แผนที่หนองคาย

แผนที่

แผนที่หนองคาย

แผนที่


จังหวัดหนองคายเป็นจังหวัดชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง 
เพราะเป็นประตูสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 
เป็นที่ตั้งของสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก ที่เชื่อมโยงประเทศไทย-ลาวเข้าด้วยกัน 
ทำให้หนองคายในวันนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่ง 
โดยเฉพาะเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษาที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและด้วยความที่เป็นเมืองสงบเงียบ เรียบง่าย เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งศาสนา วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตพื้นบ้านผสมผสานกันได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์ ทั้งยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ หลากหลายไปด้วยอาหารการกินและสินค้านานาชนิด 
มีโรงแรมที่พักมากมาย และการคมนาคมสะดวกสบาย 
เมืองริมโขงแห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่นักเดินทางไม่ควรพลาดมาเยี่ยมเยือน

วีรกรรมปราบฮ่อ    หลวงพ่อพระใส     สะพานไทย-ลาว

ประวัติศาสตร์ของเมืองหนองคายเริ่มต้นเมื่อกว่า 200 ปีเศษ โดยพื้นที่บริเวณริมฝั่งโขงนี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองเล็ก ๆ 4 เมือง ที่ยังเหลือซากโบราณสถานอยู่ตามวัดต่าง ให้เห็นจนถึงปัจจุบัน เมืองทั้งสี่คือ เมืองพรานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค เมืองไผ่ (บ้านบึงค่าย) ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้ตั้งตนเป็นกบฏ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาราชเทวี ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยมีท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) เจ้าเมืองยโสธร และพระยาเชียงสา เป็นกำลังสำคัญในการช่วยทำศึกจนได้รับชัยชนะ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้ท้าวสุวอขึ้นเป็นเจ้าเมือง โดยตั้งเมืองใหญ่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคอยดูแลพื้นที่ โดยสร้างเมืองใหม่ไว้ที่บ้านไผ่ ตั้งชื่อว่า หนองคาย ตามชื่อหนองน้ำใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ 

ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า เป็นที่บรรจุอัฐิของผู้ที่เสียชีวิตในการปราบกบฏฮ่อเมื่อปี ร.ศ. 105 เสด็จในกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมซึ่งเป็นแม่ทัพปราบกบฏฮ่อรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนความดีของผู้ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ที่อนุสาวรีย์ทั้ง 4 ทิศ มีคำจารึกภาษาไทย จีน ลาว และอังกฤษ มีการจัดงานบวงสรวงและฉลองอนุสาวรีย์ในวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี


วัดโพธิ์ชัย

เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวเมืองหนองคายนับถือกันมาก หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีลักษณะงดงาม ตำนานเล่าว่า พระธิดา 3 องค์ของกษัตริย์ล้านช้างได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์และขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามของตนเอง คือ พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง และพระใสประจำน้องสุดท้อง เดิมประดิษฐานที่กรุงเวียงจันทน์ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสามลงเรือข้ามฝั่งมายังเมืองหนองคาย แต่เกิดพายุพัดพระสุกจมน้ำหายไป ส่วนพระเสริมและพระใสได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หนองคาย จนในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ส่วนพระใสยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย ทุกปีในวันเพ็ญกลางเดือน 7 ชาวเมืองหนองคายจะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟ บูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำ  


ตลาดท่าเสด็จ 

เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ในแถบอินโดจีน และยุโรปตะวันออก อยู่ริมแม่น้ำโขง ในเขตเทศบาลเมือง ตลาดนี้มีทั้งผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง อาหารแปรรูป และข้าวของเครื่องใช้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องครัว เปิดบริการทุกวันเวลา 8.00318.30 น. ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้ามากมาย และท่าเสด็จยังเป็นด่านสำหรับคนท้องถิ่นข้ามไปยังฝั่งลาว ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไปต้องใช้ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว


พระธาตุหนองคาย หรือ พระธาตุกลางน้ำ

เป็นพระธาตุที่หักพังอยู่กลางลำน้ำโขง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฝ่าพระบาทเก้าพระองค์ตามตำนานอุรังคธาตุ (พระพนม) จากการสำรวจใต้น้ำของหน่วยโบราณคดีภาค 7 พบว่าองค์พระธาตุที่อยู่ใต้น้ำมีฐานกว้างด้านละ 17.2 เมตร ย่อมุมที่ฐาน และมีความสูงประมาณ 28.5 เมตร หักออกเป็น 3 ท่อน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 20-22 เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายพระธาตุบังพวน หนังสือประชุมพงศาวดารภาค 70 บันทึกไว้ว่า “พระธาตุเมืองหนองคายได้เพ (พัง) เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีพุทธศักราช 2390”


ศาลาแก้วกู่

หรือวัดแขก ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปโพนพิสัย อยู่ขวามือ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย สถานที่คล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจของหลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ได้สร้างสถานที่แห่งนี้เมื่อราวปี พ.ศ. 2521 ด้วยความเชื่อว่าหลักคำสอนทุกศาสนา สามารถนำมาผสมผสานได้ คือมีทั้งพระพุทธรูปปางต่าง ๆ รูปเทพฮินดู รูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รูปปั้นเรื่องรามเกียรติ์ และตำนานพื้นบ้าน เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 7.00-17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 20  บาท สอบถามรายละเอียด โทร.081 369 5744


หาดจอมมณี

อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร ตามถนนเลียบแม่น้ำโขง เป็นหาดทรายริมแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงฤดูแล้ง ชายหาดมีความยาวประมาณ 200 เมตร ตรงจุดนี้ยังสามารมองเห็นบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ได้อย่างชัดเจน ช่วงที่เหมาะในการเที่ยวชมคือเดือนเมษายน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวในจังหวัดและจากบริเวณจังหวัดใกล้เคียง เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น “พัทยาอีสาน”                       


สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 

เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากอำเภอเมืองหนองคายไปเมืองท่าเดื่อ ของ สปป.ลาว ตัวสะพานมีความยาว 1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร มีช่องสำหรับเดินรถ 2 ช่องทาง กลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟ เชิงสะพานมีด่านตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่ สะพานห่างจากตัวเมืองเวียงจันทน์ ประมาณ 20 กิโลเมตร สร้างขึ้นจากความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และไทย นับว่าเป็นสะพานที่กระชับความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้แน่นแฟ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางจากหนองคายไปเวียงจันทน์ต้องใช้สะพานแห่งนี้


พระธาตุบังพวน 

ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุบังพวน บ้านดอนหมู ตำบลพระธาตุบังพวน เป็นเจดีย์เก่าแก่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เคารพสักการะของชาวหนองคายมาช้านาน องค์พระธาตุเดิมสร้างด้วยอิฐเผา สถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่น เป็นสถูปแบบอินเดียรุ่นเดียวกับองค์พระปฐมเจดีย์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2513 เกิดพังทลายเนื่องจากฐานทรุด จึงมีการบูรณะขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร เป็นรูปปรางค์สี่เหลี่ยมต่อกันเป็นบัวปากระฆัง มีฐานทักษิณ 5 ชั้น กว้าง 17.20 เมตร ชั้นที่ 6 เป็นรูประฆังคว่ำ ชั้นที่ 7 เป็นรูปดาวปลี เหนือขึ้นไปเป็นที่ตั้งฉัตร สูงจากพื้นดิน 34.25 เมตร ชาวหนองคายจัดงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 11 ค่ำ เดือนยี่ ของทุกปี  ภายในมีโบราณสถานอื่น ๆ ได้แก่ สัตตมหาสถาน หรือ สถานที่สำคัญ 7 แห่งในพุทธประวัติ หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขแห่งละ 7 วัน และสระปัพพฬนาค หรือสระพญานาค ซึ่งในสมัยโบราณเมื่อมีการแต่งตั้งเจ้าเมือง ก็จะนำน้ำจากสระนี้ไปสรงเพื่อเป็นสิริมงคล พระธาตุบังพวนอยู่ห่างจากตัวเมือง 23 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2 (หนองคาย-อุดรธานี) ประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 211 ทางไปท่าบ่อ ถึงกิโลเมตรที่ 10 วัดอยู่ด้านขวามือ 


พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ พระแก้วมรกตหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ประดิษฐาน ณ มูลนิธิพระพุทธเจ้าห้าพระองค์(ติดกับที่พักสงฆ์วัดป่าสีดาพระรามลักษณ์รัตนโคตร)บ้านสังคมพัฒนา ต.สีกาย อ.เมือง จ.หนองคาย ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 22  กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 212 ทางไปอ.โพนพิสัย ทางเข้า 2 ทาง คือทางเข้าวัดป่าสีดาพระรามลักษณ์รัตนโคตร หรือทางเข้าโรงเรียนบ้านหมากก่อง พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ประกอบด้วย พระกุกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และพระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า  พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า


หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ 

ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทอง ฝีมือของช่างฝ่ายเหนือและช่างล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก นั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3.29 เมตร สูง 4 เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงเคารพนับถือมาก จากหลักฐานศิลาจารึกทำให้ทราบว่า พระเจ้าองค์ตื้อสร้างเมื่อพุทธศักราช 2105 ผู้สร้างคือ พระไชยเชษฐา กษัตริย์นครเวียง หล่อโดยใช้ทองคำ ทองเหลือง และเงินผสมกัน รวมน้ำหนักได้ 1 ตื้อ (ตื้อ เป็น มาตราโบราณของอีสาน) ใช้เวลาในการสร้าง 7 ปี 7 เดือน ทางจังหวัดได้จัดงานนมัสการหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 อยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ทางไปอุดรธานี เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข ๒๑๑ สายหนองคาย-ท่าบ่อ ถึง กิโลเมตรที่ 31 จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัดเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร


วัดหินหมากเป้ง

ตั้งอยู่ที่บ้านไทยเจริญ ตำบลพระพุทธบาท บริเวณวัดมีพื้นที่กว้างขวาง ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ บรรยากาศเงียบสงบ พื้นที่ด้านหนึ่งติดกับลำน้ำโขง เดิมเคยเป็นที่ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสาน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของภิกษุสงฆ์ แม่ชี และผู้แสวงบุญทั้งหลาย หลังจากท่านมรณภาพ ได้มีการก่อสร้างเจดีย์ เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน  ภายในมีรูปปั้นของหลวงปู่เทสก์ พร้อมเครื่องอัฐบริขารและนิทรรศการชีวประวัติของท่าน วัดหินหมากเป้งอยู่ห่างจากตัวเมือง 75 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 211 (หนองคาย-ศรีเชียงใหม่) ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2186 วัดจะอยู่ทางด้านขวามือ


น้ำตกวังน้ำหมอก 

เป็นน้ำตกสูง 30 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เลยเขตเทศบาลตำบลศรีเชียงใหม่ออกไปทางอำเภอสังคมประมาณ 28 กิโลเมตร ก่อนถึงวัดหินหมากเป้ง 20 เมตร มีทางแยกซ้ายเข้าสู่บ้านวังน้ำมอก ระยะทางจากทางแยกเข้าสู่น้ำตกประมาณ 7 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงตัวน้ำตกได้โดยไม่ต้องเดินเท้า บริเวณน้ำตกมีแนวสันภูเป็นผาหินลักษณะแปลกตา มีธารน้ำไหลลดหลั่นกันไป ตอนล่างเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่และลานหิน ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือ เดือนมิถุนายน- ตุลาคม มีที่พักค้างคืนแบบโฮมสเตย์และเส้นทางเดินป่า หรือจะเข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ และซุมข้าวข้าวแลง (กินข้าวเย็นด้วยกัน) ซึ่งเป็นประเพณีของชาวบ้านวังน้ำมอกในการต้อนรับคนแปลกถิ่น สนใจการท่องเที่ยวบ้านวังน้ำมอกไปจนถึงการเที่ยวป่า โทร. 08 6232 5300, โทร 080 462 5677, 042 423783


วัดถ้ำศรีมงคล (วัดถ้ำดินเพียง)

มีสถานที่สำคัญซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัด ถ้ำดินเพียง เล่าขานกันมาว่าเป็นถ้ำที่พระธุดงค์จากลาวเดินทางข้ามมาโดยไม่ได้ผ่านมาทางเรือแต่เป็นการเดินทางผ่านถ้ำนี้ ซึ่งผู้ที่จะเห็นเส้นทางในถ้ำต้องเป็นผู้บำเพ็ญศีลภาวนา หรือเป็นพระอภิญญา ลักษณะถ้ำคล้ายเมืองบาดาลของพญานาค มีความชื้น และน้ำไหลตลอดปี มีก้อนหินเป็นแท่งตั้งวางอย่างจงใจ บางก้อนเป็นโลงศพ มีส่วนเว้าโค้งของหินภายในถ้ำที่สวยงาม การเข้าถ้ำควรมีผู้นำทางเพราะอาจหลงทางและเป็นอันตรายได้ วัดอยู่ห่างจากจังหวัดหนองคายไปตามทางหลวงหมายเลข 211 เรียบแม่น้ำโขง ระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตร ถึงบ้านดงต้อง ตำบลผาตั้ง จะมีป้ายทางซ้ายมือบอกเส้นทางไปวัดถ้ำศรีมงคล 14 กิโลเมตร


ศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคาย

ตั้งอยู่ที่ถนนหนองคาย-บึงกาฬ (ทางหลวงหมายเลข 212) ประมาณ 63 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางแยกขวาที่บ้านนายางเข้าไปอีก 200 เมตร เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำโขงจึงทำให้เป็นเขตที่มีความชุ่มชื้นสูง มีความหลากหลายด้วยพันธุ์ไม้ที่ทดลองปลูก เช่น แปลงไม้ผล มีทุเรียน มังคุด ลองกอง มะม่วงหิมพานต์ รวมทั้งพันธุ์ไม้พื้นบ้านที่อนุรักษ์ไว้ เช่น ต้นมะเกี๋ยงที่นำไปทำไวน์ และน้ำมะเกี๋ยง ผักพื้นบ้านที่ชาวอีสานนิยมนำไปจิ้มน้ำพริก แนมลาบ เช่น กระเจียว ผักกาดย่า ส้มโมง ผักหวานป่า  แปลงรวบรวมพันธุ์ไม้หอมกว่า 100 ชนิด และสมุนไพรพื้นถิ่นภาคอีสาน  นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง สนใจสอบถาม โทร. 0 4242 1257, 0 4242 1679


วัดอาฮงศิลาวาส   (แก่งอาฮง)

วัดอาฮงศิลาวาสเป็นวัดที่ติดกับแม่น้ำโขง  ตั้งอยู่ที่  ต.ไคสี  อ.บึงกาฬ  จ.หนองคาย  ( ก่อนถึงตัว  อ.บึงกาฬด้านซ้ายมือ )  ห่างจาก อ.บึงกาฬ 21 กม. เชื่อกันว่าน้ำในบริเวณนี้เป็นจุดที่ลึกที่สุดในแม่น้ำโขงหรือเรียกกันว่า “ สะดือแม่น้ำโขง” จะมีปรากฏการณ์กระแสน้ำจะไหลวนเป็นหลุม คล้ายรูปกรวยขนาดใหญ่  กระแสน้ำที่ไหลเชี่ยวมากเท่าไร  หลุมรูปกรวยยิ่งเป็นหลุมลึก มีเสียงดังคล้ายกระแสน้ำไหลเซาะโขดหิน รูปกรวยจะเกิดอยู่นานจนกว่ากระแสน้ำจะอ่อนตัวลง รูปกรวยจะเกิดสลับกันตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน ในหน้าแล้งน้ำที่ไหลวนและรูปกรวยจะไม่เหมือนในฤดูน้ำหลาก โดยมองเห็นแต่เพียงน้ำไหลวนธรรมดาเท่านั้น  ตรงที่ลึกที่สุดยังมีถ้ำขนาดใหญ่ซึ่งจะไปทะลุถึงที่ฝั่งลาวด้านหลังภูงู  ชื่อกันว่าตรงข้ามกับวัดอาฮงศิลาวาสแห่งนี้เป็นจุดชุมนุมของบรรดาเหล่าพญานาคทั้งหลายในวันเทศกาลออกพรรษา  เพื่อทำบุญบั้งไฟเป็นพุทธบูชาร่วมกับมนุษย์โลก  ที่เรียกกันว่า  “บั้งไฟพญานาค” จึงทำให้บริเวณสะดือแม่น้ำโขงเป็นบริเวณที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานจะมีบั้งไฟพญานาคขึ้นเป็นจำนวนมาก ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละปี


วัดโพธาราม (วัดหลวงพ่อพระใหญ่)

วัดโพธาราม ตั้งอยู่ที่บ้านท่าไคร้ หมู่ 5 ต.บึงกาฬ อ.บึงกาฬ จ.หนองคาย ห่างจากตัวอำเภอบึงกาฬ  5  กิโลเมตร หลวงพ่อพระใหญ่ เป็นพระพุทธรูปรางมารวิชัย โบกฉาบด้วยปูน องค์หลวงพ่อมีขนาดหน้าตักกว้าง 2 เมตร จากฐานถึงยอดพระเกศสูง 2.10 เมตร  จากพระฌาน (เข่า) ถึงพระศอ (คอ) สูง 0.90 เมตร ประดิษฐานบนแท่น 4 เหลี่ยม วัดได้บูรณะขึ้นใหม่ในปี 2537   ประชาชนมักจะมาขอพรจากหลวงพ่อ ให้ช่วยเมตตา ปกปักรักษา และ ป้องกันอันตรายต่างๆ ซึ่งก็ได้สมดังความปรารถนาตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ทุกปีจะมีงานสมโภชปีละ 2 ครั้ง ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันคือ ในวันเพ็ญเดือน 3 จะทำบุญข้าวจี่ พร้อมกับปราสาทผึ้ง 2 หลัง เป็นการ สักการะแด่หลวงพ่อ และในวันสงกรานต์ โดยจะมีการสรงน้ำหลวงพ่อพระใหญ่ที่มักจะจัดหลังวันมหาสงกรานต์ หนึ่งสัปดาห์ตรง เสาร์- อาทิตย์


ศาลเจ้าแม่สองนาง

ตลอดลำน้ำโขงประชาชนที่อยู่อาศัยตามสองฟากฝั่งได้อาศัยใช้ประโยชน์กันมาอย่างเนิ่นนาน ขณะเดียวกันแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตในน้ำโขงปีละไม่น้อย คนเฒ่าคนแก่เชื่อว่าเป็นการกระทำของเทพเจ้าทางน้ำ (ชาวบ้านเรียกกันว่าเงือก) เทพเจ้าทางน้ำที่ชาวบ้านลุ่มแม่น้ำโขงนับถือก็คือ "เจ้าแม่สองนาง" (งู ๑ คู่) งู เงือก และพญานาค ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันสุดแต่ใครจะเรียก เพราะฉะนั้นตลอดสองฝั่งโขงเราจึงเห็นศาลเจ้าแม่สองนางได้ตลอดสองฝั่ง เช่น ศาลเจ้าแม่สองนาง อำเภอเมืองหนองคาย ที่วัดหายโศก ศาลเจ้าแม่สองนาง อำเภอโพนพิสัย ที่ปากห้วยหลวง ศาลเจ้าแม่สองนางที่บ้านจอมนาง ในรอบปีจะมีพิธีบวงสรวงเจ้าแม่สองนางเพื่อให้เจ้าแม่สองนางปกป้องคุ้มครองไม่ให้ประสบภัยอันตรายและเกิดศิริมงคลแก่ผู้ประกอบการทางน้ำ


หนองกุดทิง 

อยู่ห่างจากอำเภอเพียง 1 กม.   เป็นพื้นที่เชื่อมต่อแม่น้ำโขง ทำให้พื้นที่แห่งนี้มีความหลากหลายของสังคมพืชน้ำและชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ โดยหนองกุดทิงเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ความกว้างโดยเฉลี่ย 22,000 ไร่  ลึก 5-10 เมตร ในหนองกุดทิงจะมีความหลากหลายทางชีวภาพคือประกอบด้วยสัตว์น้ำกว่า  250 สายพันธุ์  มีปลาที่เป็นเอกลักษณ์ไม่มีที่ใดในโลก  20  สายพันธ์    พืชน้ำกว่า  200 ชนิด มีนกพันธุ์ต่างๆกว่า  40  ชนิด  ด้วยความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวจึงได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโลกแห่งที่สองของจังหวัดหนองคาย  และมีที่อนุรักษ์เด็ดขาดคือห้ามคนผ่าน  ห้ามเลี้ยงสัตว์ หรือจับสัตว์ทุกชนิด ในบริเวณหนองกุดทิงมากกว่า  5 แห่ง ที่นี่จึงมีนกและสัตว์น้ำอาศัยอยู่เพื่อเพาะพันธุ์อย่างมากมายตลอดทั้งปี 


ภูทอก 

ภูทอกในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว อยู่ในเขตบ้านคำแคน ตำบลนาสะแบง เป็นภูเขาหินทรายโดดเด่นมองเห็นได้แต่ไกล ประกอบด้วย ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย  แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวน  กุลเชฏโฐ ได้เข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ ปัจจุบันภูทอกน้อยเป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร (วัดภูทอก) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นการเดินเท้าขึ้นสู่ยอดภูทอก  เส้นทางนี้มีความโดดเด่นคือต้องเดินไปตามสะพานไม้เวียนวนรอบเขาสูงชันจนถึงยอด สะพานไม้สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาจากเหล่าพระ เณร และชาวบ้าน เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2512 ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี บันไดที่ทอดขึ้นสู่ยอดภูทอกเปรียบเสมือนเส้นทางธรรมที่น้อมนำสัตบุรุษให้พ้นโลกแห่งโลกียะสู่โลกแห่งโลกุตระ ภูทอกยังคงเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและปฏิบัติศาสนกิจของชุมชน ดังนั้นผู้ที่มาเยือนสถานที่แห่งนี้ควรอยู่ในความสงบและเคารพสถานที่ บันไดขึ้นภูทอกแบ่งออกเป็น 7 ชั้น  โดยชั้นที่ 1-2 เป็นบันไดสู่ชั้นที่ 3 ซึ่งเริ่มเป็นสะพานเวียนรอบเขา สภาพเป็นป่าเขามืดครึ้ม มีโขดหิน ลานหิน สุดทางชั้นที่ 3 มีทางแยกสองทาง ทางซ้ายมือเป็นทางลัดไปสู่ชั้นที่ 5 ได้ ทางจะชันมาก ต้องผ่านหลืบหินที่เหมือนอุโมงค์ ทางขวาเป็นทางขึ้นสู่ชั้นที่ 4  ส่วนชั้นที่ 4 เป็นสะพานลอยไต่เวียนรอบเขา มองไปเบื้องล่างจะเห็นเนินเขาเตี้ย ๆ สลับกัน เรียกว่า “ดงชมพู” ทิศตะวันออกจดกับภูลังกา เขตอำเภอเซกา ซึ่งมีสภาพเป็นป่าดงดิบ บนชั้นที่ 4 นี้ จะเป็นที่พักของแม่ชี รอบชั้นมีระยะทางประมาณ 400 เมตร มีที่พักผ่อนระหว่างทางเป็นระยะ ๆ  ชั้นที่ 5  มีศาลาและกุฏิที่อาศัยของพระ ตามช่องทางเดินจะมีถ้ำอยู่หลายถ้ำ ตลอดเส้นทางสู่ชั้นที่ 6 มีที่พักเป็นลานกว้างหลายแห่ง มีหน้าผาชื่อต่าง ๆ กัน เช่น ผาเทพนิมิตร ผาหัวช้าง ผาเทพสถิต เป็นต้น ถ้ามาทางด้านเหนือจะเห็นสะพานหินธรรมชาติทอดสู่พระวิหาร อันเป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ด้วย มองออกไปจะเห็นแนวของภูทอกใหญ่ชัดเจน ภูทอก อยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 185 กิโลเมตร จากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 212 ผ่านอำเภอโพธิ์ชัย อำเภอปากคาด และอำเภอบึงกาฬ แล้วเลี้ยวขวาเข้าเส้นทางหลวงหมายเลข 222 ถึงอำเภอศรีวิไล จากอำเภอศรีวิไลมีทางแยกซ้ายผ่านบ้านนาสิงห์ บ้านสันทรายงาม สู่บ้านนาคำแคน ถึงภูทอกเป็นระยะทางอีก 30 กิโลเมตร ภูทอก ปิดบริการทุกวันที่ 10-16 เมษายน ของทุกปี   โทร.087 493 0355


เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว 

ตั้งอยู่บ้านดอนจิก เลยอำเภอบุ่งคล้า 3 กิโลเมตร เลี้ยวขวาไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตร เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ามีเนื้อที่ประมาณ 186ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอบึงกาฬ อำเภอบุ่งคล้า อำเภอเซกา และอำเภอบึงโขงหลง เกือบติดพรมแดนประเทศลาว มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเฉลี่ยประมาณ 150-300 เมตร สภาพป่าส่วนใหญ่เป็นป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น บางส่วนเป็นสันเขาหินทราย ลานหินและทุ่งหญ้า ในบริเวณนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง เช่น น้ำตกถ้ำฝุ่น อยู่ในบริเวณบ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น ตามทางหลวงหมายเลข 212 ก่อนถึงอำเภอบุ่งคล้า 7 กิโลเมตร มีทางแยกขวาไปน้ำตกประมาณ 4 กิโลเมตร รอบ ๆ เป็นป่าโปร่งที่มีทิวทัศน์สวยงามทางตอนเหนือของภูวัว ทางเดินไปน้ำตกผ่านลานหินทรายกว้างขวาง จนมาสุดทางที่น้ำตกที่ไหลมาจากหน้าผาหินทรายที่มีลักษณะเป็นร่องแคบ มองเห็นสายน้ำตกมาเป็นทางยาว มีน้ำเฉพาะในฤดูฝน   


น้ำตกเจ็ดสี  

ตั้งอยู่บ้านดอนเสียด ตำบลบ้านต้อง อำเภอเซกา  เป็นน้ำตกที่สวยงามมาก โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนเกิดจากธารน้ำของห้วยกะอามไหลมาตามหน้าผาหินทรายสูงและแผ่กว้างเป็นทางยาวสายน้ำตกกระทบหินเบื้องล่างเกิดเป็นละอองไอน้ำยามเมื่อกระทบกับแสงแดดทำให้เกิดสีต่างๆ ขึ้น จึงเรียกว่า น้ำตกเจ็ดสี เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 212 ก่อนถึงบุ่งคล้า 12 กิโลเมตรมีทางแยกขวาที่บ้านชัยพร ผ่านบ้านภูเงิน บ้านดอนเสียดไปถึงน้ำตกเป็นระยะทาง 28 กิโลเมตร หรือหากเดินทางจากภูทอกใช้เส้นทางที่ผ่านบ้านนาต้อง บ้านดอนเสียด รวมระยะทางจากภูทอก 14 กิโลเมตร ฯลฯ


บึงโขงหลง 

เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาตินิเวศ และแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ เมื่อปี พ.ศ 2520 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาโครงการเก็บกักน้ำเพื่อการเกษตรในฤดูแล้ง ดำเนินแล้วเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2523 และได้ประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงโขงหลง เมื่อปี พ.ศ. 2525 บึงโขงหลงได้ขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำระดับนานาชาติอันดับที่ 1.098 ของโลก (Wetland of International Importance) มีพื้นที่กว่า 22 ตารางกิโลเมตร ยาว 13 กิโลเมตร กว้าง 2 กิโลเมตร เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์น้ำ และพืชน้ำนานาชาติ เช่น นกน้ำกว่า 100 ชนิดที่หาดูได้ยาก มีปลาชนิดที่หาดูได้ยาก คือ ปลาบู่แคระ

เลขที่ 16/5 ถ.มุขมนตรี ต.หมากแข้ง อ.เมืองฯ จ.อุดรธานี 41000 โทรศัพท์ 0 4232 5406-7 โทรสาร 0 4232 5408 E-mail : tatudon@tat.or.th

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด 042-412110
ที่ว่าการอำเภอเมืองหนองคาย 0-4241-1060
ที่ว่าการอำเภอโพนพิสัย 0-4247-1367
ที่ว่าการอำเภอท่าบ่อ 0-4243-1109
ที่ว่าการอำเภอศรีเชียงใหม่ 0-4245-1322
ที่ว่าการอำเภอสังคม 0-4244-1509
ที่ว่าการอำเภอสระใคร 0-4241-9062
ที่ว่าการอำเภอเฝ้าไร่ 0-42417-7235
ที่ว่าการอำเภอรัตนวาปี 0-4241-8046
ที่ว่าการอำเภอโพธิ์ตาก 0-4248-3316

สำนักงานขนส่งจังหวัดหนองคาย 0-4242-1473 

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองคาย 0-4246-5067-70
โรงพยาบาลหนองคาย 0-4241-3456-65

ตำรวจภูธรจังหวัดหนองคาย 0-4241-1021
สถานีตำรวจภูธรเมืองหนองคาย 0-4241-2710
สถานีตำรวจภูธรท่าบ่อ 0-4243-1035
สถานีตำรวจภูธรโพนพิสัย 0-4247-1332
สถานีตำรวจภูธรสังคม 0-4244-1080
สถานีตำรวจภูธรศรีเชียงใหม่ 0-4245-1035
สถานีตำรวจภูธรสระใคร 0-4246-3234
สถานีตำรวจภูธรเฝ้าไร่ 0-4241-7039 , 0-4241-7236
สถานีตำรวจภูธรรัตนวาปี 0-4241-8236-7
สถานีตำรวจภูธรโพธิ์ตาก 0-4248-3006
สถานีตำรวจภูธรเวียงคุก 0-4243-8191
สถานีตำรวจภูธรบ้านเดื่อ 0-4244-9025
สถานีตำรวจภูธรเซิม 0-4201-7080
สถานีตำรวจภูธรหอคำ 0-4202-5001
สถานีตำรวจภูธรเหล่าหลวง 0-4202-2046
สถานีตำรวจภูธรดอนหญ้านาง 0-4202-0503
 สถานีตำรวจภูธรนางิ้ว  0-4243-7075
สถานีตำรวจภูธรเหล่าต่างคำ 0-4243-7075
สถานีตำรวจภูธรโป่งไฮ 0-4243-7075
สถานีตำรวจภูธรโสกก่าม 0-4243-7075
กองกำกับการด่านตรวจคนเข้าเมืองหนองคาย 0-4249-1832
กองกำกับการ 11 กองบังคับการตำรวจน้ำ 0-4241-2332
กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 245 อ.เมืองหนองคาย 0-4201-2552
หน่วยตำรวจสันติบาลจังหวัดหนองคาย 0-4241-1900
ตำรวจท่องเที่ยวหนองคาย 0-4232-8189
ตำรวจรถไฟหนองคาย 0-4241-3265, 0-4241-3265
ตำรวจทางหลวงน้ำสวย 0-4241-9083 
ผู้ชม : 7,974

250.5k แชร์เรื่องนี้

แสดงความคิดเห็น

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย | ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1600 ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวง มักกะสัน เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทร: 0-2250-5500 TAT Call Center: 1672