ร้อยเอ็ด

แผนที่
จังหวัดร้อยเอ็ด



จังหวัดร้อยเอ็ด เป็นแหล่งอารยธรรมโบราณซึ่งอยู่ตอนกลางของภาคอีสาน 

บริเวณลุ่มน้ำภาชี มีความเจริญรุ่งเรืองมากในยุคประวัติศาสตร์และมีความหลากหลาย

ในแง่ของศาสนาและวัฒนธรรม อันเนื่องจากดินแดนแห่งนี้เคยตกอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณ

นอกจากนี้ ร้อยเอ็ดยังเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิชั้นดี มีชื่อเสียงโด่งดัง จากอดีตถึงปัจจุบัน 

จังหวัดร้อยเอ็ดยังคงเป็นเมืองที่มีความน่าสนใจ ทั้งประเพณีและวัฒนธรรม 

อีกทั้งยังมีผลิตผลิตภัณฑ์พื้นเมืองที่มีชื่อเสียง เช่น ผ้าทอพื้นเมือง เครื่องจักสาน


สิบเอ็ดประตูเมืองงาม เรืองนามพระสูงใหญ่ ผ้าไหมสาเกต บุญผะเหวดประเพณี

มหาเจดีย์ชัยมงคล งามน่ายลบึงพลาญชัย เขตกว้างไกลทุ่งกุลา โลกลือชาข้าวหอมมะลิ

ร้อยเอ็ดเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่กึ่งกลางของภาคอีสานมานานกว่า 200 ปี เคยเป็นเมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองมาก ชื่อว่า สาเกตนคร มีเมืองขึ้นถึงสิบเอ็ดเมือง (ในสมัยโบราณนิยมเขียนสิบเอ็ดเป็น 101 คือสิบกับหนึ่ง) มีทางเข้าสู่เมืองถึงสิบเอ็ดประตู ปัจจุบันได้มีการพัฒนาในด้านต่าง ๆ มากมาย ประวัติศาสตร์ของเมืองร้อยเอ็ดเริ่มปรากฏขึ้นในราวสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย โดยมีเจ้าลาวจากนครจัมปาศักดิ์ได้เดินทางมาตั้งบ้านเรือนในบริเวณที่เป็นอำเภอสุวรรณภูมิในปัจจุบัน ต่อมาได้มาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 แห่งกรุงศรีอยุธยา ในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้ย้ายเมืองใหม่มาตั้งที่บริเวณเมืองร้อยเอ็ดปัจจุบัน ส่วนเมืองสุวรรณภูมิเดิมก็ยังคงมีอยู่ในสมัยพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์เวียงจันทน์คิดกบฎต่อกรุงเทพมหานคร ได้ยกทัพเข้ามาตีหัวเมืองรายทางจนถึงนครราชสีมา แต่ก็ถูกทัพไทยตีแตกพ่ายไปในที่สุด นอกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีแสดงการอยู่อาศัยของคนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เช่นกันและรวมทั้งเคยเป็นดินแดนที่อยู่ในเขตอิทธิพลของอาณาจักรขอมโบราณ เพราะพบโบราณสถานแบบขอมหลายแห่ง เช่น กู่พระโกนา อำเภอสุวรรณภูมิ กู่กาสิงห์ อำเภอเกษตรวิสัย ปรางค์กู่ อำเภอธวัชบุรี เป็นต้น 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด

ตั้งอยู่ที่ถนนเพลินจิต ใกล้ศาลากลางจังหวัด เดิมจัดตั้งตามดำริของศาสตราจารย์ ดร.ก่อ สวัสดิพาณิชย์ เพื่อแสดงผ้าไหมพื้นเมืองและงานศิลปหัตถกรรมของจังหวัดร้อยเอ็ด ต่อมากรมศิลปากรมีนโยบายในการจัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมือง เพื่อแสดงเรื่องราวด้านต่าง ๆ ของจังหวัด พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ร้อยเอ็ด จึงได้ปรับปรุงให้มีลักษณะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติประจำเมืองแห่งแรกที่จัดตั้งขึ้นใหม่ภายใต้แนวนโยบายนี้ เนื้อหาการจัดแสดงครอบคลุมเกี่ยวข้องกับเรื่องราวต่าง ๆ ของจังหวัดร้อยเอ็ดทั้งสภาพภูมิศาสตร์ ทรัพยากรธรณีโบราณคดี ประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ และงานหัตถกรรมการทอผ้าไหมที่มีชื่อเสียงของจังหวัด เปิดให้เข้าชมทุกวันเว้นวันจันทร์-อังคารและวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-16.00น. ค่าเข้าชมคนไทย 20 บาท คนต่างชาติ 100 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 4351 4456


อนุสาวรีย์พระขัติยะวงษา (ทน)

ตั้งอยู่กลางวงเวียนห้าแยกสายน้ำผึ้งใกล้วิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด พระขัติยะวงษา (ทน) เป็นบุตรท้าวจารย์แก้ว ได้รับการสถาปนาเป็นเจ้าเมืองร้อยเอ็ดคนแรก เมื่อ พ.ศ. 2318ในรัชสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เป็นผู้นำในการสร้างบ้านแปงเมือง โดยอพยพผู้คนจากเมืองท่งมาตั้งรกรากที่เมืองกุ่มร้าง หรือเมืองร้อยเอ็ด ได้รวบรวมผู้คนบูรณะฟื้นฟูและทะนุบำรุงเมืองร้อยเอ็ดจนเป็นปึกแผ่นเจริญรุ่งเรืองในที่สุด


บึงพลาญชัย

ตั้งอยู่บริเวณกลางเมืองร้อยเอ็ด เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัด เป็นเกาะอยู่กลางบึงน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ประมาณ 2แสนตารางเมตร ตกแต่งด้วยสวนไม้ดอกขนาดใหญ่ มีพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ร่มรื่น ในบึงมีปลาชนิดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลรวมทั้งจัดมหรสพต่าง ๆ ภายในบึงพลาญชัยยังมีสิ่งก่อสร้างที่น่าสนใจคือ ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เป็นศาลคู่บ้านคู่เมืองที่ชาวร้อยเอ็ดเคารพนับถือ และเชื่อว่าเจ้าพ่อจะช่วยดลบันดาลให้ชาวเมืองมีความสุข สมปรารถนา จึงเป็นสถานที่ที่ชาวเมืองร้อยเอ็ดมากราบนมัสการขอพรเป็นประจำ พระพุทธรูปปางลีลาขนาดใหญ่ กลางสวนดอกไม้ พานรัฐธรรมนูญ นาฬิกาดอกไม้ ภูพลาญชัย มีลักษณะเป็นน้ำตกจำลอง และรูปปั้นสัตว์ต่าง ๆ คล้ายสวนสัตว์ สนามเด็กเล่น และสวนสุขภาพ


สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด

ตั้งอยู่ใกล้กับบึงพลาญชัย เป็นอาคาร 2 อาคารเชื่อมต่อกัน อาคารแรกประกอบด้วย ห้องโถง ห้องบรรยาย ห้องนิทรรศการ สำนักงาน ห้องจำหน่ายบัตรและของที่ระลึก ส่วนอาคารที่ 2 เป็นส่วนแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ ประกอบด้วยตู้ปลาน้ำจืดขนาดเล็ก จำนวน 24 ตู้ ตู้ปลาขนาดใหญ่ 8 x 16 เมตร บรรจุน้ำจืด 400 ลูกบาศก์เมตร มีระบบบำบัดแบบกรองชีวภาพ (BIO FILLER) จำนวน 1 ตู้ จุดเด่นของอาคารนี้ได้แก่ อุโมงค์ลอดใต้ตู้ปลาขนาดใหญ่ สามารถชมความเคลื่อนไหวของสัตว์น้ำได้รอบทิศทาง เปิดบริการทุกวันพุธ - วันอาทิตย์ เวลา 08.30-16.30 น. วันหยุดนักขัตฤกษ์เปิดให้บริการตามปกติ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0 4351 1286


วัดบูรพาภิราม

อยู่ในเขตเทศบาลเมือง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี เดิมชื่อ วัดหัวรอ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น วัดบูรพาภิราม มีพระพุทธรูปปางประทานพรที่สูงที่สุดในประเทศไทย คือ พระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือหลวงพ่อใหญ่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก ความสูงวัดจากพระบาทถึงยอดพระเกศสูงถึง 59 เมตร 20 เซนติเมตร และมีความสูงทั้งหมด 67 เมตร 85 เซนติเมตร ที่ฐานจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งศูนย์งานพระธรรมทูต โรงเรียนปริยัติธรรม และมีศาลเจ้าพ่อมเหศักดิ์ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวเมืองอยู่ด้วย


ปรางค์กู่ หรือ ปราสาทหนองกู่

ตั้งอยู่ที่บ้านยางกู่ ตำบลมะอึ ปรางค์กู่ คือ กลุ่มอาคารที่มีลักษณะแบบเดียวกับอโรคยาศาลตามที่ปรากฏในจารึกปราสาทตาพรหม ประกอบด้วยปรางค์ประธาน บรรณาลัย กำแพงพร้อมซุ้มประตูและสระน้ำนอกกำแพง โดยทั่วไปนับว่าคงสภาพเดิมพอควร โดยเฉพาะปรางค์ประธานชั้นหลังคาคงเหลือ 3ชั้น และมีฐานบัวยอดปรางค์อยู่ตอนบน อาคารอื่น ๆ แม้หักพังแต่ทางวัดก็ได้จัดบริเวณให้ดูร่มรื่นสะอาดตา   ภายในกำแพงด้านหน้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ยังพบโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นวางเก็บรักษาไว้ใต้อาคารไม้ ได้แก่ ทับหลังหินทราย สลักเป็นภาพบุคคลนั่งบนหลังช้างหรือวัว ภายในซุ้มเรือนแก้วหน้ากาล จากการสอบถามเจ้าอาวาสวัดศรีรัตนาราม กล่าวว่าเป็นทับหลังหน้าประตูมุขของปรางค์ประธาน เสากรอบประตู 2 ชิ้น ชิ้นหนึ่งมีภาพสลักรูปฤาษีที่โคนเสาศิวลึงค์ขนาดใหญ่พร้อมฐานที่ได้จากทุ่งนาด้านนอกออกไป และชิ้นส่วนบัวยอดปรางค์ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นฐานของพระสังกัจจายน์ปูนปั้น สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 18 เดินทางจากตัวเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 23 (ร้อยเอ็ด-ยโสธร) 10 กิโลเมตร ถึงที่ว่าการอำเภอธวัชบุรี ฝั่งตรงข้ามมีทางแยกซ้ายไปปรางค์กู่ ระยะทาง 6 กิโลเมตร หรือใช้ทางหลวงหมายเลข 2044 (ร้อยเอ็ด-โพนทอง) ไปอีก 8 กิโลเมตร มีทางแยกขวาไปปรางค์กู่ประมาณ 1 กิโลเมตร


วัดป่าโนนสวรรค์

ตั้งอยู่บ้านเทอดไทย ตำบลเทอดไทย เป็นวัดขนาดใหญ่สร้างมาจากนิมิตของเจ้าอาวาส โดยใช้หม้อดินของชาวบ้านมาประดับตกแต่งจึงดูสวยงามแปลกตา เจดีย์ประธานหลายชั้นทางเข้าจะเป็นปากหนุมานแต่ละชั้นจะมีจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ซุ้มประตูวัดมีเต่ายักษ์ 2 ตัว ดูคล้ายศิลปะทางขอมและอินเดีย การเดินทาง ตามเส้นทางร้อยเอ็ด-ธวัชบุรี-เสลภูมิ (ทางหลวงหมายเลข 23) กิโลเมตรที่ 139-140 เลี้ยวขวาเข้าไป 7 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมือง 18 กิโลเมตร


กู่กาสิงห์

ตั้งอยู่ในวัดบูรพากู่กาสิงห์ ตำบลกู่กาสิงห์ เป็นสถาปัตยกรรมแบบเขมรอีกแห่งหนึ่งขนาดค่อนข้างใหญ่ และยังอยู่ในสภาพดีพอควร ประกอบด้วยปรางค์ 3องค์ ตั้งอยู่บนฐานศิลาแลงเดียวกัน มีวิหารหรืออาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่เรียกว่าบรรณาลัย อยู่ทางด้านหน้าทั้งสองข้าง ล้อมรอบด้วยกำแพงซึ่งมีซุ้มประตูทั้ง 4 ทิศ ถัดออกไปเป็นคูน้ำรูปเกือกม้าล้อมรอบอีกชั้นหนึ่ง ปรางค์ประธานหรืออาคารหลักที่มี 3องค์นั้น ตั้งเรียงอยู่บนฐานเดียวกันในแนวเหนือ-ใต้ แผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ปรางค์องค์กลางมีขนาดใหญ่กว่าอีก 2 องค์ที่ขนาบข้าง และมีมุขยื่นทางด้านหน้าเป็นห้องยาว มีประตูทางเข้า 3 ทาง คือด้านหน้าและด้านข้างของห้องยาวทั้งสอง ส่วนฐานขององค์ปรางค์ก่อด้วยศิลาทรายยังคงปรากฏลวดลายสลักเป็นชั้นเป็นแนว เช่น ลายกลีบบัวและลายกนก ผนังก่ออิฐ ที่ห้องในสุดหรือส่วนครรภคฤหะได้ค้นพบศิวลึงค์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพสูงสุด (พระอิศวร) และความอุดมสมบูรณ์ตามลัทธิความเชื่อในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกาย

นอกจากนี้ยังพบทับหลังอีกหลายชิ้น ชิ้นหนึ่งสลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณในซุ้มเรือนแก้ว โดยยืนอยู่เหนือหน้ากาล ซึ่งมีมือยึดจับท่อนพวงมาลัยอีกทีหนึ่ง และยังได้พบซุ้มหน้าบันสลักเป็นภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณท่ามกลางลายก้านขดอีกด้วย ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ที่ขนาบนั้น มีขนาดและลักษณะเดียวกัน ฐานก่อด้วยศิลาทราย ผนังก่ออิฐมีประตูเพียงด้านหน้า ภายในมีแท่นรูปเคารพวางอยู่จากลวดลายของศิลปกรรม แบบแผนผังและโบราณวัตถุที่พบแสดงให้ทราบว่า กู่กาสิงห์สร้างขึ้นในแบบศิลปะเขมรที่เรียกว่า “แบบบาปวน” อายุราว พ.ศ. 1560-1630 เพื่อเป็นเทวสถานอุทิศถวายแด่พระอิศวร เทพเจ้าสูงสุดองค์หนึ่งในศาสนาพราหมณ์ ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เทศบาลตำบลกู่กาสิงห์ โทร 0 4363 2125

การเดินทาง สามารถเดินทางได้ 2 ทาง คือ ใช้เส้นทางร้อยเอ็ด-เกษตรวิสัย ทางหลวงหมายเลข 214 ระยะทาง 47 กิโลเมตร เดินทางต่อไปตามทางหลวงสายเกษตรวิสัย-สุวรรณภูมิ 10 กิโลเมตร มีทางแยกขวาเข้ากู่กาสิงห์ระยะทาง 10 กิโลเมตร หรืออาจใช้เส้นทางสายร้อยเอ็ด-สุวรรณภูมิ-สุรินทร์ (ทางหลวงหมายเลข 215 ต่อด้วย 214) ระยะทาง 60 กิโลเมตร ถึงวัดกู่พระโกนา ด้านตรงข้ามวัดมีทางแยกไปกู่กาสิงห์ อีก 18 กิโลเมตร


ทุ่งกุลาร้องไห้

มีเนื้อที่ 2,107,681 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัด คือ ในแนวทิศเหนือครอบคลุมอำเภอปทุมรัตน์ อำเภอเกษตรวิสัย อำเภอสุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย ของจังหวัดร้อยเอ็ด ในแนวทิศใต้มีลำน้ำมูลทอดยาวตลอดพื้นที่อำเภอชุมพลบุรี อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ในแนวทิศตะวันตก ผ่านอำเภอพุทไธสง จังหวัดบุรีรัมย์ อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร และอำเภอพยัคฆภูมิพิสัยของจังหวัดมหาสารคาม ซึ่งในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 3 ใน 5 นั้นอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด

สาเหตุที่ได้ชื่อว่าทุ่งกุลาร้องไห้นั้น มีเรื่องเล่ากันว่า พวกกุลาซึ่งเป็นพวกที่เดินทางค้าขายระหว่างเมืองต่าง ๆ ในสมัยโบราณได้ชื่อว่าเป็นนักต่อสู้ คือ มีความเข้มแข็งอดทนเป็นเยี่ยม แต่เมื่อพวกกุลาเดินทางมาถึงทุ่งนี้ ได้รับความทุกข์ยากเป็นอันมากถึงกับร้องไห้ เพราะตลอดทุ่งนี้ไม่มีน้ำหรือต้นไม้ใหญ่เลย ฤดูแล้งแผ่นดินก็แห้งแตกระแหง ซึ่งเป็นพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ในอดีต ปัจจุบันพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นพื้นที่ปลูกข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียง


กู่พระโกนา

ตั้งอยู่ที่บ้านกู่ หมู่ 2 ตำบลสระคู กู่พระโกนา ประกอบด้วยปรางค์อิฐ 3 องค์ บนฐานศิลาทราย เรียงจากเหนือ-ใต้ ทั้งหมดหันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีกำแพงล้อมและซุ้มประตูเข้า-ออกทั้ง 4 ด้าน ก่อด้วยหินทรายเช่นกัน ปรางค์องค์กลางถูกดัดแปลงเมื่อ พ.ศ. 2417 โดยการฉาบปูนทับและก่อขึ้นเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีซุ้มพระทั้ง 4 ทิศ หน้าปรางค์องค์กลางชั้นล่างสร้างเป็นวิหารพระพุทธบาทประดับเศียรนาค 6 เศียรของเดิมไว้ด้านหน้า ส่วนปรางค์อีก 2 องค์ ได้รับการบูรณะ แต่ไม่ถึงกับเปลี่ยนรูปทรงอย่างปรางค์องค์กลาง  ปรางค์องค์ทิศเหนือทางวัดสร้างศาลาครอบภายในมีหน้าบันสลักเรื่อง รามายณะ และทับหลังสลักภาพพระนารายณ์บรรทมสินธุ์ติดอยู่ที่เดิม คือเหนือประตูทางด้านหน้า ส่วนทับหลังประตูด้านทิศตะวันตกหล่นอยู่บนพื้นเป็นรูปนารายณ์ทรงครุฑ ปรางค์องค์ทิศใต้ยังคงมีทับหลังของเดิมเหนือประตูหลอก ด้านทิศเหนือเป็นภาพเทวดานั่งชันเข่าในซุ้มเรือนแก้วเหนือหน้ากาล นอกจากนี้ทางด้านหน้ายังมีทับหลังหล่นอยู่ที่พื้น เป็นภาพพระอิศวรประทับนั่งบนหลังโค และมีเสานางเรียงวางอยู่ด้วย สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาเดิมจะมีสะพานนาคและทางเดินประดับเสานางเรียงทอดต่อไปจากซุ้มประตูหน้าไปยังสระน้ำ หรือบารายซึ่งอยู่ห่างออกไป 300 เมตร จากรูปแบบ สันนิษฐานว่ากู่พระโกนาคงจะสร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16 กู่พระโกนาอยู่ห่างจากอำเภอเมือง 60 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 215 ผ่านอำเภอเมืองสรวง อำเภอสุวรรณภูมิ จากนั้นเข้าทางหลวงหมายเลข 214 ไปอีก 12 กิโลเมตร กู่พระโกนาจะอยู่ทางซ้ายมือ ด้านหน้าทางเข้าจะเป็นสวนยาง บริเวณวัดมีลิงแสมอาศัยอยู่


บึงเกลือ (ทะเลอีสาน)

อยู่ในเขตตำบลบึงเกลือ เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ มีเนื้อที่ 7,500 ไร่ ในบึงน้ำแห่งนี้มีน้ำขังตลอดปี ริมบึงมีหาดทรายขาวสะอาดกว้างขวาง มีแพร้านอาหารบริการอาหารอีสานและอาหารตามสั่ง นักท่องเที่ยวนิยมมาพักผ่อนและเล่นกีฬาทางน้ำ การเดินทาง จากอำเภอเมือง ไปตามทางหลวงหมายเลข 23 ผ่านอำเภอธวัชบุรี จากอำเภอเสลภูมิ 1 กิโลเมตร และเลี้ยวซ้ายทางไปบ้านเมืองไพร 8 กิโลเมตร


สิมวัดจักรวาฬภูมิพินิจ หรือ วัดหนองหมื่นถ่าน

ตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหนองหมื่นถ่าน ตำบลหนองหมื่นถ่าน สิมวัดจักรวาฬภูมิพินิจ มีลักษณะทางศิลปกรรมแบบพื้นเมืองอีสาน ประเภทสิมทึบ หน้าบันหรือรังผึ้งมีลวดลายแกะสลักไม้ หลังคาทำจากกระเบื้องไม้ ภายนอกมี ฮูปแต้ม เป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ ภาพขุมนรก และภาพพระพุทธองค์ขณะปลงพระเกศามีพระอินทร์มารับนำไปประดิษฐานยังเจดีย์จุฬามณี ภายในโบสถ์มีภาพวรรณคดีพื้นเมืองเรื่องสังข์ศิลป์ชัย สันนิษฐานว่ามีอายุในราวสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น การเดินทาง จากอำเภอเมือง เดินทางตามทางหลวงหมายเลข 2043 ถึงอำเภออาจสามารถเดินทางต่อไปอีก 10 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวเข้าทางบ้านหนองหมื่นถ่าน 2 กิโลเมตร


ผาน้ำย้อย (พุทธอุทยานอีสาน)

ตั้งอยู่ที่บ้านโคกกลาง ตำบลผาน้ำย้อย เป็นผาหินขนาดใหญ่ มีน้ำไหลซึมตลอดปี อยู่บนภูเขาเขียว แบ่งพรมแดนระหว่างอำเภอหนองสูง จังหวัดมุกดาหาร และอำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีเนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่ เป็นป่าไม้นานาชนิด มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น หมูป่า เก้ง กวาง ไก่ป่า ผาน้ำย้อยอยู่สูงจากระดับพื้นดิน 200 เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเล 380-500 เมตร บนเขามีวัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม มีเนื้อที่ 2,500 ไร่ โดยมีพระอาจารย์ศรีมหาวิโร ซึ่งเป็นศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง


พระมหาเจดีย์ชัยมงคล

เป็นพระเจดีย์ใหญ่องค์หนึ่งของประเทศไทยออกแบบโดยกรมศิลปากร สีขาวตกแต่งลวดลายตระการตาด้วยสีทองเหลืองอร่าม รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็กทั้ง 8 ทิศ มีความกว้าง 101 เมตร ความยาว 101 เมตร ความสูง 101 เมตร สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่ เป็นพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และได้ตกแต่งลวดลายงามวิจิตรของศิลปะยุคใหม่และยุคเก่าผสมเป็นศิลปะร่วมสมัยที่หาดูได้ยาก พระมหาเจดีย์ชัยมงคลนี้ตั้งอยู่ในบริเวณวัดเจดีย์ชัยมงคล ภายในพระมหาเจดีย์มีทั้งหมด 6 ชั้น คือ

ชั้นที่ 1 เป็นชั้นอเนกประสงค์ ใช้สำหรับทำพิธีสำคัญทางพุทธศาสนา ชั้นนี้เป็นสีชมพูตัดกับสีทอง มีรูปหล่อขนาดใหญ่ของหลวงปู่ศรี มหาวีโร มีความสูง 310 เซนติเมตร

ชั้นที่ 2 เป็นชั้นประชุมสงฆ์ ชั้นนี้เป็นสีน้ำเงินเข้มตัดกับสีทอง มีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ผนังเป็นภาพพุทธประวัติ ทศชาติ

ชั้นที่ 3 เป็นชั้นพระอุโบสถ เป็นสีแดงตัดกับสีทอง มีพระประธานเป็นพระพุทธชินราชหน้าตักกว้าง 101นิ้ว ตรงหน้ามีรูปหล่อหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และหล่อรูปเหมือนของคณาจารย์อีก 8 องค์ บริเวณผนังมีรูปหล่อคณาจารย์นักปราชญ์สายอีสาน 93 องค์ รวมทั้งหมด 101 องค์ ด้านบนเป็นการเขียนสีลงบนกระจกเป็นภาพพุทธอิริยาบถ 48 ภาพ

ชั้นที่ 4 เป็นชั้นชมวิวทิวทัศน์ของภูเขาเขียวโดยรอบองค์พระมหาเจดีย์

ชั้นที่ 5 เป็นชั้นพิพิธภัณฑสถาน แสดงวัดวาอาราม ตลอดจนสถานปฏิบัติสมถวิปัสสนากัมมัฏฐานที่หลวงปู่ศรี มหาวีโร เคยบำเพ็ญมา บริเวณรอบนอก บนกรอบระดับหน้าต่างบานใหญ่ทั้ง 4 ด้าน เป็นที่สถิตย์ยืนพระพุทธเจ้าสี่ปาง

ชั้นที่ 6 อยู่เหนือสุดบันได 119 ชั้น เป็นชั้นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากประเทศศรีลังกา เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2540 และอัฐิธาตุของเกจิอาจารย์สายอีสาน ยอดขององค์เจดีย์ เป็นยอดเศวตฉัตรทองคำแท้น้ำหนัก 4,750 บาท หรือเท่ากับ 60 กิโลกรัม การเดินทางไปตามเส้นทางสายร้อยเอ็ด-อำเภอโพนทอง-อำเภอหนองพอก ระยะทาง 80 กิโลเมตร จากตัวเมืองร้อยเอ็ด ตามทางหลวงหมายเลข 2044 และ 2136


เขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์

ครอบคลุมพื้นที่ 151,242ไร่ สภาพพื้นที่จะเป็นเทือกเขาหินทรายสูงชันและสลับซับซ้อน ประกอบด้วยป่าดิบแล้ง ป่าเบญจพรรณและป่าเต็งรัง มีความอุดมสมบูรณ์ สัตว์ป่าที่พบในพื้นที่ป่าแห่งนี้ ได้แก่ หมูป่า เก้ง สุนัขจิ้งจอก ลิง กระรอก กระแต เป็นต้น จุดท่องเที่ยวที่น่าสนใจในบริเวณนี้ คือ ผาภูไท เป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น และผาหมอกมิวาย เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตก นอกจากนี้ยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติ 2 เส้นทาง ระยะทาง 2 กิโลเมตร และ 3 กิโลเมตร ผาหมอกมิวาย อยู่ภายในบริเวณสำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าผาน้ำทิพย์ เป็นจุดที่มองเห็นทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงาม มีหมอกปกคลุมตลอดทั้งปี การเดินทาง จากกรุงเทพมหานคร ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ถึงจังหวัดขอนแก่น-หนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด ใช้ทางหลวงหมายเลข 209 และ 2116 จากอำเภอหนองพอกถึงบ้านท่าสะอาด ระยะทาง 9 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายจากบ้านท่าสะอาดถึงสำนักงานเขตห้ามล่าสัตว์ป่าผาน้ำทิพย์ 13 กิโลเมตร บริเวณเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำผาน้ำทิพย์ มีบริการบ้านพักและสถานที่สำหรับกางเต็นท์ หากต้องการเข้าพักเป็นหมู่คณะ ควรทำหนังสือติดต่อล่วงหน้าถึงหัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าผาน้ำทิพย์ ตู้ ปณ.1 ตำบลบึงงาม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด 45210 โทร 0 4350 1115

277/20-21 ถ.กลางเมือง (ริมบึงแก่นนครฝั่งทิศตะวันตก) อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000 โทร 0 4322 7714-5 โทรสาร 0 4322 7719 E-mail : tatkhkn@tat.or.th

สํานักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด 043-515374

ตำรวจภูธรจังหวัด     0-4351-1933
สภ.เมืองร้อยเอ็ด      0-4351-1777
สภ.เกษตรวิสัย  ต.เกษตรวิสัย   0-4358-9354
สภ.จตุรพักตรพิมาน  ต.หัวช้าง   0-4356-1177
สภ.จังหาร  0-4350-7124   
สภ.ธวัชบุรี        0-4356-9071
สภ.ปทุมรัตต์  0-4358-7013
สภ.พนมไพร 0-4359-1011(301) 0-4359-1013
สภ.โพธิ์ชัย 0-4356-7080 0-4356-7081
สภ.โพนทราย 0-4359-5080
สภ.โพนทอง 0-4357-1491  0-4357-1443
สภ.เมยวดี 0-4357-7066  0-4357-7020
สภ.เมืองสรวง 0-4359-7081  0-4359-7082
สภ.ศรีสมเด็จ 0-4350-8165  0-4351-5073
สภ.สุวรรณภูมิ  0-4358-1485  0-4358-1484 
สภ.เสลภูมิ 0-4355-1491
สภ.หนองพอก 0-4357-9139
สภ.อาจสามารถ 0-4359-9087
สภ.เชียงขวัญ  0-4350-9146
สภ.ทุ่งเขาหลวง 0-4355-7002   
สภ.หนองฮี  . 0-4350-6118

ท่าอากาศยานร้อยเอ็ด   0-4351-8254  0-4351-8255

ที่ว่าการอำเภอเมืองร้อยเอ็ด 0-4351-1689
ที่ว่าการอำเภอวัชบุรี 0-4356-9070, 0-4356-9482
ที่ว่าการอำเภอเชียงขวัญ 0-4350-9125
ที่ว่าการอำเภอจังหาร  0-4350-7115
ที่ว่าการอำเภอศรีสมเด็จ 043-500-8120
ที่ว่าการอำเภอเสลภูมิ 0-4355-1223
ที่ว่าการอำเภอโพนทอง 0-4357-1223
ที่ว่าการอำเภอหนองพอก 043-579071
ที่ว่าการอำเภอเมยวดี  0-4357-7081 ต่อ 11
ที่ว่าการอำเภอทุ่งเขาหลวง  0-4351-8110
ที่ว่าการอำเภอพนมไพร  0-4359-1223
ที่ว่าการอำเภอหนองฮี 0-4350-6114
ที่ว่าการอำเภออาจสามารถ  0-4359-9080
ที่ว่าการอำเภอเมืองสรวง 0-4359-7071
ที่ว่าการอำเภอจตุรพักตรพิมาน  0-4356-1080
ที่ทำการปกครองอำเภอปทุมรัตต์ 0-4358-7114
ที่ว่าการอำเภอเกษตรวิสัย  0-4358-9166
ที่ว่าการอำเภอสุวรรณภูมิ 0-4358-1223

เกษตรวิสัย 043-589073-4
ค่ายสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช 043-563211
โพนทราย 043-595273-5
ร้อยเอ็ด 043-518200-5
ศรีสมเด็จ 043-508153-5
สุวรรณภูมิ 043-532492-3
หนองพอก 043-579073-4
อาจสามารถ 043-599328-31
ผู้ชม : 2,649

250.5k แชร์เรื่องนี้

แสดงความคิดเห็น

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย | ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
1600 ถนน เพชรบุรีตัดใหม่ แขวง มักกะสัน เขต ราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทร: 0-2250-5500 TAT Call Center: 1672