ยโสธร

แผนที่

จังหวัด ยโสธร




จังหวัดยโสธรเป็นดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ริมฝั่งแม่น้ำชี
เป็นจังหวัดที่มีขนาดเล็กที่สุดในเขตภาคอีสานตอนล่าง
มีชื่อเสียงในการทำบั้งไฟจนได้ชื่อว่า “เมืองบั้งไฟ” 
ปัจจุบันมีความสำคัญในฐานะเป็นเมืองเกษตรกรรมโดยเฉพาะเป็นแหล่งปลูกข้ามหอมมะลิที่สำคัญ
แห่งหนึ่งของประเทศยโสธรมีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่น
ในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และด้วยบรรยากาศของเมืองที่มีความสงบเงียบ
และเรียบง่ายตามแบบฉบับของเมืองอีสานที่ความเจริญในด้านต่างๆ 
ยังมีไม่มากนักผู้ที่มาเยี่ยมเยือนเมืองนี้จึงได้สัมผัสกับวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวอีสานดั้งเดิม 
และวัฒนธรรมพื้นบ้านอันงดงามบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่นับวันจะหาได้ยากในสังคมเมืองปัจจุบัน

เมืองบั้งไฟโก้ แตงโมหวาน หมอนขวานผ้าขิด แหล่งผลิตข้าวหอมมะลิ

ยโสธร มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานเกี่ยวพันกับเมืองหนองบัวลุมภู "นครเขื่อนขัณฑ์กาบแก้วบัวบาน" (อดีตอำเภอหนองบัวลำภูจังหวัดอุดรธานี ปัจจุบันเป็นจังหวัดหนองบัวลำภู) และเกี่ยวพันกับเมืองอุบล โดยประมาณปีพุทธศักราช 2314 พระเจ้าตา เจ้าพระวอ เสนาบดีเก่านครเวียงจันทน์ เกิดไม่พอใจเจ้านครคนใหม่ จึงได้อพยพครอบครัวและบริวารหนีมาตั้งรกรากใหม่ โดยใช้ชื่อเมืองใหม่ว่าเมือง หนองบัวลุมภู ส่วนพระเจ้าศิริบุญสาร ซึ่งเป็นเจ้านครเวียงจันทน์อยู่เกิดหวาดระแวงจึงยกกองทัพจากนครเวียงจันทน์มาปราบปราม พระเจ้าตาถูกข้าศึกสังหารจนถึงแก่พิราลัยในที่รบ เจ้าพระวอ เจ้าคำผง และเจ้าฝ่ายหน้าผู้เป็นน้องทั้งสองของเจ้าพระวอ อีกทั้งเจ้าก่ำ เจ้าทิดพรมได้ยกทัพฝ่าหนีออกจากเมืองหนองบัวลุมภูไปพึ่งพาเจ้านครจำปาศักดิ์ ขบวนทัพของเจ้าพระวอได้เดินทางตามลุ่มน้ำชีมาพักกับเจ้าคำสู ผู้ปกครองบ้านสิงห์ท่า (ปัจจุบัน คือ จังหวัดยโสธร ) ต่อมาเจ้าพระวอดำริว่าหากอยู่กับเจ้าคำสูแล้ว ถ้าเวียงจันทน์ยกทัพมาก็จะเป็นการลำบาก และจะเกิดศึกสงครามกันต่อไป เมื่อประชุมตกลงกันแล้วจึงได้พาไพร่พลอพยพลงไปตามลำน้ำมูล และสร้างเมืองใหม่ที่ดอนวังกองเขตนครจำปาศักดิ์ ตามรับสั่งของพระเจ้าองค์หลวง เจ้านครจำปาศักดิ์ โดยเจ้าพระวอให้ขุดคูสร้างค่ายขึ้นเรียกว่า "ค่ายบ้านดู่บ้านแก"

ในปี พ.ศ. 2321 เมื่อพระเจ้าศิริบุญสารทราบเรื่อง จึงได้ยกทัพมาปราบอีกจนเจ้าพระวอถึงแก่ความตาย เจ้าคำผงน้องเจ้าพระวอและบริวารจึงได้อพยพต่อไปยังเกาะกลางลำน้ำมูลเรียกว่า "ดอนมดแดง"แต่เนื่องจากเป็นที่ต่ำไม่เหมาะสมที่จะสร้างเมืองจึงอพยพขึ้นมาตามลำน้ำมูลถึงห้วยแจระแม แล้วมาสร้างเมืองใหม่ที่ดงอู่ผึ้งเมื่อปีกุน พ.ศ. 2322 แล้วมีหนังสือกราบบังคมทูลขอขึ้นอยู่ในขอบขัณฑสีมาของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชแห่งกรุงธนบุรี จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามเมืองที่ตั้งว่า "เมืองอุบล" เพื่อรำลึกถึงเมืองเดิมของตน(เจ้าคำผง) คือเมืองหนองบัวลุมภู จากนั้นเจ้าคำผงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองอุบล และได้รับพระราชทินนามว่า "พระปทุมสุรราช" ต่อมา เจ้าฝ่ายหน้าน้องพระปทุมสุรราชเจ้าเมืองอุบล พร้อมกับนางอูสา ไพร่พลญาติวงศาอีกส่วนหนึ่งได้ขอแยกตัวไปอยู่ บ้านสิงห์ท่า ซึ่งเจ้าคำสูปกครองอยู่ พระปทุมสุรราชไม่ขัดข้องจึงได้แยกย้ายกันไปทำมาหากินที่บ้านสิงห์ท่า ได้ปรับปรุงและสร้างบ้านสิงห์ท่าจนเจริญรุ่งเรือง จากเรื่องราวนี้ จังหวัดยโสธรจึงมีความเกี่ยวพันกับจังหวัดหนองบัวลำภูและจังหวัดอุบลราชธานี

ในพ.ศ. 2325 หลังจากที่เจ้าฝ่ายหน้าได้ไปช่วยปราบกบฏอ้ายเชียงแก้วเขาโองที่นครจำปาศักดิ์ ตามใบบอกของพระปทุมสุรราช เจ้าฝ่ายหน้าจึงได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "เจ้าพระยาวิชัยราชขัตติยวงศา" ครองนครจำปาศักดิ์ตามบัญชาของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ. 2354 เจ้าพระยาวิชัยราชขัตติยวงศาถึงแก่พิราลัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้เจ้าหนู หลานเจ้านครจำปาศักดิ์ ครองนครจำปาศักดิ์สืบไป ฝ่ายเจ้าราชวงศ์สิงห์ บุตรเจ้าพระยาวิชัยราชขัตติยวงศากลับมาอยู่บ้านเดิมคือบ้านสิงห์ท่า และได้นำเอาอัฐิของเจ้าพระยาวิชัยราชขัตติยวงศากลับมาด้วย แนะนำมาก่อเจดีย์บรรจุไว้ที่วัดมหาธาตุ ใกล้กับพระธาตุพระอานนท์ซึ่งยังปรากฏอยู่จนปัจจุบัน พ.ศ. 2357 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านสิงห์ท่าขึ้นเป็นเมืองและพระราชทานนามว่า "เมืองยศสุนทร" (คำว่า "ยศสุนทร" ต่อมากลายเป็น "ยะโสธร" มีความหมายว่า "ทรงไว้ซึ่งยศ" แต่การเขียนหรือเรียกสั้น ๆ ว่า "ยะโส" ไม่ไพเราะหู และไม่เป็นมงคลนาม ร.ต.ท.พวง ศรีบุญลือ นายอำเภอยะโสธร (พ.ศ. 2500-2513) ได้มีหนังสือขอให้เขียนชื่อใหม่เป็น "ยโสธร" และได้รับอนุญาตจากกระทรวงมหาดไทยโดยความเห็นชอบของราชบัณฑิตยสถาน และใช้มาจนบัดนี้) โดยมีเจ้าราชวงศ์สิงห์เป็นเจ้าครองเมืองมีราชทินนามว่า "พระสุนทรราชวงศา" เป็นเจ้าเมืองคนแรกของเมืองยโสธร พ.ศ.2533 สมัยรัชกาลที่ 5ได้มีการจัดรูปการปกครองใหม่ มีการรวมหัวเมืองอีสานชั้นเอก โท ตรีและจัตวา เข้าด้วยกันเรียกว่า "กอง" สำหรับเมืองยโสธรถูกรวมเข้าอยู่ในหัวเมืองฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ มีข้าหลวงตั้งกองว่าราชการอยู่ที่เมืองอุบล ประกอบด้วยหัวเมือง 12หัวเมือง คือ อุบลราชธานี กาฬสินธุ์ สุวรรณภูมิ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ภูแล่นช้าง กมลาไสย เขมราฐ นองสองคอนดอนดง ยโสธร และศรีสะเกษ ซึ่งขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ พ.ศ. 2443 ได้ยุบเลิกมณฑลอีสาน เมืองยโสธรได้รวมเข้ากับเมืองอุบล โดยแยกออกเป็น 2 อำเภอ คือ อำเภออุทัยยโสธร ภายหลังเป็นอำเภอ คำเขื่อนแก้ว และอำเภอประจิมยโสธร ภายหลังเป็นอำเภอยโสธร พ.ศ. 2494 กระทรวงมหาดไทยได้ริเริ่มขอตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัด จนกระทั่งถึงวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2515 จึงได้มีประกาศ คณะปฏิวัติ ฉบับที่ 70 ตั้งอำเภอยโสธรขึ้นเป็นจังหวัดยโสธร โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1มีนาคม 2515 โดยแยกอำเภอยโสธร อำเภอคำเขื่อนแก้ว อำเภอมหาชนะชัย อำเภอป่าติ้ว อำเภอเลิงนกทา และอำเภอกุดชุม ของจังหวัดอุบลราชธานี รวมกันเป็นจังหวัดยโสธร เป็นจังหวัดที่ 71 ของประเทศไทย

วัดมหาธาตุ 

ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ในวัดมีโบราณสถานที่สำคัญคือ พระพุทธบุษยรัตน์ หรือพระแก้วหยดน้ำค้าง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะสมัยเชียงแสน เป็นพระคู่บ้านคู่เมืองของยโสธรที่พระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 โปรดเกล้า ฯ พระราชทานให้พระสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองยโสธรคนแรก ภายในวัดมหาธาตุมีสิ่งที่น่าสนใจคือ


พระธาตุยโสธร   

หรือพระธาตุอานนท์ ตั้งอยู่หน้าอุโบสถ เป็นพระธาตุรุ่นเก่าที่สำคัญองค์หนึ่งในภาคอีสาน เจดีย์ทรงสี่เหลี่ยม ส่วนยอดคล้ายพระธาตุพนม ภายในพระธาตุบรรจุอัฐิธาตุของพระอานนท์ รูปแบบได้รับอิทธิพลศิลปะลาวที่นิยมสร้างขึ้นเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์ ซึ่งตรงกับประวัติการตั้งเมืองและประวัติของวัดมหาธาตุฉบับหนึ่งว่า สร้างราว พ.ศ. 2321 โดยท้าวหน้า ท้าวคำสิงห์ ท้าวคำผา   ซึ่งเดิมเป็นเสนาบดีเก่าของกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทน์) ต่อมาได้อพยพผู้คนภายใต้การนำของพระวอ พระตา ราว พ.ศ. 2313-2319 มาตั้งถิ่นฐาน ณ ที่นี้ ลักษณะพระธาตุ ฐานรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ยาวด้านละ 81 เมตร ก่ออิฐถือปูนเอวฐานคอดเป็นรูปบัวคว่ำบัวหงาย เหนือขึ้นไปเป็นเรือนธาตุ มีซุ้ม 4 ทิศ ประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืน ส่วนยอดธาตุมียอดปลีเล็กแซมทั้ง 4 ด้าน ยอดกลางทรงสี่เหลี่ยมสอบ มี 2ชั้น รูปแบบการก่อสร้างคล้ายกับพระธาตุก่องข้าวน้อยและทางวัดจะจัดให้มีงานสมโภชพระธาตุอานนท์ขึ้นเป็นประจำทุกปีในเดือนมีนาคม


หอไตรวัดมหาธาตุ

เป็นที่เก็บคัมภีร์ใบลานของวัด ตั้งอยู่ตรงกลางสระทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของพระธาตุ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะแบบหอไตรภาคอีสานทั่วไป มีทางเดินโดยรอบติดกันใต้ชายคา บริเวณนี้เป็นที่เก็บรักษาตู้พระธรรม หีบพระธรรม เสลี่ยงชั้นวางคัมภีร์ซึ่งนำมาจากเวียงจันทน์ ซุ้มประตูและบานประตูไม้สลักลวดลายเครือเถาลงรักปิดทองอย่างสวยงาม การตกแต่งฝาผนังมีลวดลาย ซึ่งเป็นลักษณะผสมแบบภาคกลางสันนิษฐานว่า หอไตรสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4-5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 


พระธาตุก่องข้าวน้อย 

เจดีย์เก่าสมัยขอม ตั้งอยู่ในทุ่งนา ตำบลตาดทอง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๙ กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 23 (ยโสธร-อุบลราชธานี) กิโลเมตรที่ 194 เลี้ยวซ้ายไปอีก 1 กิโลเมตร สร้างในพุทธศตวรรษที่ 23-25 ตรงกับสมัยอยุธยาตอนปลาย ตั้งอยู่ในเขตวัดพระธาตุก่องข้าวน้อย ซึ่งแต่เดิมเป็นเพียงทุ่งนาในเขตตำบลตาดทอง    รูปทรงของพระธาตุก่องข้าวน้อยซึ่งเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน จะแปลกจากเจดีย์โดยทั่วไป คือมีลักษณะเป็นก่องข้าว องค์พระธาตุเป็นเจดีย์เหลี่ยมย่อมุมไม้สาม ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ 2 เมตร ก่อสูงขึ้นไปประมาณ 1 เมตร ช่วงกลางขององค์พระธาตุมีลวดลายทำเป็นซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ส่วนยอดของเจดีย์ค่อยๆ สอบเข้าหากัน ส่วนยอดรอบนอกของพระธาตุมีกำแพงอิฐล้อมรอบขนาด 5x5 เมตร นอกจากนี้บริเวณด้านหลังพระธาตุมีพระพุทธรูปอิฐอยู่องค์หนึ่ง ชาวบ้านนับถือว่าศักดิ์สิทธิ์มาก ในเดือนห้าจะมีผู้คนนิยมมาสรงน้ำพระและปิดทอง เชื่อกันว่าถ้าไม่ทำเช่นนี้ฝนจะแล้งในปีนั้น  พระธาตุก่องข้าวน้อยมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจ ซึ่งผิดไปจากปูชนียสถานแห่งอื่นๆ ที่มักเกี่ยวพันกับเรื่องพุทธศาสนา แต่ประวัติของพระธาตุก่องข้าวน้อยกลับเป็นเรื่องของหนุ่มชาวนาที่ทำนาตั้งแต่เช้าจนเพล มารดาส่งข้าวสายเกิดหิวข้าวจนตาลาย อารมณ์ชั่ววูบทำให้เขากระทำมาตุฆาตด้วยสาเหตุเพียงว่าข้าวที่เอามาส่งดูน้อยไม่พอกิน ครั้นเมื่อกินข้าวอิ่มแล้ว ข้าวยังไม่หมดจึงได้สติคิดสำนึกผิดที่กระทำรุนแรงต่อมารดาของตนเองจนถึงแก่ความตาย จึงได้สร้างพระธาตุก่องข้าวน้อยแห่งนี้ขึ้น เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลขออโหสิกรรมและล้างบาปที่ตนกระทำมาตุฆาต     ที่น่าสนใจคือบริเวณบ้านตาดทอง ทางกรมศิลปากรได้ดำเนินการขุดค้นเรื่องราวของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้ค้นพบโครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และภาชนะลายเขียนสีแบบบ้านเชียง


หมู่บ้านนาสะไมย์

ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงกับบ้านทุ่งนางโอก เป็นแหล่งรวมของชาวบ้านที่ได้ชื่อว่าเป็นช่างฝีมือ มีความชำนาญทางด้านงานหัตถกรรม การจักสานเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆในชีวิตประจำวัน ปัจจุบันหมู่บ้านนาสะไมย์มีผลงานที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างบยิ่งในเรื่องการจักสานไม้ไผ่และการแกะสลัก ผลงานที่ออกสู่สายตาประชาชนก็มีหลากหลาย อาทิ งานแกะสลักบานประตูไม้ เกวียนไม้โบราณจำลอง และเครื่องทองเหลือง งานฝีมือเหล่านี้สร้างรายได้ให้กับจังหวัดเป็นจำนวนมากในแต่ละปี


ย่านเมืองเก่าบ้านสิงห์ท่า

บ้านสิงห์ท่า เป็นย่านเมืองเก่าที่มีชื่อปรากฏอยู่ในประวัติศาสตร์ตั้งแต่เมื่อครั้งก่อตั้งเมือง ปัจจุบันบริเวณนี้ยังคงมีตึกแถวโบราณที่มีรูปทรงและลวดลายงดงามและได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เสน่ห์ของบ้านสิงห์ท่าคือเป็นชุมชนเก่า มีถนนที่สามารถลัดเลาะถึงกันได้ ประกอบไปด้วยชุมชน ตลาด โรงเรียน และวัด มีอาคารที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรมชิโน โปรตุกีส อาคารก่ออิฐถือปูน ประตูหน้าต่างทรงโค้ง ที่ทุกวันนี้ยังคงหลงเหลือความงามไว้ให้คนรุ่นหลังได้เห็น บริเวณถนนศรีสุนทร นครปทุม อุทัยรามฤทธิ์ และถนนวิทยธำรง ในชุมชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพค้าขาย เป็นแหล่งที่สามารถหาซื้อปลาส้ม และลอดช่องใบเตยของฝากประจำจังหวัดได้


ภูถ้ำพระ

ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของหมู่บ้านกุดแห่  หรือกุดแห ตำบลกุดเชียงหมี ห่างจากอำเภอเลิงนกทา 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 212 และห่างจากอำเภอเมือง 85 กิโลเมตร สาเหตุที่เรียกว่า “ภูถ้ำพระ” เนื่องจากในถ้ำนั้นมีพระพุทธรูปอยู่เป็นจำนวนมาก ถ้ำพระนี้กว้างประมาณ 3 วา ยาวประมาณ 8 วา ตั้งอยู่ชะง่อนภูด้านทิศใต้ มีทางเข้าไปตามซอกหินเป็นอุโมงค์ จากปากถ้ำเลยไปทางทิศเหนือสามารถเดินลอดผ่านได้ บนภูเขาลูกนี้นอกจากจะมีบรรยากาศร่มเย็นและร่มรื่นไปด้วยป่าไม้หนาทึบแล้ว โดยรอบยังมีถ้ำอื่น ๆ อีก อาทิ ถ้ำเค็ง ถ้ำงูซวง ถ้ำเกลี้ยง และถ้ำพรหมบุตร


แหล่งโบราณสถานบ้านสงเปือย 

อยู่ห่างจากตัวเมืองยโสธร 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางยโสธร-คำเขื่อนแก้ว-อุบลราชธานี (ทางหลวงหมายเลข 23) จะมีทางแยกขวาเข้าไปราว 5 กิโลเมตร  สิ่งสำคัญของโบราณสถานบ้านสงเปือย คือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่  ซึ่งเป็นพระประธานในอุโบสถวัดสงเปือย มีขนาดหน้าตักกว้าง 3 เมตร สูง 8 เมตร เป็นพระพุทธรูปปั้นด้วยอิฐ ปูน มีอายุไม่น้อยกว่า 200 ปี 


เจดีย์บรรจุดินจากสังเวชนียสถาน 

เดิมเป็นเจดีย์เก่ามีอายุมากกว่า 200 ปี มีการต่อเติมขึ้นใหม่ในปี พ.ศ. 2498 โดยใช้เงินทุนของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และพระปลัดเขียน อัมมาพันธ์ ได้นำดินจากสังเวชนียสถาน 4 ตำบล คือ ที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนา และปรินิพพาน จากประเทศอินเดียมาบรรจุไว้


รอยพระพุทธบาทจำลอง 

ที่สร้างโดยจอมพลแปลก พิบูลสงคราม และท่านผู้หญิง ในวันสงกรานต์ของทุกปีมีจะมีประชาชนในท้องถิ่นมาสรงน้ำกันเป็นจำนวนมาก


พิพิธภัณฑ์ของโบราณ 

เป็นสถานที่รวบรวมโบราณวัตถุซึ่งขุดได้จากดงเมืองเตย เมืองเก่าสมัยขอม ในพิพิธภัณฑ์นี้มีเตียงบรรทมเจ้าเมือง (เป็นศิลา) และศิลาจารึก สันนิษฐานว่าเป็นอักษรขอมโบราณ


ซากเมืองโบราณดงเมืองเตย 

อยู่ทางทิศใต้ของหมู่บ้านสงเปือย ห่างจากหมู่บ้านประมาณ 1 กิโลเมตร และห่างจากตัวอำเภอประมาณ 7 กิโลเมตร ภายในมีซากวัด สระน้ำ กำแพงเมือง ซึ่งปัจจุบันได้ชำรุดไปมากแล้ว แต่ยังคงมีเค้าโครงเดิมพอจะสันนิษฐานได้ว่าเดิมเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณสมัยเจนละ-ทวารวดี ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 ในจารึกของกษัตริย์เจนละได้กล่าวถึงสถานที่นี้ว่าเป็นศาสนสถานในศาสนาพราหมณ์ ที่มีการนับถือพระศิวะ บริเวณดงเมืองเตย รวมถึงชุมชนใกล้เคียงเคยเป็นเมืองที่มีชื่อว่า “ศังขะปุระ” อยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรเจนละ หรืออาณาจักรขอมในสมัยต่อมาที่แผ่อำนาจเข้ามาในเขตลุ่มแม่น้ำมูล-ชี


กู่จาน

ตั้งอยู่ที่บ้านงิ้ว ตำบลกู่จาน ห่างจากตัวอำเภอ 12 กิโลเมตร กู่จานเป็นเจดีย์เก่าแห่งหนึ่งของจังหวัด มีลักษณะคล้าย ๆ กับพระธาตุพนม องค์พระธาตุกู่จาน กว้าง 5.10 เมตร สูง 15 เมตร ตามตำนานเล่าว่ากู่จานมีมาตั้งแต่ครั้งสร้างพระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นโบราณสถานที่มีความสำคัญและเป็นที่สักการะของชาวยโสธรและจังหวัดใกล้เคียง เส้นทางที่เข้าสู่พระธาตุกู่จาน เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 23 (ยโสธร-อุบลราชธานี) เลี้ยวซ้าย 7 กิโลเมตร


วัดพระพุทธบาทยโสธร

ตั้งอยู่ที่บ้านหนองยาง ตำบลหัวเมือง วัดมีเนื้อที่ประมาณ 269 ไร่ อยู่บนเนินทรายริมฝั่งแม่น้ำชี ภายในวัดแบ่งพื้นที่เป็นเขตโบราณสถานและโบราณวัตถุ ส่วนที่ยังคงสภาพให้เห็นในปัจจุบัน คือ รอยพระพุทธบาท  พระพุทธรูปปางนาคปรก และศิลาจารึก  ภายในวัดยังมีเจดีย์วัดพระพุทธบาทยโสธร สูง 45 เมตร มี 3 ชั้น ชั้นที่ 1 ประดิษฐานพระรูปหยกขาวชั้นที่ 2 เป็นที่แสดงหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือนบูรพาจารย์ จำนวน 8 องค์ ส่วนชั้นที่ 3 เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุประดิษฐานในบุษบกแกะสลักสีทอง ในอุโบสถยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหยกขาวขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอีกด้วย วัดพระพุทธบาทยโสธรอยู่ห่างจากอำเภอเมือง 45 กิโลเมตร มาตามเส้นทางยโสธร – คำเขื่อนแก้ว-มหาชนะชัย –พนมไพร (ทางหลวงหมายเลข 23, 2083 และ 2227)


ธุงมาลัยข้าวตอกที่วัดหอก่อง 

 อยู่ในศาลาวัดหอก่อง เทศบาลตำบลฟ้าหยาด ตัวอาคารมี 2ชั้น ที่นี่เป็นสถานที่เก็บมาลัยข้าวตอกที่ชาวบ้านร้อยมาถวายในวันมาฆะบูชา ความพิเศษอยู่ที่พวงมาลัยข้าวตอกแต่ละอันต้องใช้เวลาร้อยนานนับเดือน หลังจากแห่แหนถวายเป็นพุทธบูชาแล้ว ก็จะนำมาเก็บรวบรวมไว้ที่ศาลาวัดหอก่อง นักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวชมจะได้ตื่นตาตื่นใจกับพวงมาลัยข้าวตอกหลากสี หลายขนาด


โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ (วัดอัครเทวดามิคาแอล)  

เป็นแหล่งท่องเที่ยว Unseen in Thailand แห่งหนึ่งของยโสธร อยู่ที่บ้านหนองซ่งแย้ หมู่ 2 ตำบลคำเตย ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 45 กิโลเมตร (ตามทางหลวงหมายเลข 1269  ยโสธร- เลิงนกทา) โบสถ์นี้สร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่ ใช้เสาไม้ทั้งเล็กและใหญ่ เกือบ  300  ต้น และไม้มุงหลังคา 80,000 แผ่น  ถือเป็นโบสถ์คริสต์ที่สร้างด้วยไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีอายุกว่า 50 ปี  ทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่ประกอบพิธีสมรสหมู่แบบคาทอลิกให้กับคู่บ่าวสาว ในเทศกาลวาเลนไทน์ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2548 เป็นต้นมา


หอไตรวัดสระไตรนุรักษ์

ตั้งอยู่ที่วัดสระไตรนุรักษ์ บ้านนาเวียง หมู่ที่1 ตำบลนาเวียง ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 25 กิโลเมตร เป็นหอไตรเก่าแก่อยู่กลางสระน้ำ สร้างมาประมาณร้อยกว่าปี เป็นสถาปัตยกรรมแบบพม่าหรือไทยใหญ่ เป็นอาคารไม้ขนาดกว้าง 8.30 เมตร ยาว 10.50 เมตร หลังคามุงสังกะสี มีชายคายื่นทั้ง 4 ทิศ หลังคามี 4 ชั้น ลดหลั่นกันขึ้นไปมีประตูด้านหน้า 1 ช่อง บานประตูแกะสลักลวดลายสวยงาม ใช้เป็นที่เก็บพระไตรปิฎกแต่มาโบราณ


แหล่งท่องเที่ยวประเภท หมู่บ้านหัตถกรรม และอื่นๆ

  • บ้านทุ่งนางโอก อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 8 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2169 (ยโสธร-กุดชุม) มีชื่อเสียงในการจักสานไม้ไผ่ เพื่อเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือนและของที่ระลึก
  • หมู่บ้านทำหมอนขิตบ้านศรีฐาน ห่างจากตัวเมืองยโสธร 20 กิโลเมตร ตามเส้นทางยโสธร-ป่าติ้ว-อำนาจเจริญ (ทางหลวงหมายเลข 202) กิโลเมตรที่ 18-19 แยกทางขวามือเข้าไป  3  กิโลเมตร หลังฤดูทำนาชาวบ้านแทบทุกครัวเรือนมีอาชีพทอผ้าและทำหมอนขิต นักท่องเที่ยวสามารถชมและเลือกซื้อเป็นของฝากและของที่ระลึกได้ 
  • สวนสาธารณะพญาแถน  ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมือง ริมถนนแจ้งสนิท (ทางหลวงหมายเลข 23) ติดกับอ่างเก็บน้ำลำทวน ภายในสวนพญาแถนมีลำน้ำเล็กๆ คดเคี้ยวล้อมรอบ มีสวนไม้ดอกไม้ประดับ สังคีตศาลา (เวทีการแสดงกลางแจ้ง) สนามเด็กเล่น และสวนสุขภาพ เทศบาลกำหนดให้สวนพญาแถนเป็นสถานที่จัดงานบั้งไฟประจำปี นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานแข่งเรือสั้น(เรือหาปลา)ประจำปี และงานสงกรานต์
  • สนามกอล์ฟ สนามกอล์ฟค่ายบดินทร์เดชา  ถนนแจ้งสนิท ตำบลบ้านเดิด  อยู่ในบริเวณค่ายบดินทร์เดชา  เป็นสนามกกอล์ฟขนาด 9 หลุม  โทร. 0 4573 7451, 0 4573 7458 

เทศกาลงานประเพณี  

งานประเพณีบุญบั้งไฟ 

จะจัดกันในวันเสาร์-อาทิตย์ที่ 2ของเดือนพฤษภาคม ของทุกปี ณ สวนสาธารณะพญาแถน แต่เดิมการจัดงานมีขึ้นเพื่อมุ่งแสดงออกถึงความสามัคคีของหมู่คณะ และมีความเชื่อว่าเมื่อจัดงานนี้แล้วเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะดลบันดาลให้มีฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล ทำให้พืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์  ในงานจะมีขบวนแห่บั้งไฟ โดยบั้งไฟแต่ละอันจะถูกตกแต่งประดับประดาอย่างสวยงามด้วยลวดลายไทยสีทอง ศิลปะการตกแต่งบั้งไฟนี้ นายช่างจะต้องสับและตัดลวดลายต่างๆไว้เป็นเวลาแรมเดือน ก่อนจะนำมาทากาวติดกับลูกบั้งไฟ ส่วนหัวบั้งไฟนั้นจะทำเป็นรูปต่างๆ ที่นิยมคือรูปหัวพญานาคอ้าปากแลบลิ้นพ่นน้ำได้ แต่ทั้งหมดจะมีความหมายเข้ากับตำนานในการขอฝนทั้งสิ้น ตัวบั้งไฟนั้นจะนำมาตั้งบนฐาน ใช้รถหรือเกวียนเป็นพาหนะนำมาเดินแห่ตามประเพณี  บั้งไฟมีหลายชนิดคือ มีทั้งบั้งไฟกิโล บั้งไฟหมื่น และบั้งไฟแสน บั้งไฟกิโลนั้นหมายถึง น้ำหนักของดินประสิว 1 กิโลกรัม บั้งไฟหมื่นก็ใช้ดินประสิว 12 กิโลกรัม บั้งไฟแสนก็ใช้ดินประสิว 120 กิโลกรัม เมื่อมีการตกลงว่าจะทำบั้งไฟขนาดไหนก็หาช่างมาทำ หรือคนที่มีฝีมือทำกันขึ้นมาเอง ที่สำคัญผู้ที่ทำนั้นจะต้องเป็นมีฝีมือในการคำนวณผสมดินประสิวกับถ่านไม้ เพราะถ้าไม่ถูกสูตรบั้งไฟจะแตก ไม่สามารถส่งตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ ไม้ที่จะทำเป็นเสาบั้งไฟต้องมีลำปล้องตรงกันเสมอกัน โดยเลือกตัดเอาแต่ที่โคนต้น เพราะมีความหนาและเหนียว ความยาวนั้นแล้วแต่จะตกลงกัน   ในวันจุดบั้งไฟ จะมีการแบกบั้งไฟไปยังฐานยิงในที่โล่ง ถ้าบั้งไฟของใครจุดแล้วยิงไม่ขึ้น คนทำจะถูกจับโยนลงในโคลน ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันมา


พิธีสมรสหมู่แบบคาทอลิกที่โบสถคริสต์บ้านซ่งแย้

ในวันวาเลนไทน์ (14 กุมภาพันธ์  ของทุกปี) ที่โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ ตำบลคำเตย อำเภอไทยเจริญ จะมีการจัดพิธีสมรสหมู่แบบคาทอลิกให้กับคู่บ่าวสาว โดยพิธีดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติของคู่บ่าวสาวและแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน มีขบวนแห่ขันหมาก พิธีมิสซาบูชาขอบพระคุณพิธีสมรสแบบคาทอลิก พิธีอวยพร  และการแสดงศิลปวัฒนธรรมเพื่อแสดงความยินดีกับคู่สมรส


งานประเพณีแห่มาลัยตำบลฟ้าหยาด    

ในเทศกาลวันมามาฆะบูชาของทุกปี  ในบริเวณเทศบาลตำบลฟ้าหยาด อำเภอมหาชนะชัย  จะมีประเพณีแห่มาลัยตำบลฟ้าหยาด โดยชุมชนต่างๆ จะนำข้าวตอกขาวที่คัดจากข้าวเปลือกที่ดีที่สุด มาร้อยเป็นมาลัยและประดับตกแต่งอย่างงดงามสื่อความหมายแทนดอกมณทารพที่จะถวายเป็นพุทธบูชา ในช่วงกลางคืนมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมเพื่อสมโภชมาลัยจากนั้นก็จะจัดขบวนแห่มาลัยข้าวตอก ไปทอดถวายเป็นพุทธบูชา ณ วัดหอก่อง

เลขที่ 264/1 ถ.เขื่อนธานี อ.เมืองฯ จ.อุบลราชธานี 34000 โทรศัพท์ 0 4524 3770 , 0 4525 0714 โทรสาร 0 4524 3771 E-Mail : tatubon@tat.or.th

สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด 0-4571-1093
ตำรวจภูธรจังหวัดยโสธร 045-71168
สถานีตำรวจเมืองยโสธร 0 45711571
สถานีตำรวจเลิงนกทา 0 4578 1286
สถานีตำรวจคำเขื่อนแก้ว 0 4579 1790
สถานีตำรวจกุดชุม 0 45789099
สถานีตำรวจป่าติ้ว 0 4579 5063
สถานีตำรวจทรายมูล 0 4578 7050
สถานีตำรวจมหาชนะชัย 0 4579 9126
สถานีตำรวจค้อวัง 0 4579 7050
สถานีตำรวจไทยเจริญ 0 4571 8138

ที่ว่าการอำเภอเมืองยโสธร 0 4571 2682
ที่ว่าการอำเภอเลิงนกทา 0 4578 1945
ที่ว่าการอำเภอคำเขื่อนแก้ว 0 4579 1224
ที่ว่าการอำเภอกุดชุม 0 4578 9098
ที่ว่าการอำเภอป่าติ้ว 0 4579 5068
ที่ว่าการอำเภอทรายมูล 0 4578 7053
ที่ว่าการอำเภอมหาชนะชัย 0 4579 9092
ที่ว่าการอำเภอค้อวัง 0 4579 7062
ที่ว่าการอำเภอไทยเจริญ 0 4571 8131

โรงพยาบาลยโสธร 045-712373/712580/714034
โรงพยาบาลทรายมูล จ.ยโสธร 0-4578-7023 , 0-4578-7046
โรงพยาบาลกุดชุม  0-4578-9090,0-4578-9425 ถึง 7
โรงพยาบาลคำเขื่อนแก้ว 045 791 133
โรงพยาบาลป่าติ้ว 0-4575-5015
โรงพยาบาลมหาชนะชัย 045 799 114
โรงพยาบาลค้อวัง 045-797-161
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเลิงนกทา 045 780 120
โรงพยาบาลไทยเจริญ 045 718 097

ธนาคาร ธกส.ยโสธร 045-712228/712229/712986
ธนาคารกรุงไทย 0 4571 2215
ผู้ชม : 2,894

250.5k แชร์เรื่องนี้

แสดงความคิดเห็น

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย | ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1600 ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวง มักกะสัน เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทร: 0-2250-5500 TAT Call Center: 1672