บูชาพนมรุ้งและปรากฏการณ์พระอาทิตย์ลอด 15 ช่องประตู

บูชาพนมรุ้งและปรากฏการณ์พระอาทิตย์ลอด 15 ช่องประตู
พิธีบูชาปราสาทหินพนมรุ้งระหว่าง 3-5 เมษายน 2560 นี้ ออกจะยิ่งใหญ่เป็นพิเศษ เพราะมีนักแสดงซึ่งเป็นนักเรียนนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก ไม่เพียงแต่เท่านั้น ยังมีบรรดาทหารเกณฑ์จากพื้นที่เข้าร่วมแห่ด้วยอย่างคับคั่ง

สีสันของเครื่องแต่งกายที่ทำด้วยผ้าพื้นเมืองของบรรดาผู้แสดงเป็นนางอัปสรา ทำให้วัยรุ่นที่มาร่วมงานดูดีมาก พวกเขาและเธอออกจะภาคภูมิใจที่ได้มาร่วมงานและที่สำคัญก็คือ..ได้มีโอกาสได้เซลฟี่รูปของตัวเองไปสู่หมู่เพื่อนฝูง ญาติพี่น้องที่รู้จัก แน่นอนว่า..รูปถ่ายเหล่านั้นถูกส่งต่อไปยังคนแล้วคนเล่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จากนาทีสู่นาทีช.ม.ต่อชั่วโมง วันต่อวัน โดยที่ไม่ต้องใช้หน่วยงานการประชาสัมพันธ์ที่ไหนให้ยากเลย

ผมได้มีโอกาสได้ถ่ายรูปให้เด็ก ๆ เหล่านั้นหลายต่อหลายคน หลายต่อหลายกลุ่มโรงเรียน พวกเขาและเธอซึ่งสีผิวที่หลากหลายแบบคล้ำ ๆ กลายมาเป็นคนที่มีสีผิวโทนเดียวกัน นั่นหมายถึงการง่ายต่อการถ่ายภาพมากขึ้นเพราะสีผิวไม่คอนทราสต์กันมากนัก จะตัดสวยตัดงามกันก็ด้วยเรื่องหน้าตาและเฉดสีของผ้าที่นุ่งนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม..ด้วยความเป็นวัยรุ่นแล้ว..ทุกคนสวยสดใสเสมอ ๆ กัน

ผู้ชายที่มาร่วมงานนี้มีไม่มากนักเมื่อเทียบกับผู้หญิง อาจจะเป็นเพราะการบูชาพระศิวะแห่งปราสาทหินแห่งนี้ต้องใช้ผู้หญิง (อัปสรา) มากก็ไม่ทราบงานนี้มีถ่ายทอดสดและมีการบันทึกเทปเอาไว้ด้วย..จึงทำให้ช่างภาพต้องถูกขีดวงจำกัด ด้านหนึ่งก็ลำบากนิดหนึ่งแต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ไม่ดูจุ้นจ้านจนเกินไป สำหรับคนที่มีเลนส์สั้น ๆ แล้ว ภาพอาจจะออกมาไม่ดีนัก แต่สำหรับช่างภาพที่มีเทเลยาว ๆ แล้ว มันคือโอกาสที่จะได้ภาพสวยกว่าคนอื่นแน่นอน

งานนี้ผมไม่ได้อนาทรร้อนใจ เพราะเตรียมเทเลยาวเอาไว้พร้อม ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้มาก่อนเลยว่า มุมสวย ๆ คือมุมไหน อย่างไร เพราะแต่ละมุมแต่ละช็อตนั้น..การใช้เลนส์ที่เหมาะสมกับจังหวะงาน กับพื้นที่ของแต่ละงานไม่เหมือนกันก็ได้ภาพมาอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ สวยหรือไม่สวยก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน
เสียดายที่งานเริ่มช้าไปนิดหนึ่งเพราะบุคคลสำคัญของงานแต่งตัวช้าไปหน่อย ทั้ง ๆ ที่ควรจะมาแต่เนิ่น ๆ ภาพในวันแรกจึงออกมาในช่วงที่กำลังมืด ซึ่งแสงอาจจะไม่สวยนัก ประกอบกับเป็นช่วงที่มรสุมเข้าประเทศไทยด้วย ฟ้าจึงไม่สวยเท่าที่ควร แต่วันที่ 2 รูปออกมาสวยเพราะได้เวลาที่มีแสงโทนอุ่นทแยงเหมาะเจาะพอดี ประกอบกับความชำนาญอันเกิดจากได้ทดลองเดินบูชาในวันแรกด้วยแล้ว วันที่สองจึงออกมาสมบูรณ์ ต้องชื่นชมจังหวัดที่สามารถขอความร่วมมือโรงเรียนในแต่ละอำเภอเข้ามาร่วมแสดงได้มากสมใจ ความภาคภูมิใจของเด็กวัยรุ่นเหล่านั้นก็คือความภาคภูมิใจของความเป็นบุรีรัมย์ของอนาคตนั่นเอง

การปลูกฝังในศิลปะการแสดง การปลูกฝังจิตใจที่เสียสละ การฝึกการทำงานร่วมกันเป็นทีม มีค่ากับผู้ใหญ่ในอนาคตเหล่านั้นมากกว่า Value ที่คิดได้เป็นตัวเงินนัก การยิ้มแย้มแจ่มใสในฐานะของการเป็นเจ้าบ้านที่ดีของคนบุรีรัมย์ที่ผมได้เจอ ทำให้ผมซึ่งไม่เคยมางานนี้เลย รู้สึกประทับใจและภาคภูมิใจของความเป็นคนบุรีรัมย์ไปกับเขาด้วย..

ในจำนวนปราสาทหินในประเทศไทย ปราสาทหินพนมรุ้งที่ตั้งอยู่บนภูเขาไฟที่ดับแล้วแห่งนี้ สามารถถ่ายภาพได้สวยกว่าที่ไหน ๆ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายภาพขึ้นไปตามบันไดนาคหรือย้อนจากตัวปราสาทลงมา ขอแนะนำในฐานะช่างภาพว่า..ถ้าตรงบันไดทางขึ้น..สามารถจัดนางอัปสราขึ้นไปรำเต็ม ๆ บนบันไดทางขึ้น-ลง โดยถ่ายให้เห็นตัวปราสาทได้เต็ม ๆ ไปพร้อม ๆ กัน ภาพนั้นจะขายได้ไม่ใช่ “ความเป็นพนมรุ้ง” เท่านั้น แต่ยังขาย “ความเป็นบุรีรัมย์” “ความเป็นอีสานใต้” ได้ทั้งภาคได้อีกด้วย
เสร็จจากภาคการบูชาแล้ว ด้านบนจะมีการจำลองแสงสีของพระอาทิตย์ส่องลอดช่องประตูให้ทุกคนดู ภาพจำลองที่ถ่ายออกมาก็สวยดีมาก ในขณะเดียวกันด้านล่างก็มีการโชว์ตัวของ “น้องแต้ว” ผู้ซึ่งแสดงเป็นนาคีและอื่นๆ
ผมออกจะไม่เข้าใจนักว่านาคีเข้ามามีบทบาทนำในความเป็นพนมรุ้งซึ่งเป็นปราสาทขอมได้อย่างไร แต่ก็ช่างเถอะ Theme นี้อาจจะเป็น Theme ชั่วคราวสำหรับช่วงที่นาคีกำลังขึ้นหม้อก็ได้ (นาคีมาถ่ายทำที่พนมรุ้งด้วย)
พวกช่างภาพเราขึ้นไปถ่ายทางช้างเผือกกันตั้งแต่กลางคืน ผมไปแต่ตีห้ากว่า ๆ ก็เพื่อไปรอถ่ายภาพพระอาทิตย์ส่งลอดช่อง 15 ประตู มีช่างภาพไปอยู่ก่อนผมและพรรคพวกหลายคน..โดยเฉพาะพวกทีวี ผมและพวกภาพนิ่งอื่น ๆ จึงมีโอกาสแทรกตัวเข้าไปได้บ้าง เมื่อถึงเวลาตามนัดกับพระอาทิตย์ ท่านก็โคจรมาตรงเป๊ะพอดีไม่มีคลาดเคลื่อน 3-5 เมษายนทุกปี นี่เป็นเทคโนโลยีและโนวฮาวของอินเดียแท้ๆ !

ปรากฏการณ์นี้จะเกิดขึ้น 4 ช่วงใน 1 ปีคือ 3-5 เมษายน และ 8-10 กันยายนของทุกปี พระอาทิตย์จะ “ขึ้น” ส่องแสงลอดช่องประตูทั้ง 15 บาน 6-8 มีนาคม และ 6-8 ตุลาคม ของทุกปี พระอาทิตย์ก็จะ “ตก” ลอดช่องประตูแบบเดียวกัน
ระหว่างที่ผมทำการถ่ายภาพอยู่นั้น..ก็มีบรรดาผู้ที่นับถือพระศิวะมาสวดมนต์ขึ้นพร้อมกันข้าง ๆ ที่ผมและช่างภาพอื่น ๆ นั่ง ครั้นพระอาทิตย์ลับขอบประตูที่ส่องผ่านศิวลึงค์ไปแล้ว พวกเขาก็วิ่งไปอธิษฐานกับศิวลึงค์กันเต็มไปหมด บางครั้งก็มีเสียงหวีดร้องของผู้ศรัทธาอยู่เป็นระยะๆ การหวีดร้องนี้ไม่ใช่แต่งานพิธีนี้เท่านั้น ผมเห็นการหวีดร้องในงานไสยศาสตร์แบบอื่น ๆ ด้วย ส่วนจะจริงหรือเป็นเรื่องจิตอ่อนก็ต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละคน ผมมีภาพถ่ายมาให้ดูทั้งงาน..ครับ
ปล.1 ปราสาทหินพนมรุ้งสร้างขึ้นมาในยุคพุทธศตวรรษที่ 15 โดยพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 3 ซึ่งพระองค์เป็นกษัตริย์ของเมืองพระนคร (อยู่ที่เสียมเรียบในปัจจุบัน) ต่อมาพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ซึ่งอยู่ในช่วงปี พ.ศ. 1511-1544 ทรงอุทิศที่ดินและข้าทาสบริวารมาดูแล สมัยพุทธศตวรรษที่ 17 พระเจ้านเรนทราทิตย์แห่งราชวงศ์มหิธรปุระสร้างเพิ่มเติมและมาบำเพ็ญเพียรในฐานะโยคีในที่แห่งนี้ หลายคนบอกว่าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่นับถือพุทธมาเกี่ยวข้องด้วยภายหลัง เรื่องนี้ก็ต้องพิสูจน์ทราบกันต่อไป

ปล.2 ปราสาทหินพนมรุ้งเป็นเส้นทางที่เรียกกันว่าเส้นทางมรรคาหรือเส้นทางที่เชื่อมต่อระหว่างเมืองพระนครกับปราสาทหินพิมายซึ่งเป็นเมืองใหญ่ในยุคนั้น สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท.สำนักงานสุรินทร์ และอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งครับ

ผู้ชม: 1,190

แสดงความคิดเห็น