ประสบการณ์การถ่ายรูปบั้งไฟ

ประสบการณ์การถ่ายรูปบั้งไฟ
เห็นหลายคนไม่กล้าไปดูบั้งไฟเพราะกลัวว่าบั้งไฟจะระเบิดใส่ จนต้องบาดเจ็บหรือพิการ ในฐานะที่ไปถ่ายรูปบั้งไฟติดต่อกันมา 2-3 ปี เห็นว่ายุคที่เทคโนโลยีการทำบั้งไฟดีขึ้นเรื่อยๆ การใช้วัสดุก็ไม่ใช่แป๊บน้ำที่น่ากลัวแบบเดิม การไปดูบั้งไฟสำหรับผมไม่ใช่เป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่ได้รับทั้งความสนุกสนานและความตื่นเต้นไปพร้อมๆกัน
ไปดูในโรงงานที่แต่ละแห่งผลิตซึ่งปัจจุบันโยกย้ายไปนอกหมู่บ้านและชุมชนกันแทบทั้งหมด แต่ละแห่งก็รักษาความปลอดภัยกันเต็มที่ ใครติดบุหรี่ก็ออกไปไกลๆ เลยการลำเลียงไปก็มีจุกปิดท่อและได้รับการดูแลอย่างดี บางแห่งก็ไม่ได้ใช้คนจุดนะครับ ใช้บรูธูทนี่แหละ จุดอยู่ในรัศมีอยู่หลังบังเกอร์ไม่ต้องเข้าไปใกล้เลย เซฟกว่ากันเยอะ  
แต่หลายคนบอกว่าจุดแบบใช้บลูทูธมันไม่ท้าทาย (อาจจะไม่รู้วิธีก็ได้อิอิ) ก็เลยใช้จุดโดยไฟกันเหมือนเดิม จุดแล้วก็โกยอ้าวแบบสนุกสนาน ถ้าบั้งไฟอันไหนระเบิดกลางอากาศ บั้งไฟอันไหนร่มไม่กาง บั้งไฟอันไหนติดปัญหา..ทั้งทีมก็หน้าเหี่ยวเศร้าสร้อยไปตามๆกัน ทีมไหนจุดสำเร็จ จะขึ้นสูงขึ้นต่ำอย่างไรก็ไชโยโห่ฮิ้วกันเหมือนคนบ้า ตลกดี!
คนดูบั้งไฟที่บ้านกุดหว้าและที่ยโสธร ถูกกันไปให้อยู่ไกลแหล่งจุดมาก เรียกได้ว่าโอกาสที่จะโดนสะเก็ดบั้งไฟระเบิดแทบจะไม่มีเลย โดยเฉพาะบั้งไฟที่ทำจากท่อเอสล่อน ส่วนท่อแป๊บที่ทำด้วยเหล็ก (มีเฉพาะบั้งไฟตะไล) ผมก็ยังไม่เห็นความน่ากลัว เพราะยังไม่เห็นระเบิด เห็นแต่ร่มไม่กางแล้วดิ่งลง ถ้าเป็นกลางวันก็ไม่ต้องห่วงคือหนีทันแน่นอน ยกเว้นคนไม่ดูฟ้า
บั้งไฟที่ทำด้วยท่อเอสล่อน เวลาระเบิดมันก็ปลิวกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแต่ไม่ได้มีพลังทำลายสูงแบบท่อเหล็กแบบแต่ก่อน ผู้เขียนเคยอยู่หน้าบั้งไฟระเบิดห่างไม่ถึง 10 เมตร ก็ไม่ได้รับอันตรายเช่นเดียวกับคนอื่นๆที่อยู่ใกล้กว่า
อย่างไรก็ตาม..การถ่ายภาพบั้งไฟนั้น..อยู่ไกลเอาไว้ได้เป็นดี ทั้งนี้เพื่อป้องกันความผิดพลาดทำนองเซฟตี้ เฟิร์ส อะไรทำนองนั้น ถ้ายิ่งได้สวมหมวกกันน็อคด้วยยิ่งดีเข้าไปใหญ่

เลนส์ที่เหมาะสมสำหรับการถ่ายภาพนั้นเป็นเลนส์ช่วงระยะ 70-200 ครับ เลนส์ช่วง 24-70 ก็ใช้ได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้ภาพกว้างนั่นเอง เลนส์อันหลังนี่ใช้ถ่ายวีดีโอดีเลยครับ ได้ทั้งกิจกรรมการเซิ้งและควันไฟไปพร้อมๆกัน ตรงตามหลัก “รูปเดียวสะท้อนภาพได้ทั้งงาน” จริงๆ โดยส่วนตัวนอกจากเลนส์ 70-200 แล้ว ผมก็นิยมใช้เลนส์ 300 ด้วย เพราะเลนส์ดังกล่าวให้ภาพบั้งไฟที่น่าตื่นเต้นกว่าเลนส์ระยะใดๆ แถมออกจะปลอดภัยกว่าเพราะต้องอยู่ไกลเพื่อให้ระยะเลนส์ทำงานได้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม..การใช้เลนส์ชนิดไหนก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของคนถ่ายภาพ บางคนถนัดเลนส์มุมกว้าง บางคนถนัดเลนส์มุมแคบ แต่ละคนก็ถ่ายทอดภาพถ่ายออกมาในสไตล์ของแต่ละคนกันไป
ไม่ว่ากันครับ..ใครจะใช้เลนส์อะไรถ่าย..ถ้ามีเนื้อหาและองค์ประกอบศิลป์ที่ดีก็ดีหมด
นี่ผ่านไปแล้ว 2 งานที่สำคัญคืองานบั้งไฟหางของยโสธรซึ่งเสมือนเป็นการเปิดหน้าของบุญบั้งไฟทั้งมวล งานนั้นบั้งไฟไม่เยอะแต่ขบวนแห่สุดยอด เพราะผู้ว่า (ซึ่งน่าจะเป็นดาวรุ่งของมหาดไทยคนหนึ่ง) ลงมาเล่นเอง
งานที่สองก็คืองานบั้งไฟตะไล (สิบ) ล้านนั่นแหละ ทั้งบั้งไฟตะไลสิบล้านและล้านปีนี่มีด้วยกัน 16 บั้ง โดยมีบั้งไฟสิบล้าน 2 บั้ง แต่ละบั้งไฟสิบล้านก็มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 500 กิโลทีเดียว ส่วนบั้งไฟแสนมีเยอะครับ ไม่ได้จดจำงานใหญ่อีกงานหนึ่งก็คืองานบั้งไฟพนมไพรครับ งานบั้งไฟพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ดถือได้ว่าเป็นงานที่ใหญ่ที่สุดของงานบั้งไฟหางก็ว่าได้ ที่นั่นเขาจัดแข่งกันมานาน..ตั้งแต่ผมยังเป็นวัยรุ่น 20-30 ปีก่อนก็ไปถ่ายภาพทำข่าวงานนี้แล้ว

บั้งไฟที่นี่มีฐานยิงเยอะครับ ทั้งฐานยิงบั้งไฟล้าน บั้งไฟแสนและบั้งไฟหมื่น (ซึ่งดูเป็นขนมเด็กไปเมื่อเทียบกับบั้งไฟล้านหรือสิบล้าน) และก็ด้วยว่ามันทำด้วยท่อเอสล่อน..การระเบิดแต่ละลูกจึงไม่ได้มีรัศมีไกลจึงค่อนข้างจะปลอดภัยเมื่อเทียบกับบั้งไฟตะไลเลนส์ที่ผมใช้บ่อยก็คือเลนส์ 70-200 นั่นแหละครับ ส่วนเลนส์มุมกว้างก็เอาไว้ถ่ายการร่ายรำบูชา พิธีและขบวนแห่ในจำนวนขบวนแห่ทั้งสามงานคืองานขบวนแห่บั้งไฟยโสธร ขบวนแห่บั้งไฟตะไลล้านของบ้านกุดหว้า อ.กุฉินารายณ์ ขบวนแห่บั้งไฟของอำเภอพนมไพรนั้น ขบวนแห่บั้งไฟของจังหวัดคือยโสธรดีที่สุด เพราะสามารถเกณฑ์เด็กมัธยมมาร่วมขบวนแห่ได้ (เพราะผู้ว่าลงมือจัดงานเอง) เด็กมัธยมเหล่านี้เก่งการฟ้อนมาก นัยว่าได้รับรางวัลใหญ่มาแล้วโดยเฉพาะเด็กจากเลิงนกทา (ซึ่งได้มาโชว์ในงานเที่ยวไทยที่สวนลุมพินีด้วย)

ส่วนงานบั้งไฟของกุฉินารายณ์ที่บ้านกุดหว้า ซึ่งชนเผ่าส่วนใหญ่เป็นผู้ไทนั้น ทางองค์กรท้องถิ่นก็พยายามจัดกันอย่างเต็มที่..แม้ว่าผู้ว่าราชการจังหวัดจะลมาเล่นด้วย แต่เมื่อไม่ใช่งานของจังหวัดโดยตรง ขบวนก็เลยเป็นรองยโสธรไป

งานบั้งไฟพนมไพรนั้นใหญ่โตครับ เพราะมีความเกี่ยวเนื่องกับความเชื่อที่มากกว่าความเป็นพญาแถนรบกับพญาคันคาก เพราะการจะยิงบั้งไฟต้องเอาไปถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในวัดประจำเมือง แล้วต้องมีพิธีการร่ายรำบูชา บูชาเจ้าเมืองพนมไพรอีกต่างหาก งานพนมไพรจึงมีประชาชนเข้าร่วมมาก
อย่างไรก็ตาม..มันอาจจะมากอาจจะเยิ่นเย้อสำหรับคนดูที่ไม่คุ้นชิน แต่มันก็เป็นวิถี เพราะปีหนึ่งๆ ประชาชนผู้แก่แม่เฒ่า จะได้มีโอกาสได้ออกมารื่นเริงด้วยการรำก็เพียงแค่ไม่กี่ครั้ง ซ้อมมาก็เต็มที่สำหรับงานนี้ จะไม่ให้เยิ่นเย้อก็ขัดใจวัยรุ่นตอนปลายเอาเสียเปล่าๆ

ประเพณีบั้งไฟเป็นหนึ่งในบุญประเพณี12 เดือนของอีสานที่เรียกว่า ฮีต 12 คลอง 14 ที่สำคัญที่สุดประเพณีหนึ่งเพื่อขอฟ้าขอฝนจากพญาแถน ซึ่งรบแพ้พญาคันคากจากเมืองมนุษย์จนต้องยอมแพ้และสัญญาจะยอมให้ฝนตกเมื่อได้รับการร้องขออดีตที่ผ่านมา อีสานทั้งอีสานอยู่ได้ด้วยการเกษตรกรรม การพึ่งฟ้าพึ่งฝนจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับยุคที่ไม่มีเทคโนโลยีและโนวฮาวการผันน้ำ สร้างเขื่อนอย่างในปัจจุบัน การนับถือผี นับถือแถน เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับคนอีสาน 

ผู้ชม: 155

แสดงความคิดเห็น