บุญคูณลาน (บุญเดือนยี่)

บุญคูณลาน (บุญเดือนยี่)
บุญนี้เป็นหนึ่งในฮีตสิบสองคองสิบสี่ของคนอีสานและคนลาว เพราะทั้งคู่ต่างสืบสายประเพณีเดียวกันมา 
ที่นวดข้าวในอดีตเขาจะทำเป็นพื้นที่ลานเรียบ ๆ เพื่อให้วัวควายมาย่ำข้าว ย่ำหรือนวดเพื่อให้เมล็ดข้าวที่ติดกับรวงแยกออกจากกัน 
ได้ข้าวแล้วก็แยกฟางออกแล้วก็เอาข้าวเปลือกที่ได้มากองรวมกันเรียกว่าคูณซึ่งหมายถึงกองรวมกันให้สูงขึ้น (พูนขึ้น ทวีขึ้น)

ครั้นต้องการทำบุญบวกกับการรำลึกถึงบุญคุณของแม่โพสพเพื่อให้แม่โพสพให้ข้าวในปีต่อๆ ไปให้มากขึ้น ก็นิมนต์พระมาทำพิธี จะทำที่วัดหรือจะทำที่บ้านก็ได้ ถ้าทำที่วัดเรียกบุญคูณลาน แต่ถ้าทำที่บ้านเรียกว่า “บุญกุ้มข้าว”พิธีนี้จะทำหลังเก็บเกี่ยวแล้ว (ความจริงเก็บเกี่ยวมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมมาแล้ว) แต่เวลาช่วงนี้ (เดือน2)อาจจะมีความพร้อมมากกว่า 

ถ้าทำที่วัด คนในหมู่บ้านก็จะเอาข้าวของแต่ละบ้านมากองรวมกันเพื่อร่วมทำพิธี มีการเอาสายสิญจน์โยงรอบกองข้าว ให้พระมาสวดให้พร หลังจากนั้นก็ถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ข้าวที่เอามาร่วมทำพิธีที่วัดนี้นอกจากจะถวายวัด (สมัยก่อนจะใส่ในยุ้งฉางของแต่ละวัด) แล้ววัดก็จะนำมาแจกคนยากคนจนในหมู่บ้าน
ชุมชนเขมรในประเทศไทยและเขมรต่ำ (กัมพูชา) ก็มีพิธีบูชาแม่โพสพแบบเดียวกันแต่อาจจะแตกต่างในเรื่องชื่อแต่กรรมวิธีในการทำบุญก็คล้ายๆ กัน ประเพณีนี้กำลังจะหายไปพร้อมกับกาลเวลา ปราชญ์อีสานจึงแต่งกลอนเรื่องบุญเดือนยี่เรียกร้องให้รักษาประเพณีนี้เอาไว้ว่า...

ฮอดเมื่อเดือนสองอย่าช้าข้าวใหม่ปลามัน
ให้เฮามาโฮมกันแต่งบุญประทายข้าว
เชิญให้มาโฮมเต้าอย่าพากันขี่ถี่
บุญคูณลานตั้งแต่กี้มาถ่อนซ่อยฮักษา

ประเพณีบุญคูณลานนอกจากจะมีการเอาข้าวมากองทำพิธีแล้วเอาข้าวเปลือกถวายวัดเฉยๆ บางแห่งก็ประดิษฐ์เป็นรูปทรงต่าง ๆ เช่นเอาข้าวมาโยงไปสู่เสาที่อยู่กลางกองข้าวบ้าง ทำเป็นปราสาทข้าวให้ดูสวยงาม อย่างเช่นที่บ้านต้อน ตำบลเหนือ อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ ที่เขาจัดงานบุญบายศรีสู่ขวัญข้าวคูณลาน ที่ ททท.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปส่งเสริม เอามาโชว์ในงานเที่ยวไทยที่สวนลุมพินีท่ามกลางตึกสูงกลางเมืองปีก่อน ๆ นั่นแหละ (คนอีสานถือว่าทุกสิ่งทุกอย่างมีขวัญ (จิตวิญญาณ) ทั้งนั้นแม้จะเป็นวัตถุก็ตาม)

ที่นั่น..ผู้เฒ่าผู้แก่พากันใช้ “รวงข้าว” และ “เมล็ดข้าว” มาประกอบเป็นเสา เป็นหลังคา กลายเป็นปราสาทที่สวยงามเหมือนปราสาทเทพวิมาน ใครเห็นใครก็ทึ่งในการพิถีพิถันสรรค์สร้าง คนทำปราสาทก็มีทั้งคนแก่ที่สืบทอดวิชาเอาไว้ คนหนุ่มก็ใช่ใครที่ไหนหรอกครับ..ก็คือพระเณรในวัดลูกหลานของคนในหมู่บ้านที่บวชนั่นเอง นับเป็นการส่งต่อศิลปะและประเพณีจากรุ่นสู่รุ่นอย่างเป็นไปเอง (ดูรูปประกอบ)
ก่อนที่มันจะเลือนหายไปกับกาลเวลา ที่นั่นได้รับการส่งเสริมจากภายนอก ได้รับความสนใจจากภายนอก จึงไปสร้างความภาคภูมิใจให้แก่คนท้องถิ่นทำงานให้ดีมากยิ่งขึ้น แต่บางครั้งการส่งเสริมมากๆ ก็มีข้อด้อย เพราะมันจะกลายเป็นการอวด การค้าที ทำให้จิตวิญญาณซึ่งเป็นเรื่องทาน ศีล สมาธิและปัญญา ที่เขาสร้างเอาไว้ค่อย ๆ จางหายไป ดังนั้นการสนับสนุนจึงต้องส่งเสริมเรื่อง ศีล สมาธิ ปัญญาที่แฝงอยู่ในประเพณีควบคู่เอาไว้ด้วย ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นประเพณีเพื่อขายมากกว่าที่จะเป็นประเพณีเพื่อดำรงไว้เพื่อจิตวิญญาณที่งดงามตามเจตนาเดิม ซึ่งจะทำให้ฮีตคองของอีสานไม่ยั่งยืน  
เคยเห็นประเพณีแบบนี้หลายแห่งค่อย ๆ จางหายไปกับกาลเวลา ที่หายไปก็เพราะไม่สามารถดำรงจิตวิญญาณแก่นธรรม (ซึ่งเป็นอกาลิโกคือเป็นจริงอยู่อย่างนั้นทุกกาลเวลา) ที่แฝงอยู่ในทุกประเพณี ทุกเรื่องเล่า ประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยไม่ได้ เมื่อประยุกต์ไม่ได้ เรื่องเล่าหรือประเพณีโบราณก็จะกลายเป็นของคร่ำครึ ไร้ค่าไปเช่นเดียวกับ “สังข์ศิลป์ชัย”ที่มีทั้งคุณค่าทางวรรณกรรมและธรรมะแฝงอยู่ สังข์ศิลป์ชัยนั้น ท่านไกรสร พรหมวิหาร นักปฏิวัติลาวถึงกับเอามาเป็นวรรณกรรมที่เป็นเบ้าหลอมเยาวชนให้เป็นคนเสียสละเลยทีเดียว 
ประเพณีเกี่ยวกับข้าวนั้นเป็นประเพณีที่เกี่ยวข้องกับยุคโบราณที่เชื่อเกี่ยวกับผีผู้ทำลายและเทพเทวดาผู้ปกปักรักษา ผู้คนในยุคโน้นต้องยอมจำนนต่อธรรมชาติ นึกเอาเองว่า..มีผู้มีอำนาจลึกลับคอยกระทำคอยบันดาลให้อยู่ดีมีสุข ข้าว (ซึ่งเป็นอาหารหลัก) ได้ปริมาณมากหรือน้อย ครั้นพุทธเข้ามาในดินแดนแถบนี้ ผู้คนก็เลยผสมผสานความเป็นพุทธ+พราหมณ์เข้าไปกับความเชื่อของชุมชน  นั่นแหละจึงเป็นที่มาของพุทธที่เจือด้วยผีและฮินดูที่หลงเหลือกลายเป็นประเพณีที่เชื่อสืบๆ ต่อกันมาในวันนี้
แต่ความเชื่อดังกล่าวแม้ว่าจะดูว่าไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ก็มันใช่ว่าจะไร้ค่า เพราะประเพณีเหล่านั้นเป็น Norm หรือบรรทัดฐานหรือเบ้าหลอม คุณธรรมของชุมชนอีสาน ว่าด้วยเรื่องทาน ศีล ภาวนา เมื่อมาบวกกับความงามของจิตใจจากวิถีการผลิตแบบ Sufficiency Economy จากอดีตก็ทำให้ประเพณีที่เหมือนไม่มีค่าแต่มีค่าทางจิตวิญญาณของความเป็นอีสานนัก ยิ่งได้เบ้าหลอมของฮีต 12 คอง 14 ที่นักปราชญ์อีสานยึดโยงเอาไว้อย่างชาญฉลาดเอาไว้ด้วยจึงทำให้ชาวบ้านบ้านอีสาน (รวมถึงเหนือกลาง ตะวันออกและใต้) ยังคงรักษาประเพณีเหล่านี้ไว้ได้ในกาลเวลาทีกำลังเปลี่ยนแปลง 
ไม่เพียงแต่เท่านั้น มันยังสามารถเอามา “ต่อยอด” การท่องเที่ยว ทำให้เงินไหลเข้าสู่ชนบทเพื่อหล่อเลี้ยงชนบทให้มีชีวิตดีขึ้นได้ ไม่มากก็น้อย ประเพณีเกี่ยวกับข้าวนั้นมีแทบทุกภาค และก็มีตั้งแต่ก่อนปลูก ปลูกแล้ว เก็บเกี่ยวแล้วแทบจะครบวงจรทั้งปี
ปล.ข้าวก็คือหญ้าชนิดหนึ่งที่เมล็ดของมันสามารถมาแปรเป็นอาหารหลักของมนุษยโลกได้ ข้าวมีความหลากหลายทางด้านชีวภาพ (1แสน2หมื่นสายพันธุ์) มาก ขึ้นได้ทั้งในทุ่งหญ้ากึ่งทะเลทรายและพื้นที่ราบมีน้ำท่วมถึง ข้าวกำเนิดมาราว ๆ 16,000-13,000 ปีมาแล้ว ประเทศจีนน่าจะเป็นประเทศแรกในโลกที่ใช้หญ้าหรือข้าวมาเป็นอาหาร ด้วยเพราะเจอหลักฐานในถ้ำ 2 แห่งในมณฑลเจียงซี ในเวียดนาม ในอินเดียก็มีประวัติศาสตร์ให้เห็นเช่นกันแต่น่าจะหลังประเทศจีน นาหว่านเพิ่งจะมีมาเมื่อ 9,000 ปีที่ผ่านมา
ข้าวแบ่งออกเป็นกลุ่มสายพันธุ์ดังนี้คือ
1.ข้าวอินดิก้า (Indica) เป็นข้าวเจ้าที่มีลักษณะเม็ดยาวเรียว ลำต้นสูง เป็นข้าวที่ปลูกในเอเชียในส่วนที่มีมรสุมเช่น จีน อินเดีย ศรีลังกา เวียดนาม พม่า ฟิลิปปินส์
2.ข้าวจาปอนิก้า (Japonica) คือข้าวเหนียวเมล็ดป้อมกลมรี แหล่งกำเนิดทางภาคเหนือของลุ่มน้ำโขงและแพร่หลายไปตามที่ต่าง ๆ ในเขตอบอุ่น เช่น ญี่ปุ่น
3.ข้าวจาวานิก้า (Javanica) เป็นข้าวที่มีลักษณะป้อมใหญ่ ปลูกในอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวัน และหมู่เกาะริวกิว ญี่ปุ่น ข้าวไทยก็มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เช่น ขุดพบแกลบข้าวที่บ้านเชียง เมล็ดข้าวเหนียวที่เจอก็ที่ถ้ำปุงฮุง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมล็ดข้าวดังกล่าวเจริญงอกงามดีในที่สูง


ผู้ชม: 279

แสดงความคิดเห็น

เที่ยว พัก กิน ถิ่นอีสาน

ร้านอาหาร เลยดานัง สาขา 2 เลย

ร้านอาหาร เลยดานัง สาขา 2 เลย

ร้านเลยดานัง เป็นร้านอาหารเวียดนามที่เปิดคู่กับจังหวัดเลยมานานหลายปี สาขาที่ 2 บรรยากาศภายในร้านยังคงตกแต่งแบบเรียบง่าย มีกลิ่นอายเวียดนาม เน้นการบริการแบบเป็นกันเอง บริการอาหารเวียดนามต้นตำรับ มีทั้ง แหนมเนือง, กุ้งพันอ้อย, บั่นหอย, เปาะเปี๊ยะสด, เปาะเปี๊ยะทอด และเพิ่มเมนูพิเศษเอาใจลูกค้าอย่างเมนู ส้มตำ แกงเห็ด เพิ่มความหลากหลายให้กับลูกค้ามากขึ้น เหมาะกับการทานอาหารกับกลุ่มพื่อน คนรู้ใจ หรือมาทานกับครอบครัว

Dai Heng Boutique Hotel สาขา 2

Dai Heng Boutique Hotel สาขา 2

ใดเฮงบูติคโฮเต็ล เปิดให้บริการอยู่ถนนชายโขง ที่ตั้งโรงแรมอยู่ไม่ไกลกันมาก ซึ่งสไตล์การตกแต่งคงคอนเซ็ปต์ของโรงแรมใดเฮงเอาไว้ บรรยากาศทั้งสองที่คล้ายๆ กันตรงที่อยู่ริมแม่น้ำโขง จุดเด่นของสาขาที่ 2 แห่งนี้ก็คือ เพียงเปิดประตูออกจากห้องพักก็สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำโขง ทอดยาวไปจนสุดสายตา นับเป็นเสน่ห์ของเชียงคานที่นักท่องเที่ยวต่างหลงรัก

ครัวคุณปืน เชียงคาน

ครัวคุณปืน เชียงคาน

ครัวคุณปืน ตัวบ้านเป็นสีเหลือง แต่ด้านในทาด้วยสีเขียว บรรยากาศภายนอกมีต้นไม้ล้อมรอบ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้เลื้อย โซนทานอาหารด้านในเป็นเก้าอี้ไม้ ด้านนอกต่อเติมให้เป็นโซนทานอาหารแบบเอาท์ดอร์ ด้วยโต๊ะหินอ่อนหลังคามุงจาก เมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นเมนูจากปลาน้ำโขง อาทิ ปลาช่อนน้ำตก, ปลาลุยสวน และเมนูอื่นๆ อย่าง หมึกสดไข่เค็ม และส้มตำทอด

ดูทั้งหมด