บั้งไฟยโสธร

บั้งไฟยโสธร
ในจำนวนการละเล่นบั้งไฟหรือประเพณียิงบั้งไฟแล้ว บั้งไฟยโสธรเป็นเมืองที่ได้รับการโปรโมทการท่องเที่ยวมากที่สุดมาตั้งแต่นมนาน แม้ความอลังการจะเทียบไม่ได้กับบั้งไฟพนมไพร ร้อยเอ็ดหรือบั้งไฟตะไลล้าน เมืองกาฬสินธุ์ก็ตาม
ปีนี้พ่อเมืองยโสธรจัดงานใหญ่ครับ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวไปเป็นประธานเปิดงานด้วย ผู้ที่เข้ามาร่วมงานมีทั้งคนไทยเราเองและชาวต่างชาติ สื่อต่างชาติและสื่อไทยงานไหนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดลงมาอำนวยการเอง งานนั้นจัดเต็มละครับโดยเฉพาะ “ขบวนแห่” ปีนี้ทุกอำเภอส่งงานมาประกวดประขันกันเต็มที่..โดยมีนายอำเภอแต่ละอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียนแต่ละโรงเรียนในแต่ละท้องถิ่นที่มีกำลังพลคือนางรำ นายรำ (เดี๋ยวนี้เขาเอานายรำมาขึ้นหน้าขบวนแทนนางรำซึ่งกลายเป็นชนชั้นสองไปแล้วแทบจะทุกจังหวัด) มากันเต็มที่ ออแกไนซ์เซอร์เข้ามาออแกไนซ์งาน ฝ่ายถ่ายทอดสดก็พร้อมทาง ททท. ก็เชิญสื่อมาบวกให้พอสมควรเรียกว่างานสื่องานประชาสัมพันธ์เต็มร้อย 
โดยส่วนตัวคิดว่าปีนี้ทางจังหวัดจัดงานได้ดี..เพราะอย่างน้อย..ไม่ขายหน้ารัฐมนตรีท่องเที่ยว สื่อต่างชาติ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาจากญี่ปุ่น สิงคโปร์และมีบรรดาเขยฝรั่งที่พาลูกเมียมา
เสียอย่างเดียวที่ยโสธรจุดบั้งไฟน้อยไปหน่อย ไม่สมกับความเป็นเมืองบั้งไฟ
ซึ่งก็ต้องเห็นใจพ่อเมือง เพราะพ่อเมืองผิดนโยบายจากส่วนกลางเมื่อไหร่..ก็อันตรายต่อตัวเองเมื่อนั้น
ความจริงแล้วการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยประเพณีอย่างนี้เป็นเรื่องธรรมชาติของคนในท้องถิ่นอีสาน อีสานนอกจากการออกมาขายแรงงาน ขายข้าวกันแล้ว ก็มีประเพณีอันเกิดจากฮีต 12 คลอง 14 นี่แหละที่ช่วยให้อีสานเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจขนานใหญ่ ชาวบ้านได้ขายของอันเกิดจากการผลิตของท้องถิ่นเช่นขายข้าว ขายเสื้อผ้าฝีมือท้องถิ่น ขายอาหาร ขายที่พักโรงแรม ฯลฯ 

ททท. ก็สามารถทำตลาดผ่านกิจกรรมของฮีต 12 คลอง 14 นี่แหละเป็นฐานปีหนึ่งๆ
เงินหมุนเวียนอันเกิดจากกิจกรรมทางประเพณีเหล่านี้..นับจำนวนไม่ได้ ทั้งปีไม่ใช่เป็นร้อยๆล้านแต่น่าจะเป็นพันๆล้านเสียด้วยซ้ำ มันเป็นเศรษฐกิจชาวบ้าน โดยชาวบ้าน ไม่ใช่เศรษฐกิจราชการเป็นผู้สร้างขึ้น แต่ราชการเก่งก็ต่อยอดให้มันดูดีและยั่งยืนขึ้น ด้วยการควบคุมให้มันอยู่ในครรลองครองธรรมที่ควรจะเป็น (โดยไม่สวนทางกับวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นหรือ Norm ของท้องถิ่น) นอกจากจะไม่ขัดแย้งกับชาวบ้านแล้ว ก็ยังจะได้ใจชาวบ้านอีกต่างหาก เรียกได้ว่าวินๆด้วยกันทั้งสองฝ่าย ทั้งฝ่ายประชาชนและฝ่ายผู้ปกครอง


การจัดขบวนแห่ของจังหวัดและของท้องถิ่นนั้นแม้จะดูดีกันทุกขบวน แต่การร้องการรำก็ยังเป็นแบบโบราณ ยังไม่ 4.0 มากนัก (ยกเว้นเลิงนกทาที่ประยุกต์เก่ง) แต่ก็น่าเชื่อว่า..ผู้ว่าราชการจังหวัดคนนี้ยังอยู่..ก็น่าจะพัฒนากิจกรรม พัฒนาเมืองยโสธรได้ดีขึ้นเรื่อยๆเพราะท่านยังหนุ่มยังแน่นและกระตือรือร้นดี
ผมเอารูปถ่ายกิจกรรมที่จัดมาให้ดูนะครับ ยโสธรก็มีความหลากหลายทางด้านชนเผ่าเช่นกัน ที่นั่นเขามีผ้ายโสธร มีหมอนขิต มีกระติ๊บข้าว (ยโสธรส่งออกด้วยนะครับ) แตงโมและอื่นๆมาขายในงานนี้ก็พอจะไปได้ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ล่ะครับ 


เสียอย่างเดียวคือ..ปีนี้ “พญาแถน” ให้น้ำเสียก่อนตั้งแต่ไม่ได้ยิงบั้งไฟ งานเลยกร่อยไปนิดหนึ่ง แต่ก็ดีที่ฝนเทลงมาสร้างความเย็นให้กับงานก่อนที่จะมีขบวนแห่และการยิงบั้งไฟ ไม่งั้นงานอลเวงแน่ ไม่รู้ใครไปปักตะไคร้เอาไว้ก่อนหรือเปล่า อิอิ!

ผมยังสงสัยอยู่ว่า..หลังจากนี้ไปจังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดกาฬสินธุ์ที่เป็นมหาอำนาจแห่งบั้งไฟหางและบั้งไฟตะไล จะโดนพญาแถนส่งน้ำลงมาก่อนจะมีพิธีแห่และช่วงการยิงบั้งไฟหรือไม่?
ยังไงๆผู้ร่วมงาน (รวมทั้งพ่อค้าแม่ขาย) คงต้องเตรียมตัว (พกเสื้อกันฝน ผ้ากันฝน) ป้องกันฝนของพญาแถนเอาไว้ล่วงหน้ากันแล้วล่ะครับ ปีนี้ท่าทางฝนจะดีจริงๆทั้งประเทศ

ขอบคุณพญาแถนและขอแสดงความเป็นห่วงคนกรุงเทพฯที่ไม่ชอบฝนด้วยครับ! 

ผู้ชม: 111

แสดงความคิดเห็น