แห่เทียนเข้าพรรษาเมืองอุบล

แห่เทียนเข้าพรรษาเมืองอุบล
แห่เทียนเข้าพรรษาอุบลเป็นงานที่ ททท. ลงไปช่วยขายช่วยประชาสัมพันธ์มากที่สุดงานหนึ่งทีเดียว ทั้งจัดกิจกรรมแกะสลักเทียนและอื่นๆ ไม่น่าเชื่อว่า “งานแห่เทียนอุบล” เกิดจาก “มรรควิธี” “แก้ปัญหา” “คนตีกัน” ของกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ผู้ดูแลเมืองอุบลราชธานี

ในหนังสือเมืองอุบลหลายต่อหลายเล่มโดยเฉพาะหนังสือคู่มืองานประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาของจังหวัดอุบลราชธานีที่แจกในงานเมื่อกี้ระบุเอาไว้ว่า “กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ได้พบเห็นประชาชนที่จัดงานบุญบั้งไฟบริเวณทุ่งศรีเมือง “ทะเลาะวิวาทกัน” จนบาดเจ็บทั้งราษฎรและเจ้าหน้าที่จำนวนมาก ท่านจึงดำริให้มีการจัดงานแห่ขบวนเทียนรอบเมืองขึ้นแทนประมาณปี 2470” และตั้งแต่นั้นมาก็ได้จัดติดต่อกันมาจนได้รับการต่อยอดให้เป็นประเพณีส่งเสริมการท่องเที่ยวในเวลาต่อมา
ผมไม่แน่ใจว่าประเพณีบุญบั้งไฟอุบลจะยังมีอยู่หรือไม่  แต่ที่แน่ ๆ ก็คือ “บั้งไฟ” ได้รับการโปรโมทในเรื่องท่องเที่ยวให้ยิ่งใหญ่อยู่ที่เมืองยโสธร จังหวัดพี่น้องเดียวกันซึ่งแบ่งดินไปจากเมืองอุบลนั่นแล
ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษาเดิมก็มีอยู่แล้ว เพราะเป็นประเพณีท้องถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่นับถือพุทธศาสนา เพราะในอดีตวัดคือศูนย์กลางของชุมชนและบ้านเมือง ใครจะได้รับการศึกษาหรือเป็นคนที่ทันสมัยก็ต้องผ่านการบวชและเรียนจากวัด และเพื่อไม่ให้พระภิกษุที่นิยมบวชเรียนกันในช่วงดังกล่าวไปเหยียบย่ำข้าว ไปเปียกเวลาฝนตกได้ดีที่สุดก็คือการร่ำเรียนศึกษากันอยู่แต่ในวัด วัดหรือบ้านเรือนสมัยก่อน “แสงสว่าง” นอกจะได้จากพระอาทิตย์ในตอนกลางวันแล้วก็ได้จากตะเกียงหรือแสงจากเทียนในเวลากลางคืนเพื่อกิจกรรมในการบำเพ็ญภาวนา อ่านหนังสือ ฯลฯ นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้การแห่เทียนไปถวายวัดเพื่อจุดให้พระเณรได้ดูหนังสือหรือปฏิบัติธรรมในเวลากลางคืนจึงเป็นภารกิจของชุมชนในอดีต แต่เดิมก็ทำกันเล็ก ๆ แต่ต่อมาก็ใหญ่ขึ้น ๆ และใหญ่มากขึ้นก็เมื่อกลายเป็นวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว เพื่อหมุนวงจรเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติและชุมชนในบริเวณนั้น
อินเดียใช้ท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาเช่นเดียวกับจีนและอื่น ๆ ประเทศไทยก็เช่นกันใช้ท่องเที่ยวเพื่อการพัฒนาและให้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมหมุนทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น  ในยุคหนึ่งนักการเมือง นักเศรษฐกิจมองประเด็นนี้กันไม่ออกแต่ปัจจุบันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ หลายหน่วยงานที่มีหน้าที่ก็เริ่มทำหน้าที่ “พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว” โดยไม่ต้องมาแย่งงานททท. ซึ่งมีหน้าที่ทำการตลาดมากขึ้น นับเป็นนิมิตหมายอันดี
สมัยก่อนเทียนทำด้วยขี้ผึ้งครับ เพราะผึ้งทำรังในเดือน 3-5-6 แล้วทิ้งร้างไป (ถ้าไม่ทิ้งร้างชาวบ้านก็ได้ขี้ผึ้งจากการตีผึ้งเอาน้ำหวานมากินและเอารังผึ้งมาทำเทียน) ไปงานปราสาทผึ้งคราวนี้..เห็นชาวบ้านตกแต่งขบวนต้นเทียน “ประเภทติดพิมพ์” และทำต้นเทียนประเภท “แกะสลัก” ด้วยศิลปะใบตองมากขึ้นๆ เรื่อยๆ
อีสานและเหนือเก่งเรื่องศิลปะใบตองมากนะครับ เป็นภูมิปัญญาชาวบ้านจริง ๆ เดี๋ยวนี้มีแหล่งเรียนรู้ต่อยอดได้อีกต่างหาก บ้านเราเมืองเรามีใบตองเยอะนะครับ ใบตองย่อยสลายได้ดีกว่าโฟมเยอะแยะ เป็นปุ๋ยก็ได้ 
เมืองอุบลใช้ใบตองวันหนึ่ง ๆ หลายร้อยตัน ถ้ามีงานแบบนี้น่าจะเป็นพัน ๆ ตันทีเดียว เขาเอาไปห่อแหนมบ้าง หมูยอบ้างไงครับ แหล่งซื้อก็ริมโขงจังหวัดเลยนั่นแหละ นำเข้ามาจากลาวเห็นว่ายากแล้วเพราะเจ้าหน้าที่ไม่ให้นำเข้า ความจริงให้นำเข้าก็ไม่เสียหายอะไรมากหรอกนะครับเพราะเราได้เปรียบดุลการค้าลาวอยู่แล้ว เสียไปบ้างเพื่อแลกเปลี่ยนคงไม่หนักหนาอะไร บ้านเราใบตองจะไม่พอขายอยู่แล้วล่ะครับ
 ไปดูงานแห่เทียนคราวนี้เห็นร่มมากจริง ๆ ดีที่ร่มไม่ได้ติดตราบริษัทเอกชน โฆษณาให้เสียอารมณ์แบบแต่ก่อน แต่บริษัทเอกชนเขาไปเอาคืนในรูปแบบอื่น เช่น อยู่ในขบวนหรืออะไรทำนองนั้น จะเอาเงินเขาเขาก็ต้องมีส่วนได้บ้าง ไม่เช่นนั้นจะเรียกว่า “วินวิน” หรือ?
ชอบใจที่ ททท. เอาเด็กมหาวิทยาลัยและเด็กราชภัฏมาร่วมแข่งกันแกะเทียนประกวดแทนช่างจากต่างประเทศนะครับ เพราะนี่คือการบูรณาการการเรียนการสอนเด็ก ๆ ให้ก้าวเข้ามาสู่เวทีระดับจังหวัด ระดับชาติ  ผมนี่สนับสนุนมาก ๆ เลยที่จะให้บรรดาครูบาอาจารย์เข้ามามีส่วนร่วมในงานใหญ่ ๆ แบบนี้ไม่ว่าจะเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะจิตรกรรม คณะศิลปกรรม คณะนิเทศศาสตร์ หรือคณะอื่นใด ยิ่งวิทยาลัยนาฏศิลป์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องเข้ามามีส่วนร่วมให้มาก ๆ เลย 
ช่างฝีมือสาขาต่าง ๆ ในจังหวัดก็เอามาเถิดครับ เอามาบูรณาการเข้าด้วยกัน ถ้าผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดผมจะเชิญช่างทุกสาขาในจังหวัดเอามาแสดงให้หมด จัดให้ใหญ่ เพราะไหน ๆ ก็เสียเงินแล้ว ทำให้ดีไปเลย จัดโซนให้ชัดเจน รถราจอดให้เป็นที่เป็นทาง จะปิดจะเปิด จะใช้รถรางตรงไหนก็จัดการเสียแต่เนิ่นๆ
ไปดูงานอีสานมาดีแทบจะทุกงาน เสียอารมณ์ก็เรื่องการจัดการจราจร การจัดวางผังงานให้ฟังก์ชั่นกันนี่แหละ ไม่ใช้บริการของพวกสถาปัตย์ (แลนด์สเคป) บ้างเลย 
มั่วอย่างไรก็มั่วอย่างนั้นทุกปี! 

ปล.ไหน ๆ ก็อยากเป็นเออีซีกันแล้ว ทำไมไม่เชิญขบวนเทียนเขมร ลาว เข้าร่วมขบวนด้วยล่ะครับ จังหวัดต่อจังหวัด วัฒนธรรมต่อวัฒนธรรมก็ประสานงานกันได้ไม่ใช่หรือ?

ผู้ชม: 220

แสดงความคิดเห็น

เที่ยว พัก กิน ถิ่นอีสาน

ร้านอาหาร เลยดานัง สาขา 2 เลย

ร้านอาหาร เลยดานัง สาขา 2 เลย

ร้านเลยดานัง เป็นร้านอาหารเวียดนามที่เปิดคู่กับจังหวัดเลยมานานหลายปี สาขาที่ 2 บรรยากาศภายในร้านยังคงตกแต่งแบบเรียบง่าย มีกลิ่นอายเวียดนาม เน้นการบริการแบบเป็นกันเอง บริการอาหารเวียดนามต้นตำรับ มีทั้ง แหนมเนือง, กุ้งพันอ้อย, บั่นหอย, เปาะเปี๊ยะสด, เปาะเปี๊ยะทอด และเพิ่มเมนูพิเศษเอาใจลูกค้าอย่างเมนู ส้มตำ แกงเห็ด เพิ่มความหลากหลายให้กับลูกค้ามากขึ้น เหมาะกับการทานอาหารกับกลุ่มพื่อน คนรู้ใจ หรือมาทานกับครอบครัว

Dai Heng Boutique Hotel สาขา 2

Dai Heng Boutique Hotel สาขา 2

ใดเฮงบูติคโฮเต็ล เปิดให้บริการอยู่ถนนชายโขง ที่ตั้งโรงแรมอยู่ไม่ไกลกันมาก ซึ่งสไตล์การตกแต่งคงคอนเซ็ปต์ของโรงแรมใดเฮงเอาไว้ บรรยากาศทั้งสองที่คล้ายๆ กันตรงที่อยู่ริมแม่น้ำโขง จุดเด่นของสาขาที่ 2 แห่งนี้ก็คือ เพียงเปิดประตูออกจากห้องพักก็สามารถมองเห็นวิวแม่น้ำโขง ทอดยาวไปจนสุดสายตา นับเป็นเสน่ห์ของเชียงคานที่นักท่องเที่ยวต่างหลงรัก

ครัวคุณปืน เชียงคาน

ครัวคุณปืน เชียงคาน

ครัวคุณปืน ตัวบ้านเป็นสีเหลือง แต่ด้านในทาด้วยสีเขียว บรรยากาศภายนอกมีต้นไม้ล้อมรอบ ทั้งไม้ยืนต้นและไม้เลื้อย โซนทานอาหารด้านในเป็นเก้าอี้ไม้ ด้านนอกต่อเติมให้เป็นโซนทานอาหารแบบเอาท์ดอร์ ด้วยโต๊ะหินอ่อนหลังคามุงจาก เมนูอาหารส่วนใหญ่เป็นเมนูจากปลาน้ำโขง อาทิ ปลาช่อนน้ำตก, ปลาลุยสวน และเมนูอื่นๆ อย่าง หมึกสดไข่เค็ม และส้มตำทอด

ดูทั้งหมด