม่าที่ส่งผ่านมายังศิลปะลาวล้านช้าง ลวดลายและสลักบนหน้าบันทั้ง 2 ด้าน เป็นลักษณะศิลปะแบบลาว ตรงส่วนฝาปะกนด้านล่าง แกะเป็นรูปสัตว์ประจำราศีต่างๆ และลวดลายพันธุ์ไม้เป็นช่องๆ โดยรอบ นับเป็นหอไตรที่มีความสวยงามเป็นเอกลักษณ์


วัดสุปัฏนารามวรวิหาร

เป็นวัดธรรมยุตวัดแรกของจังหวัดอุบลราชธานี ตั้งอยู่ที่ถนนสมเด็จ อำเภอเมือง จัดสร้างโดยพระราชศรัทธาในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โดยเริ่มสร้างในปีพ.ศ. 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าๆ พระราชทานนามว่า "วัดสุปัฏนาราม หมายถึง วัดที่มีสถานที่ตั้งเหมาะสม เป็นท่าเรือที่ดี พระอุโบสถ มีขนาดกว้าง 20 เมตร ยาว 34 เมตร สูง 22 เมตร สถาปนิกผู้ออกแบบคือ หลวงสถิตย์นมานกาล (ชวน สุปิยพันธ์) นายช่างทางหลวงแผ่นดิน พระอุโบสถ แบ่งเป็นสามส่วน คือส่วนหลังคาเป็นศิลปะแบบไทย ส่วนกลางเป็นศิลปะแบบตะวันตก และส่วนฐานเป็นศิลปะแบบขอม ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธาน คือ พระสัพพัญญูเจ้า พระพุทธรูปปางมาริวิชัย ขนาดหน้าตักกว้าง 4 คืบ เป็นพระพุทธรูปหล่อขัดเงาไม่ปิดทอง เริ่มการหล่อเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2459


วัดศรีอุบลรัตนาราม (วัดศรีทอง)

ตั้งอยู่ด้านทิศใต้ของศาลากลางจังหวัด บนถนนอุปราช สร้างเมื่อ พ.ศ. 2398 มีพระอุโบสถที่สร้างตามแบบพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตร ในกรุงเทพมหานคร ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง คือ "พระแก้วบุษราคัม" พระพุทธปฏิมากรปางมารวิชัย สมัยเชียงแสน แกะสลักจากแก้วบุษราคัม หน้าตักกว้าง 5 นิ้ว สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 10 นิ้ว มีความงามสง่าตามพุทธลักษณะทุกประการ   มีตำนานเล่าสืบกันมาว่า พระวรราชภักดี (พระวอ) พร้อมด้วยบุตรหลานของพระตา คือ ท้าวคำผง ท้าวทิดพรหม และท้าวก่ำ บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งเมืองอุบลฯ ได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมมาจากกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) เดิมคงจะประดิษฐานอยู่ที่บ้านดอนมดแดง และได้อัญเชิญมาประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม ในเวลาต่อมา ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ทางราชการได้ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ที่วัดศรีอุบลรัตนาราม และได้อัญเชิญพระแก้วบุษราคัมเป็นองค์ประธานในพิธี โดยถือว่าเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ คู่บ้านคู่เมืองสืบกันมาแต่โบราณกาล ปัจจุบัน ในเทศกาลสงกรานต์ของทุกปี ชาวอุบลราชธานีจะร่วมใจกันอัญเชิญพระแก้วบุษราคัม เข้าขบวนแห่รอบเมือง เพื่อเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชน ได้นมัสการกราบไหว้ และสรงน้ำกันโดยถ้วนหน้า


วัดมหาวนาราม

ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดป่าใหญ่" เป็นวัดเก่าแก่และเป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอุบลราชธานี เดิมนั้นเป็นเพียงสำนักสงฆ์ฝ่ายวิปัสสนากัมมัฎฐาน ก่อตั้งในเวลาใกล้เคียงกับการสร้างเมืองอุบลราชธานี ใน พ.ศ. 2322 ต่อมาในสมัยพระพรหมวรราชสุริยะวงศ์ (ท้าวทิดพรหม) ได้ยกฐานะเป็นวัด และถือเป็นวัดประจำเจ้าเมืองด้วย โดยให้ชื่อว่า วัดป่าหลวงมณีโชต แต่ชาวบ้านเรียกว่า วัดหนองตะพัง หรือหนองสระพัง ตามชื่อหนองน้ำที่อยู่ใกล้เคียง  ปรากฏหลักฐานศิลาจารึกที่ตั้งอยู่ด้านหลังพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ระบุปีที่สร้างวัดนี้ ตรงกับ พ.ศ. 2350 โดยมีพระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศา เป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และเป็นผู้สร้างพระพุทธรูป "พระอินแปง" หรือ พระเจ้าใหญ่อินแปลง ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น วัดมหาวัน หรือวัดป่าใหญ่ และได้เปลี่ยนชื่ออิกครั้งตามสมัยนิยม เรียกว่า วัดมหาวนาราม ปูชนียวัตถุที่สำคัญคือ พระเจ้าใหญ่อินแปลง เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ก่ออิฐถือปูน พร้อมกับลงรักปิดทอง ลักษณะศิลปะแบบลาว ขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3 เมตร สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 5 เมตร ในวันเพ็ญเดือน 5 (ประมาณเดือนเมษายน) ของทุกปี จะมีการทำบุญตักบาตรเทศน์มหาชาติชาดก และสรงน้ำปิดทองพระเก้าใหญ่อินแปลง ซึ่งถือเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีมาจนทุกวันนี้


วัดหนองบัว

อยู่ห่างจากศาลากลางจังหวัดไปทางด้านทิศเหนือประมาณ 3 กิโลเมตร บนถนนธรรมวิถี สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2498 ในวัดมีสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ คือ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ครบรอบ 25 ศตวรรษของพุทธศาสนา ในปี พ.ศ.2500  พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์จำลองแบบมาจากเจดีย์ที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย รอบองค์พระธาตุเป็นกำแพงแก้ว มุมทั้งสี่ประดิษฐานพระเจดีย์ขนาดเล็กอีก 4 องค์ ภายในองค์พระธาตุมีประตูทางเข้าทั้ง 4 ด้าน พระธาตุองค์เดิมมีขนาดความกว้าง 5 เมตร สูงประมาณ 17 เมตร เมื่อสร้างใหม่ครอบองค์เดิม คือ พระบรมธาตุที่เห็นในปัจจุบัน มีขนาดใหญ่มากฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 17 เมตร สูง 56 เมตร เสร็จสมบูรณ์ในปี 2521


วัดแจ้ง

ตั้งอยู่บนถนนสรรพสิทธิ์ อำเภอเมือง กล่าวกันว่า สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2431 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โดยการดำริของเจ้าราชบุตร (หนูคำ) หนึ่งในคณะอาญาสี่ ผู้ปกครองเมืองอุบลราชธานีในสมัยนั้นโบราณสถานที่สำคัญคือ พระอุโบสถ สร้างเสร็จในราวปี พ.ศ. 2455 หรือหลังจากการตั้งวัด 24 ปี โดยพญาท่านเพ็ง พระอุโบสถได้รับการยกย่องว่ารูปทรงสวยงาม และมีงานจำหลักไม้ฝีมือพื้นบ้านแท้ ซึ่งนับวันจะหาดูได้ยาก ขนาดไม่ใหญ่นัก กว้างประมาณ 6 เมตร ยาว 15 เมตร สูง 10 เมตร ฐานเตี้ย หลังคาชั้นเดียว เติมมุงด้วยกระเบื้องไม้ ต่อมาเปลี่ยนเป็นกระเบื้องดินเผา ราวบันไดด้านหน้าปั้นเป็นรูปจระเข้หมอบ ส่วนหน้าบันหน้าอุดปีกนกและรังผึ้ง สลักไม้เป็นลายดอกบัว กอบัวอย่างสวยงาม โดยเฉพาะหางหงส์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือ ทำเป็นรูปหัวนาค ตรงหงอนสะบัดปลายเป็นกนกเปลว  ที่ผ่านมามีการบูรณหลายครั้ง โดยพยายามให้คงสภาพเหมือนเดิมที่สุด นับเป็นโบราณสถานที่มีคุณค่าแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี เคยได้รับเกียรติบัตรในงานนิทรรศการ "สถาปนิก 30" จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


วัดหนองป่าพง

ตั้งอยู่ที่ตำบลโนนโหนน อำเภอวารินชำราบ ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ไปทางอำเภอกันทรลักษ์ ตามถนนทางหลวงหมายเลข 2178 ประมาณ 8 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด 186 ไร่เศษ อดีตนั้นเคยเป็นวัดร้างและเป็นป่าช้ามาก่อน สภาพทั่วไปเป็นหนองน้ำ มีต้นพงขึ้นอยู่ทั่วไป กระทั่งหลวงปู่ชา (พระโพธิญาณเถระ) ได้เข้ามาทำการบุกเบิกปรับปรุงพื้นที่ ให้เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรม ในปีพ.ศ. 2497 และจัดตั้งเป็นสำนักสงฆ์ขึ้นในปีเดียวกัน ภายในวัดมีบรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบ เหมาะแก่การนั่งวิปัสสนากัมมัฎฐาน ปัจจุบันมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจ คือ พิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณ ซึ่งเป็นอาคารที่จัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร และหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ชา และเจดีย์ศรีโพธิญาณ ซึ่งเป็นสถานที่พระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ชา


วัดป่านานาชาติ

ตั้งอยู่ที่บ้านบุ่งหวาย ตำบลบุ่งหวาย อำเภอวารินชำราบ ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ในเส้นทางไปศรีสะเกษ ประมาณ 14 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 226 เป็นวัดสาขาของวัดหนองป่าพง เป็นที่จำพรรษา ศึกษาพระธรรมวินัยและการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐานของพระจากนานาชาติ


วัดสระประสานสุข (วัดบ้านนาเมือง)

ตั้งอยู่ที่บ้านนาเมือง ตำบลปทุม อำเภอเมือง ไปตามถนนเลี่ยงเมือง ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณสี่แยกที่จะไปยังอำเภอตระการพืชผล มีทางแยกเข้าหมูบ้านวัดบ้านนาเมือง ประมาณ 1กม.สิ่งที่น่าสนใจคือ พระอุโบสถศิลปะไทยที่ตั้งอยู่บนเรือสุพรรณหงษ์ จำลอง ประดับตบแต่งด้วยกระเบื้องเซรามิค นับเป็นพระอุโบสถที่งดงาม และมีเอกลักษณ์


วัดภูเขาแก้ว

ตั้งอยู่อำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ 44 กิโลเมตร ก่อนถึงอำเภอพิบูลมังสาหาร ประมาณ 1 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 217 วัดภูเขาแก้ว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2480 สำหรับให้พระสงฆ์ปฏิบัติกัมมัฏฐาน สิ่งที่น่าสนใจคือ พระอุโบสถ ที่ประดับด้วยกระเบื้องทั้งหลัง โดยฝีมือของช่างพื้นบ้าน ออกแบบโดยเจ้าอาวาส (พระอาจารย์โชติ) เป็นการนำรูปแบบศิลปะไทยมาใช้ หลังคาเป็นโครงสร้างไม่มีมุข ลดหลั่นกันสี่ชั้นทั้งด้านหน้า และด้านหลัง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบดินเผา ประดับด้วยช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ โดยมีคันทวยรองรับชายคา เป็นรูปนาคโดยรอบ ส่วนบริเวณกลางหลังคา ตกแต่งเป็นยอดปราสาททอง หน้าบันจำหลักลายปูนปั้นลายก้านขด ที่ยังคงความอ่อนช้อย และเข้ากันได้ดีกับบัวเสาที่ทำตามศิลปะอินเดีย ในขณะที่ส่วนล่างของบัวหัวเสาลงมาตกแต่งแบบศิลปะขอม อาจจะกล่าวได้ว่าที่นี่สะท้อนสถาปัตยกรรมของปราสาทขอมเอาไว้เป็นส่วนใหญ่ ทั้งนางอัปสรหรือทวารบาล ที่ยืนเคียงคู่อยู่ที่ประตูพระอุโบสถ ในพระอุโบสถตกแต่งด้วยภาพนูนสูง อยู่เหนือบานประตูและหน้าต่างขึ้นไป เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระธาตุที่สำคัญของประเทศไทย พร้อมทั้งเล่าเรื่องประวัติของพระธาตุแต่ละองค์โดยสังเขป บริเวณชั้นล่างใช้เป็นศาลาการเปรียญ และนั่งปฏิบัติกัมมัฏฐาน โดยรอบผนังอาคารชั้นล่างยังทำเป็นโต๊ะตั้งเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย


สำนักสงฆ์ภูหล่น

อยู่ที่ตำบลสงยาง อำเภอศรีเมืองใหม่ ห่างจากตัวอำเภอ 20 กม. และห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 78 กม. ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวกันว่าพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ เคยมาวิปัสสนาธรรม ณ ที่แห่งนี้ ปัจจุบันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง โดยชาวบ้านมักจะมาสักการะกันอยู่เสมอๆ บริเวณโดยรอบก็ร่มรื่นธรรมชาติสวยงามมาก


พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี

ตั้งอยู่ที่ถนนเขื่อนธานี ตัดกับถนนอุปราช อำเภอเมืองอุบลราชธานี เดิมเป็นที่ทำการศาลากลางจังหวัด สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2461 บนที่ดินซึ่งพลตรีพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ทรงขอมาจากทายาทของราชบุตร (สุ่ย) เพื่อใช้เป็นที่ทำการของหน่วยราชการ ต่อมาทางจังหวัดได้มอบอาคารให้กับกรมศิลปากร ในปี พ.ศ.2526 เพื่ออนุรักษ์และจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี  ปัจจุบันพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอุบลราชธานี นับได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่สมบูรณ์แบบแห่งหนึ่งของประเทศ เปิดทำการตั้งแต่วันพุธถึงวันอาทิตย์ จากเวลา 09.00 - 16.00 น.


พิพิธภัณฑ์เปิดบ้านก้านเหลือง

ตั้งอยู่ภายในวัดบ้านก้านเหลือง ตำบลขามใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ห่างจากตัวจังหวัดไปตามถนนเลี่ยงเมือง ทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เป็นแหล่งโบราณคดีที่ขุดค้นเมื่อปี 2539 ต่อมาได้รับการปรับสภาพภูมิทัศน์และจัดให้เป็นพิพิธภัณฑ์เปิดเพื่อให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชม ศึกษาหาความรู้หลักฐานต่างๆ ที่พบ เช่น แกลบข้าว ทำให้ทราบว่า ชุมชนโบราณแห่งนี้ รู้จักการเพาะปลูกข้าวแล้ว และการพบเศษขี้แร่และเครื่องมือเหล็ก ทำให้ทราบว่าชุมชนแห่งนี้รู้จักการนำเหล็กมาใช้อีกด้วย จึงพอสรุปได้ว่าชุมชนบ้านก้านเหลือง เป็นชุมชนโบราณสมัยกสิกรรม หรือยู่ในช่วงยุคโลหะตอนปลาย มีการติดต่อกับสังคมสมัยประวัติศาสตร์ยุคต้นๆ ด้วย ซึ่งอายุไม่น่าจะต่ำกว่า 2,000 ปี หรืออยู่ในช่วงอายุ 2,500 – 2,800 ปี มาแล้ว


ธรรมมาสน์สิงห์ศิลปะญวนที่บ้านชีทวน

ตั้งอยู่ที่ศาลาการเปรียญ วัดศรีนวลแสงสว่างอารมณ์ บ้านชีทวน ตำบลชีทวน อำเภอเขื่องในอยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 26 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 23 (อุบลฯ - ยโสธร) ประมาณ ๒๑ กิโลเมตร จะถึงบ้านท่าวารี มีทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้าหมู่บ้านอีก 5 กิโลเมตรเป็นธรรมาสน์แห่งเดียวในประเทศไทย ที่มีรูปแบบแตกต่างจากธรรมาสน์โดยทั่วไป คือเป็นรูปสิงห์ ยืนเทินปราสาท (ตัวธรรมาสน์) สร้างด้วยอิฐถือปูน ยอดปราสาทเป็นเครื่องไม้ ทำเป็นชั้นซ้อนลดหลั่น ตกแต่งลายปูนปั้น และลายเขียนสีแบบศิลปะญวนทั้งหลัง สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในปี 2468 โดยช่างชาวญวน ถือเป็นประติมากรรมที่มีคุณค่ายิ่งทางด้านศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ปัจจุบันตั้งอยู่ในศาลาการเปรียญทรงไทย ที่มีจิตรกรรมฝ้าเพดานศิลปะสกุลช่างเดียวกัน


ปราสาทบ้านเบ็ญ

ตั้งอยู่ที่บ้านหนองอ้ม ตำบลหนองอ้ม อำเภอทุ่งศรีอุดม ห่างจากจังหวัดเป็นระยะทางประมาณ 63 กิโลเมตร เป็นศาสนสถานขอมขนาดย่อม ประกอบด้วยปรางค์อีก 3 หลัง ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงที่สร้างแยกกัน ปรางค์ทั้ง 3 องค์หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีทางเข้าด้านหน้าเพียงด้านเดียว ปรางค์องค์กลาง หรือปรางค์ประธาน ทางขึ้นเชื่อมต่อฉนวนทางเดิน ปูด้วยศิลาแลงไม่ต่อกับโคปุระ (หรือซุ้มประตูทางเข้า) ซึ่งมีเพียงด้านเดียวเช่นกัน ล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ก่อด้วยศิลาแลง มีสระน้ำเกือบรอบกำแพงแก้ว เว้นแต่ด้านหน้าเท่านั้น

มีอาคารจตุระมุขตั้งอยู่ในแนวเดียวกับปรางค์ประธาน ปัจจุบันเหลือเพียงฐาน สันนิษฐานได้ว่าอาคารเดิมคงจะเป็นซุ้มประตูกำแพงแก้ว และอาจจะสร้างด้วยไม้ จึงผุพังไปตามกาลเวลา เมื่อคราวที่กรมศิลปากรทำการขุดแต่งในปี พ.ศ. 2533 ได้พบทับหลังรูปเทพนพเคราะห์ หรือเทวดาประจำทิศทั้ง 9 องค์ และรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จากแผนผังทางสถาปัตยกรรม และภาพสลักบนทับหลังที่พบ จึงประมาณว่าจะก่อสร้างขึ้นใยปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 16


ภาพเขียนสีศิลปะถ้ำที่ผาแต้ม

ตั้งอยู่ที่ผาแต้ม ในเขตอุทยานแห่งชาติผาแต้ม ลักษณะเป็นกลุ่มภาพเขียนศิลปะถ้ำยุคก่อนประวัติศาสตร์ เรียงรายไปตามแนวหน้าผาด้านแม่น้ำโขง รวม 4 กลุ่ม คือ ผาขาม ผาแต้ม ผาหมอนน้อย และผาหมอน แต่กลุ่มที่มีภาพจำนวนมาก กลุ่มผาแต้ม ซึ่งมีภาพเขียนสีกว่า 300 ภาพ


แหล่งท่องเที่ยวประเภทธรรมชาติ

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม

 

มีพื้นที่ประมาณ 212,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ อ.โขงเจียม อ.ศรีเมืองใหม่ และ อ.โพธิ์ไทร มีพื้นที่ติดกับประเทศลาว มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นทางแบ่งพรมแดน ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่บริเวณผาแต้ม บ้านหนองผือน้อย อ.โขงเจียม ห่างจากตัวอำเภอ 17 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัด 95 กิโลเมตร ไปตามเส้นทางหมายเลข 217 ถึง อ.พิบูลมังสาหาร หมายเลข 2222 ถึง อ.โขงเจียม และหมายเลข 2112   ภูมิประเทศเป็นที่ราบสูงชัน สลับกับเนินเขาสูง มีแนวหน้าผาริมแม่น้ำโขงหลายแห่ง มีเสาเฉลียง และหินทรายที่โผล่ เป็นลานหินกระจายอยู่หัวไป สภาพป่าทั่วไปเป็นป่าเต็งรัง ตามพื้นที่ใกล้ลานหินจะเป็นป่าโปร่งต้นไม้แคระแกรน แต่มีความสวยงามตามธรรมชาติ ช่วงที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวคือช่วงปลายฝนต้นหนาว (กันยายน. - ธันวาคม) บริเวณใกล้ลานหินจะมีดอกไม้ที่งดงามอยู่ทั่วไป เช่น หยาดน้ำค้าง แดงอุบล เอนอ้า เหลืองพิสมร ดุสิตา สร้อยสุวรรณา ทิพยเกษร และกระดุมเงิน ในช่วงต้นฤดูร้อน (กุมภาพันธ์ - มีนาคม) จะมีสภาพของป่าเปลี่ยนสีเพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้ใหญ่จะผลัดใบ นอกจากนี้ ต้นไม้ใหญ่บางชนิดก็มีดอกสวยงาม เช่น ช้างน้าวหรือเหมยรัง ตะแบกเลือดและพุดผา เป็นต้น  ในบริเวณนี้มีแหล่งท่องเทียวที่น่าสนใจ คือ 

ผาแต้ม อยู่ห่างจากทีทำการอุทยาน 3 กิโลเมตร เป็นจุดชมวิวแม่น้ำโขง และภาพเขียนสีศิลปะถ้ำ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมช่วงเวลา 06.00 – 18.00 น. 

เสาเฉลียงผาแต้ม อยู่ริมทางก่อนถึงผาแต้ม 2 กิโลเมตร เป็นเสาหินที่เกิดจากการผุกร่อนตามธรรมชาติ 

น้ำตกสร้อยสวรรค์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของบ้านหนองผือใหญ่ ห่างจากที่ทำการอุทยานฯ ไปตามทางหลวงหมายเลข 2112 (โขงเจียม-เขมราฐ) ประมาณ 17 กิโลเมตร เป็นน้ำตกสูง 20 เมตร มีน้ำมากในช่วงเดือนกันยายน กุมภาพันธ์


ป่าดงนาทาม

อยู่ในบริเวณภูนาทาม พื้นที่ ต.นาโพธิ์กลาง อ.โขงเจียม อยู่ห่างจากที่ทำการอุทยานๆ ประมาณ 36 กิโลเมตร การเดินทางโดยรถยนต์ ใช้เส้นทางหมายเลข 2112 (โขงเจียม - เขมราฐ) เลี้ยวขวาที่บ้านนาโพธิ์กลาง ผ่านบ้านชะซอม และไปสิ้นสุดที่วัดถ้ำปาฎิหารย์ เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติ ป่าไม้ ภูเขา และแม่น้ำโขงมีจุดที่น่าสนใจ คือลานหินพลานถ้ำไฮ เสาเฉลียงคู่ สนสองใบ น้ำตกห้วยพอก ผาชนะได ผากำปั่น ผาหินแตก น้ำตกกวางโคน หินโยก ภูจ้อมก้อม เป็นต้น ในช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน เหมาะในการชมดอกไม้ดิน น้ำตก และทะเลหมอกริมโขง ส่วนในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม เหมาะในการชมป่าไม้เปลี่ยนสี ดอกไม้หน้าแล้ง และล่องเรือตามลำน้ำโขง ระหว่างบ้านปากลา - คันท่าเกวียน การท่องเที่ยวป่าดงนาทาม สามารถใช้บริการนำเที่ยวของ อบต.นาโพธิ์กลาง


วัดภูอานนท์

อยู่ทางทิศเหนือของบ้านซะซอม ห่างจากถนนหมายเลข 2112 ที่บ้านนาโพธิ์กลาง ประมาณ 10 กิโลเมตร บริเวณวัด มีสภาพธรรมชาติที่น่าสนใจ เช่น ลานหินกว้างขวาง รอยเท้าใหญ่ ตุ่มหินธรรมชาติ ภาพเขียนศิลปะถ้ำ เป็นต้น เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวชมธรรมชาติในช่วงสั้นๆ


อุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ

มีเนื้อที่ทั้งหมดประมาณ 80 ตารางกิโลเมตร ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอโขงเจียม อำเภอสิรินธร สามารถเดินทางเข้าถึงได้สองทางคือ ทางด้าน อ.โขงเขียม และ อ.สิรินธร ประมาณ 70 - 85 กิโลเมตร จากตัวจังหวัด ชาวบ้านเล่าขานกันว่า คำว่า "ตะนะ" ดิมมาจากคำว่า "มรณะ" เนื่องจากบริเวณแห่งนี้มีกระแสน้ำเชี่ยวมาก มีโขดหินแหลมคมอยู่ทั่วไป รวมถึงมีถ้ำใต้น้ำอยู่หลายแห่ง ชาวบ้านที่เดินทางบริเวณนี้หรืออกจับปลา มักจะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเป็นประจำ ชาวบ้านจึงเรียกว่า "แก่งมรณะ" บริเวณนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ   ดอนตะนะ เป็นดอนหรือเกาะที่เกิดขวางแม่น้ำมูล มีความกว้างประมาณ 450 เมตร ยาวประมาณ 700 เมตร มีสะพานแขวนทอดข้ามทั้ง 2 ด้านของเกาะ ทางตอนเหนือของดอนตะนะ มีหาดทราย เหมาะแก่การพักผ่อน บนดอนตะนะยังมีป่าอยู่ทั่วไป เป็นสภาพป่าดงดิบแล้ง มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น ในช่วงเช้าและช่วงเย็นชาวบ้านจะมาหาปลารอบๆเกาะ ซึ่งเป็นภาพที่สวยงาม

ลำน้ำมูลเมื่อไหลอ้อมดอนตะนะทั้งสองด้านแล้ว จะไหลลงมาทาง แก่งตะนะ กลางแก่ง มีโขดหินมหึมาเป็นเกาะกลางลำน้ำมูล ที่เกิดจากลำน้ำมูลทั้งสองสายที่เชียวกราก กัดเซาะลงในแนวหินสูงประมาณ 1 เมตร บ้างก็ไหลซอกซอนไปตามร่องหินและลานหินริมฝั่งแม่น้ำมูล กลางแก่งตะนะจะเห็นสิ่งก่อสร้างรูปเหลี่ยม ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสเข้ามาล่าอาณานิคม เพื่อใช้เป็นเครื่องชี้ร่องน้ำในการเดินเรือ บริเวณนี้สายน้ำเชี่ยวและลึก ทำให้ปลาบริเวณแก่งตะนะชุกชุม ฤดูกาลท่องเที่ยว ได้แก่ ในช่วงเดือนมกราคม - พฤษภาคม


เส้นทางศึกษาธรรมชาติน้ำตกรากไทร

บริเวณหน้าผาริมแม่น้ำมูล ห่างจากศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประมาณ 500 เมตร มีเส้นทางเดินเลียบผา ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เส้นทางนี้จะผ่านจุดชมพืชพันธุ์ไลเคนส์ มอส เฟิร์น ถ้ำพระและน้ำตกรากไทร เหมาะสำหรับการเดินป่าชมในช่วงเวลาสั้นๆ

บันไดปลาโจนที่เขื่อนปากมูล 

บริเวณสันเขื่อนเป็นถนนที่เชื่อมระหว่างทางหลวงหมายเลข 217 กับ 2222 เป็นที่ตั้งของบันไดปลาโจนแห่งแรกของประเทศไทย สร้างขึ้นเพื่อการอนุรักษ์พันธุ์ปลา ช่วงเวลาที่ปลาโจนบันได คือ ประมาณปลายเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม


เส้นทางล่องเรือปากมูล - แก่งตะนะ

เป็นเส้นทางล่องเรือตามลำน้ำมูล จากหน้าที่ว่าการอำเภอโขงเจียม บริเวณแม่น้ำมูลบรรจบลงแม่น้ำโขง หรือแม่น้ำสองสี ถึงดอนตะนะ ระยะทางประมาณ 6 กม. เส้นทางนี้สามารถชื่นชมทัศนียภาพธรรมชาติสองฝั่งแม่น้ำ และการทำการประมงแบบพื้นบ้าน ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการล่องเรือ ได้แก่ ช่วงเวลาบ่ายถึงค่ำ


อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย

ตั้งอยู่ในท้องที่ อ.บุณฑริก อ.นาจะหลวย และ อ.น้ำยืน มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศลาวและกัมพูชา หรือที่เรียกว่า สามเหลียมมรกต มีเนื้อที่ประมาณ 686 ตารางกิโลเมตร ที่ทำการอุทยานฯ ตั้งอยู่ทางทิศใต้ประมาณ 7 กิโลเมตร ของหมู่บ้านแก้งเรือง ต.นาจะหลวย อ.นาจะหลวย ห่างจากตัวอำเภอประมาณ 17 กิโลเมตร ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 135 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 24 (เดชอุดม) 2182 (บุณฑริก) และ 2248 (นาจะหลวย)  พื้นที่ป่าเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาพนมดงรัก ประกอบด้วยภูเขามากมาย เช่น ภูจองนายอย ภูจองน้ำซับ ภูจันทร์แดง ภูพลาญสูง ภูพลาญยาว เป็นต้น มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ที่สุดในแถบนี้ มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น 

แก่งศิลาทิพย์ อยู่ในเส้นทางเข้าสู่ที่ทำการอุทยานฯ เป็นจุดชมพืชพันธุ์ที่มีทางเดินป่าในระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง 

แก่งสามพันปี อยู่เลยที่ทำการอุทยานฯ ไปทางทิศใต้ 4 กิโลเมตร เป็นจุดชมพืชพันธุ์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง 

แก่งกะเลา อยู่เลยที่ทำการอุทยานฯ ไปทางใต้ 4 กิโลเมตร เป็นจุดชมพืชพันธุ์


น้ำตกห้วยหลวง หรือน้ำตกบัวเตว อยู่เลยที่ทำการอุทยานฯ ไปทางใต้ 3.5 กิโลเมตร เป็นน้ำตกสูงประมาณ 30 เมตร ตกลงสู่หุบเขาที่มีลักษณะ เป็นอ่างน้ำขนาดเล็ก มีหาดทรายขาวและน้ำเป็นสีมรกต ฤดูที่เหมาะแก่การท่องเที่ยว อยู่ในช่วงเดือนกันยายน – กุมภาพันธ์ น้ำตกเกิ้งแม่พอง อยู่ห่างจากน้ำตกห้วยหลวงไปทางใต้ ประมาณ 9 กิโลเมตร ตามทางเดินป่า เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำโดมน้อย


ภูหินด่าง เป็นผาสูงสามารถชมทัศนียภาพป่าในเขตประเทศลาวและกัมพูชา ซึ่งอยู่เบื้องล่าง ตามลานหินมีลักษณะทางธรณีวิทยาที่แปลกจากแหล่งอื่นๆ มีทะเลหมอกในช่วงฤดูหนาว การเดินทางใช้เส้นทางหมายเลข 2248 จากอำเภอบุณฑริกประมาณ 15 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายที่บ้านห้วยข่า เดินทางไปอีก 18 กิโลเมตร ผ่านบ้านหนองเม็กไปจนถึงแซลำดวน ซึ่งเป็นจุดจอดรถ แล้วเดินเท้าไปอีก 2 กิโลเมตร


เขื่อนสิรินธร

เป็นเขื่อนเอนกประสงค์ที่มีความสำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากการผลิตกระแสไฟฟ้า ยังอำนวยประโยชน์ทางด้านทางชลประทาน การป้องกันอุทกภัย การประมง และการท่องเที่ยว เขื่อนสร้างกั้นลำโดมน้อย ในเขตอำเภอสิรินธร ชาวบ้านมักจะเรียกเขื่อนนี้ว่า "เขื่อนโดมน้อย" อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 75 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 217 เริ่มก่อสร้างในเดือนมิถุนายน 2511แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2514 ปัจจุบันภายในบริเวณเขื่อนสิรินธรมีการจัดสวนพันธุ์ดอกไม้นานาชนิด มีบ้านพักรับรองที่มีมาตรฐาน สามารถพักผ่อนและจัดประชุมสัมมนาได้


แก่งสะพือ

แก่งสะพีอเป็นแก่งที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของจังหวัดอุบลราชธานี อยู่ในแม่น้ำมูล เขตอำเภอพิบูลมังสาหาร ห่างจากตัวจังหวัดอุบลราชธานี ประมาณ 45 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๑๗ ชื่อของแก่งเป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า "ซำพืด" หรือ "ซำปื้ด" ซึ่งเป็นภาษาส่วยที่แปลว่า งูใหญ่ หรือ งูเหลือม ช่วงน้ำลดในเดือนมกราคม-พฤษภาคมจะเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยว เพราะจะสามารถมองเห็นแก่งหินทั้งเล็กและใหญ่ในลำน้ำได้ชัดเจน


น้ำตกตาดโตน

เป็นน้ำตกขนาดเล็กที่เกิดจากลำห้วยหนองชาด ลำน้ำสาขาลำโดมน้อย ตั้งอยู่ริมทาง ในอำเภอสิรินธร ตามทางหลวงหมายเลข 2173 (สิรินธร - โขงเจียม) เป็นสายน้ำที่ตกจากชั้นหินแนวโค้งลงสู่ที่ลุ่ม เกิดเป็นแอ่งน้ำ ด้านบนเป็นพลาญหินกว้าง บริเวณโดยรอบเป็นป่าไม้ร่มรื่น และมีพืชพรรณไม้หลายชนิดให้ศึกษา ฤดูที่เหมาะสมสำหรับการท่องเที่ยวคือฤดูฝนและฤดูหนาว ในช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม


น้ำตกห้วยทรายใหญ่หรือแก่งอีเขียว

น้ำตกห้วยทรายใหญ่ ชื่อเดิมที่ชาวบ้านเรียก "แก่งอีเขียว" อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าบุณฑริก-เขายอดมน อยู่ห่างจากอำเภอบุณฑริกไปทางทิศเหนือตามเส้นทางบุณฑริก - ช่องเม็ก ประมาณ ๒๙ กิโลเมตร เป็นน้ำตกที่ไหลมาตามลานหินลดหลั่นลงไปด้านล่าง ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่รายรอบ เที่ยวชมได้ในช่วงเดือนกันยายน - ธันวาคม


น้ำตกแก่งลำดวน

เป็นน้ำตกที่ไหลมาตามธารหิน สภาพร่มรื่นด้วยต้นไม้โดยเฉพาะต้นลำดวนซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก มีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ บริเวณน้ำตกอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม บ้านหนองขอน อำเภอน้ำยืน ห่างจากตัวอำเภอไปทางใต้ ตามทางหลวงหมายเลข 2248 ประมาณ 12 กิโลเมตร ช่วงที่เหมาะสำหรับการท่องเที่ยวคือเดือนกันยายน - มกราคม


หาดคูเดื่อ

เป็นหาดทรายริมฝั่งแม่น้ำมูล ในเขตอำเภอเมือง อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 12 กิโลเมตร ตามถนนเลี่ยงเมือง (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 24) เป็นสถานที่พักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศทัศนียภาพของแม่น้ำมูล โดยบริเวณหาดคูเดื่อ จะมีแพให้บริการในเรื่องของอาหารและเครื่องดื่ม


หาดวัดใต้

ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ใกล้ที่ทำการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัด เป็นเกาะหาดทราย ตั้งอยู่กลางลำน้ำมูล ในฤดูแล้งจะมีหาดทรายขาวเนียน น้ำใสสะอาด บนเกาะมีต้นไม้เขียวชอุ่ม ให้ความร่มรื่นอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังมีร้านอาหารเป็นแพไม้ไผ่ ให้บริการอาหารประเภทกุ้งเต้น ปลาเผา และอาหารตามสั่งอีกมากมาย เหมาะสำหรับการรับประทานอาการพื้นเมือง และสัมผัสกับบรรยากาศแม่น้ำมูล


น้ำตกแสงจันทร์

น้ำตกแสงจันทร์ มีชื่อเรียกหลากหลาย อย่างเช่น “น้ำตกรู” &

เลขที่ 264/1 ถ.เขื่อนธานี อ.เมืองฯ จ.อุบลราชธานี 34000 โทรศัพท์ 0 4524 3770 , 0 4525 0714 โทรสาร 0 4524 3771 E-Mail : tatubon@tat.or.th

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด อุบลราชธานี 045-344583/045-344584
สำนักงานขนส่งจังหวัด 045-244450
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด 045-244801
โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ 045-244973
โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ 045-312550-3
ตำรวจภูธรจังหวัด ถ.สรรพสิทธิ์ 045-245343
ท่าอากาศยานนานาชาติอุบลราชธานี 045-245621
สำนักงานประปาเขต 8 อุบลฯ 045-311432-4
สำนักงานการประปาอุบลราชธานี 045-243910
สถานีการบินไทยอุบลฯ บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) 045-313340-4

ที่ว่าการอำเภอเมืองอุบลราชธานี 045-254086
ที่ว่าการอำเภอศรีเมืองใหม่ 0-4539-9057
ที่ว่าการอำเภอโขงเจียม 0-4535-1041
ที่ว่าการอำเภอเขื่องใน 045-391-100
ที่ว่าการอำเภอเขมราฐ 045 492 036
ที่ว่าการอําเภอเดชอุดม 0 4356 1168, 0 4536 2035
ที่ว่าการอำเภอนาจะหลวย 0-4537-9114
ที่ว่าการอำเภอน้ำยืน 0-4537-1089
ที่ว่าการอำเภอบุญฑริก 0-4537-6102
ที่ว่าการอำเภอตระการพืชผล 0-4548-1178
ที่ว่าการอำเภอกุดข้าวปุ้น 0-4548-4058-9
ที่ว่าการอำเภอม่วงสามสิบ 0-4548-9006
ที่ว่าการอำเภอวารินชำราบ 0-4532-3399
ที่ว่าการอำเภอพิบูลมังสาหาร 0-4544-1027
ที่ว่าการอำเภอตาลสุม 0-4542-7133
ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ไทร 0-4549-6048
ที่ว่าการอำเภอสำโรง 0-4530-3099
ที่ว่าการอำเภอดอนมดแดง 0-4530-8057
ที่ว่าการอำเภอสิรินธร 0-4536-6092
ที่ว่าการอำเภอทุ่งศรีอุดม 0-4530-7043
ที่ว่าการอำเภอนาเยีย 0-4530-6119 -20
ที่ว่าการอำเภอนาตาล 0-4530-5084
ที่ว่าการอำเภอเหล่าเสือโก้ก 0-4530-4092
ที่ว่าการอำเภอสว่างวีรวงศ์ 0-4520-2191
ที่ว่าการอำเภอน้ำขุ่น 0-4586-4619


สถานีตำรวจอ.เมือง 045-254216
สถานีตำรวจอ.กุดข้าวปุ้น 045-484023
สถานีตำรวจอ.เขมราฐ 045-491186
สถานีตำรวจอ.เขื่องใน 045-391127
สถานีตำรวจอ.โขงเจียม 045-351023
สถานีตำรวจอ.เดชอุดม 045-361161
สถานีตำรวจอ.ตระการพืชผล 045-481204-6
สถานีตำรวจอ.ตาลสุม 045-481204-6
สถานีตำรวจอ.นาจะหลวย 045-379107
สถานีตำรวจอ.น้ำยืน 045-371107
สถานีตำรวจอ.บุณฑริก 045-376100
สถานีตำรวจอ.พิบูลมังสาหาร 045-441153
สถานีตำรวจอ.โพธิ์ไทร 045-496040
สถานีตำรวจอ.ม่วงสามสิบ 045-489126
สถานีตำรวจอ.วารินชำราบ 045-321215
สถานีตำรวจอ.ศรีเมืองใหม่ 045-399081


โรงพยาบาลเขื่องใน 045-203004 -5
โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ 045-321173-5
โรงพยาบาลตาลสุม 045-396003,045-396051
โรงพยาบาลนาจะหลวย 045-379097
โรงพยาบาลบุณฑริก 045-397097-8
โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ 045-312550-3
โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร 045-441053
โรงพยาบาลพิบูลมังสาหาร 045-204590-1
โรงพยาบาลราชเวชอุบลราชธานี 045-280040-55
โรงพยาบาลวารินชำราบ 045-267259-63
โรงพยาบาลสรรพสิทธิ์ประสงค์ 045-240074-92
โรงพยาบาลอุบลรักษ์ ธนบุรี 045-260285, 045-260300
โรงพยาบาลเอกชนร่มเกล้า 045-244658-60

ธนาคารอาคารสงเคราะห์ 045 265 80
ธนาคารธนชาต 045 319 401
ธนาคารกสิกรไทย 045 475 921
ธนาคารออมสิน 045 243 795
ธนาคารไทยพาณิชย์ 045 243 830
ธนาคารกรุงเทพ 045 269 413
ผู้ชม : 4,730

250.5k แชร์เรื่องนี้

แสดงความคิดเห็น

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย | ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1600 ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวง มักกะสัน เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทร: 0-2250-5500 TAT Call Center: 1672