หัวใจตกหลุม (รัก) ที่ภูสิงห์

หัวใจตกหลุม (รัก) ที่ภูสิงห์
จำลอง บุญสอง

หนึ่งในจำนวนความงามอันหลากหลายของภู (เขา) หินทรายของอีสาน “ภูสิงห์” หรือชื่อเต็มว่าป่าดงดินกะลา ป่าภูสิงห์และป่าดงสีชมพูน่าจะเป็นหนึ่งในความประทับใจของช่างภาพคนเดินทางที่ชื่นชอบธรรมชาติ เพราะเป็นแหล่งที่ผมดูแล้ว..เห็นว่าคนเดินทางสามารถถ่ายรูปพระอาทิตย์ตก เช้าและเย็นได้สวย ทั้งช่วงเวลากลางวัน..ผู้คนสามารถสร้างจินตนาการไปกับความเป็น “ภูหินทราย” ที่ถูก ลม ฝน กัดเซาะจนมีรูปร่างแปลกตาอีกด้วย

หินทรายก็คือหินชนิดหนึ่งที่มีองค์ประกอบด้วยทรายสีต่างๆ มีทั้งสีน้ำตาลและสีน้ำตาลออกเหลือง หินทรายแบบนี้นี่แหละที่ขอมโบราณเอาไปแกะสลักปราสาทต่างๆ (ยกเว้นปราสาทหลักๆในเมืองพระนคร เพราะต้องการให้อยู่จนนิรันดร์) มันเป็นหินที่สามารถแกะออกมาแล้วภาพแกะสลักจะอ่อนช้อยงดงาม ที่เราเห็นได้ก็คือที่ “บันเตียสะเรย” หรือ “ป้อมสตรี” ในเมืองเสียมเรียบ 
ในบ้านเราก็มีหลายแห่งครับที่แกะด้วยหินทราย แถวโคราช สุรินทร์ ก็เยอะ ขอนแก่นติดโคราชก็สวยนะครับ

หินทรายต่างกับหินปูนตรงที่  ยามฝนตกมันจะเซาะเนื้อทรายออกมาแล้วทรายไม่ละลายน้ำแต่มันออกมาเป็นเม็ดๆ ไหลหลุนๆ บดกันเองไปตามแรงของน้ำ (แม่น้ำโขงไหลผ่านหินทรายมากทั้งสองฝั่ง หินทรายในลำน้ำโขงจึงมีมาก) ซึ่งต่างกับการละลายของหินปูนที่เนื้อหินสามารถละลายในน้ำได้ น้ำแห้งแล้ว “หินปูน” ก็แปรรูปทรงไปต่างๆนานาตามเหตุปัจจัย โดยเฉพาะตามแรงโน้มถ่วงของโลก

หินทราย..มีทั้งหินทรายอ่อนและหินทรายแข็ง ส่วนที่อ่อนเวลาถูกน้ำฝนกัดกร่อน ก็จะเป็นหลุมกลมกลึงรูปทรงต่างๆ ที่เรียกว่า “โบก” ตามภาษาถิ่น เนื่องจากเป็นทรายประกอบส่วนกัน ผิวภายนอกเวลาเราสัมผัสมันจึงสากมือสากเท้า แต่ภายใต้ความสากของหินทรายที่แข็งเสมอกัน เวลาน้ำฝนชะผิวมันจะไม่มีเหลี่ยมมีคมแบบ “หินอัคนี” ส่วน “หินปูน” ที่เมื่อถูกฝนกร่อน หินปูนจะละลายออกมา ส่วนหินที่ไม่ถูกละลายมีรูปร่างคล้ายฟันฉลามที่ยื่นไปบนฟ้า (ส่วนที่ละลายก็ย้อยแหลมลงมาที่เราเรียกว่าหินย้อยนั่นเอง) แน่นอน..ถ้าใครเหยียบลงไปบนคมหินฟันฉลามของหินปูนรับรองได้เลือดแน่ๆ 

ใครปีนไปบนหินปูนแหลมๆ จึงต้องใส่รองเท้าหนามากๆ ถ้า..ไม่ได้ใส่รองเท้าที่หนาและไม่ระวังกับการเดินบนของแหลมก็เตรียมไปหาหมอได้เลย 

รูปทรงต่างๆ ของภูเขาหินปูนกับภูเขาหินทรายให้จินตนาการดีด้วยกันทั้งคู่ ทั้งภูเขาหินทรายและภูเขาหินปูนจึงมักมีคนไปเที่ยวดูเสมอ

หิ
นบางก้อนที่ถูกฝนกัดกร่อนตรงช่องเขาเหมือนรูปหัวใจก็ดี หินกลมกลึงอยู่บนกลุ่มหินที่เรียงกันเป็นรูปคล้ายรถไฟก็ดี เป็นรูปคล้ายสิงห์ก็ดี เป็นสะพานข้ามช่องเขาก็ดี เป็นจุดชมวิวอันน่าหวาดเสียว (เพราะเป็นแท่งหินทรายที่ถูกฝนกัดจนยาวรียื่นออกไปในอากาศ ที่เบื้องล่างลึกลงไปเป็นร้อยๆ เมตรก็ดี สร้างจินตนาการให้คนไปเยือนได้เป็นอย่างดี 
ความหลากหลายทางธรรมชาติของป่าดิบแล้งที่เขียวขจียามหน้าฝนทำให้นักเดินทางมีจิตใจเบิกบาน

การได้มองไกลจากยอดเขาลงไปตามหุบเขาที่เต็มไปด้วยป่าไม้ธรรมชาติ หรือพื้นที่ด้านล่างที่เต็มไปด้วยป่ายางเขียวขจีนับล้านๆ ไร่ยาวนับสิบๆกิโล ให้ความรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อยออกจากการมองในกำแพงคุกแห่งชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี   
ภูเขาเทือกนี้เป็นกลุ่มเดียวกับภูทอกที่คนนิยมไปเที่ยววัดป่า มันเป็นกลุ่มเขาที่พระอีสานนิยมมาปฏิบัติธรรมกันมาก เพราะมีถ้ำหรือชะง่อนผาไว้หลบฝนได้ดี พูดภาษาพระก็เรียกกันว่า สัปปายะนั่นแหละ หลวงปู่เกจิอาจารย์ทั้งหลายในอีสานก็อาศัยป่าเขาหินทรายเหล่านี้นี่แหละ “ออกธุดงค์” ไปหาสัจธรรม ไม่ว่าสายไหนต่อสายไหนในอดีต..ใช้เป็นที่ธุดงค์กันทั้งนั้น ทว่าปัจจุบัน..พระธุดงค์แทบจะหมดสิทธิ์เดินธุดงค์ในป่าธรรมชาติแล้ว เพราะมีการขีดเส้นแผ่นดินให้เป็นสิทธิส่วนบุคคลบ้าง สิทธิของราชการ (ป่าสงวน ป่าอนุรักษ์ ป่าอุทยาน ป่าเขตรักษาพันธุ์) บ้าง เดินธุดงค์ไปทางไหนก็ “โดนสิทธิ” ล้อมกรอบ เป็น “กำแพง” ที่มองไม่เห็น (แต่มีจริงตามกฎหมาย) ในทุกด้าน 

ด้วยเหตุนี้การเข้าถึงธรรมชาติหรือกฎธรรมชาติแบบดั้งเดิมแบบปลีกวิเวกจึงหายไปตามความเจริญของเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและมายาคติ แต่ธรรมก็คือธรรมเราจะหาธรรมจากที่ไหนก็ได้..ถ้าเรามีสัมมาทิฐิและปฏิบัติตามมรรคแปดของพระพุทธองค์ 

สมัยก่อน ก่อนที่จะมีการเตรียมการเป็นป่าชนิดใดชนิดหนึ่งของทางราชการในเทือกป่ากะลา ภูสิงห์นี้ มีสำนักสงฆ์ที่อยู่รอบพื้นที่หมื่นสองพันกว่าไร่นี้ ไม่ต่ำกว่า 20 สำนักสงฆ์ทีเดียว ส่วนจะดีหรือดีแค่ไหน อย่างไร..ก็แล้วแต่คนตีความ..บางทีพระดี คนตีความซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ไร้เดียงสาก็ว่าไม่ดี เพราะเอากรอบกฏหมายไปวัดธรรม บางทีพระไม่ดี คนบางคนก็อาจจะว่าดี เจ้าหน้าที่ก็อาจจะบอกว่าไม่ได้ดีหรือดีก็ได้ เรื่องอยู่ใต้ดีหรือไม่ดีหรืออยู่เหนือดีหรือไม่ดีก็แล้วแต่ภูมิธรรมหรือเหล่าบัวของแต่ละคน 

เราจะเห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้สวยงามบนภูเทือกนี้ ต่างจุดต่างมุมกันของเหลี่ยมเขา แต่ละจุดที่มีพระอาทิตย์ขึ้นตกมีฉากงามให้ถ่ายรูปสวยด้วยกันทั้งนั้นกัน ถ้าได้ช่างภาพฝีมือดีมาเจียรไนตามฤดู ตามกาลเวลาของมัน..รับรองภูสิงห์กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีค่าของอีสานอีกแห่งหนึ่งแน่นอน..
เชื่อหัวไอ้เรืองเต๊อะ!

ปล. แหล่งท่องเที่ยวบนเทือกเขาป่าภูสิงห์หรือชื่อเต็มว่า..ป่าดงดิบกะลา ป่าภูสิงห์และป่าดงสีชมพูดังนี้ครับ
หินสามวาฬ หินรถไฟ หินหัวช้าง ส้างร้อยบ่อ ลานธรรมภูสิงห์ ขัวหิน ถ้ำใหญ่ จุดชมวิวถ้ำฤาษี กำแพงหินภูสิงห์ ลานหินลาย หินหัวใจหล่น

ขอบคุณนายทรัพย์สิน จงดี หน.ศูนย์จัดการกลุ่มป่าสงวนที่ 154 และผู้ช่วยเด่น ขอบคุณ ททท.สำนักงานอุดรธานี
ผู้ชม: 1,806

แสดงความคิดเห็น