ตักบาตรบนหลังช้าง

ตักบาตรบนหลังช้าง
ไปงานแห่เทียนกับงานตักบาตรบนหลังช้างสุรินทร์มาเมื่อหลายวันก่อน งานนี้เขามีจัดทุกปีเพราะที่บ้านตากลาง ต.กะโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ เป็นแหล่งเลี้ยงช้างมากที่สุดในประเทศไทย (แต่ช้างเลี้ยงมีมากสุดคือที่ตาก+แม่ฮ่องสอนนะครับ)

ปีนี้คนมามากเป็นพิเศษเพราะโซเชียลมีเดียโหมกระหน่ำว่าจะมีงาน (แทบจะทุกงานประเพณีในประเทศไทย) ส่งผลให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์+การตลาดและจังหวัดต่าง ๆ ที่จัดงาน ได้รับผลพลอยได้จากการเปลี่ยนแปลงทางการสื่อสารยุคนี้ไปด้วยโดยไม่ต้องลงทุน

ในฐานะที่เป็นนักข่าวมานานกว่า 40 ปี จำได้ว่าสมัยก่อน ททท. จะทำงานประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดให้นักท่องเที่ยวไปเที่ยวตามงานประเพณี ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ นี่ “ยากเย็น” จริง ๆ เพราะต้องอาศัยสื่อหลัก แต่หลังจากโทรศัพท์เข้ามามีบทบาทแทนสื่อหลักแล้ว จึงมีหนุ่มสาวและคนอาวุโส แข่งกันทำประชาสัมพันธ์ให้โดยไม่ต้องขอร้องกันเลย ด้วยเหตุนี้ไทยเที่ยวไทยจึงขึ้นเอา ๆ โดยไม่ต้องออกแรง ยิ่งสำนักงานไหนมีแหล่งท่องเที่ยว มีวัฒนธรรมซึ่งเป็นต้นทุนมากด้วยแล้ว ยิ่งสบายใหญ่ ยกเว้นจะทำงานกันไม่เป็นเท่านั้น
ส่วนใหญ่ของการเดินทางมาท่องเที่ยวเดี๋ยวนี้นอกจากขับรถจะมากันเองแล้ว ก็มีการจัดทัวร์เข้ามาเหมือนกัน มาโดยรถบัสก็มี รถไฟก็มี รถบัสมักจะมาก่อนเวลาหรือพอดีเวลาเผื่อเหลือเผื่อขาดกันเล็กน้อย แต่รถไฟนี่สิ บางทีถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง โบกี้ขัดข้องบ้าง หัวรถจักรขัดข้องบ้าง คนทำทัวร์พินาศกันไปหลายรายแล้ว พวกรถไฟก็พยายามเรียกร้องให้จัดทัวร์ด้วยรถไฟกันจัง..ไม่ดูสมรรถนะของการบริการเลยว่าให้บริหารเขาได้ตามเวลา ครบถ้วนหรือเปล่า? 
จำได้ว่าเคยจะไปอุบลด้วยรถที่การรถไฟปรับปรุงเมื่อหลายเดือนที่ผ่านมา .. ตามเวลารถออก 21.00 น. ท่านผู้อ่านเชื่อไหมว่า..รถไฟมาได้ตอนตีสาม พระเจ้าช่วยกล้วยทอด..คนที่ไม่มีทางไปก็ต้องนั่งรอกันจนถึงตีสามในท่ามกลางยุงที่หนาแน่นเต็มสถานี มันจะนั่งสมาธิภาวนายุบหนอพองหนอ อย่ากัดหนอ มาเร็ว ๆ หนอไปได้นานสักเท่าใดหรือกี่จบ บางกรุ๊ปทัวร์ไปงานช้างสุรินทร์คราวนี้บางคนได้ใส่บาตรบนหลังช้างบ้างนิดหน่อย บางคนได้แต่ดูขี้ช้างที่ทิ้งเอาไว้
งานนี้เป็นความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย+เทศบาลเมืองสุรินทร์+องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์+จังหวัด+ทหาร เพราะเห็นพลทหารเกณฑ์มาช่วยรับบาตรและตามช้างทุกช้าง (เป็น  CSR ของทหารในยุค คสช.นั่นแหละ) ถือได้ว่าเป็นเรื่องดีที่มีการร่วมมือกันทุกฝ่ายในจังหวัด

ผมคงไม่ต้องบรรยายอะไรเกี่ยวกับการแห่เทียนด้วยช้างกับการตักบาตรบนหลังช้างมากนัก เพราะสื่อต่างๆก็เล่ากันไปแล้วและท่านผู้อ่านก็สามารถดูบรรยากาศของงานได้จากภาพ ประเด็นที่อยากจะพูดก็คือ..มีบางคนทั้งในชาติเราเองและต่างชาติมาบอกว่า..การเอาช้างมาส่งเสริมการท่องเที่ยวหรือทำดังกล่าว เป็นการทรมานช้าง ในฐานะที่เป็นนักข่าวมานานก็อยากจะแสดงทัศนะเอาไว้ดังนี้ครับ..คือช้างไทยนี่แบ่งออกเป็น 2 พวกนะครับคือช้างเลี้ยงและช้างป่า ช้างเลี้ยงคือช้างที่เขาเลี้ยงเอาไว้ลากซุงในสมัยก่อน เอามาใช้งานยามศึกสงครามก็มีบ้างในบางยุค ส่วนช้างป่าก็อยู่ในป่าของเขา มีพรบ. คุ้มครองเรียบร้อย ไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้องหรือเกี่ยวข้องก็ถูกจับเพราะผิดกฎหมาย
ประเด็นคือช้างบ้านที่เขาเลี้ยงกันอยู่นั่นแหละครับ ช้างตัวหนึ่ง ๆ กินอาหารมากนะครับ วันละหลายตันทีเดียว คนเลี้ยงช้างที่ตกทอดมาหรือซื้อมาใหม่ก็ต้องใช้เงินเลี้ยงจำนวนไม่น้อยนะครับ สมัยก่อนเขาเอาช้างมาเร่ร่อนหาเงินในกทม. เข้าทำนองช้างเลี้ยงคน คนเลี้ยงช้าง จนหลายคนประณามว่าเป็นการทรมานช้าง เพราะช้างต้องเดินตามถนนร้อน ๆ และไม่มีข้าวมีอาหารแบบที่หาได้ในชนบท 
มีปัญหาเรื่องราวร้องเรียนกันมากจนในที่สุดก็มีความพยายามที่จะเรี่ยไรเงินเอาช้างเลี้ยงไปปล่อยป่า แต่พอไปปล่อยป่า ช้างเลี้ยงเจอช้างป่าเจ้าถิ่นเล่นงานจนตายไปหลายเชือกเพราะช้างเลี้ยงอ่อนแอกว่า (ขนาดช้างป่าเองก็ยังเล่นงานกันเองเลย) โครงการเอาช้างไปปล่อยป่าก็เบาบางลงไป ก็จะให้อยู่กันในพื้นที่เดิม ที่นี้พออยู่ในที่เดิมและช้างจะกินอะไรล่ะครับ เพราะอีสานหน้าแล้ง คนก็ไม่มีงานทำ จะเอาอาหารที่ไหนไปเลี้ยงมัน ท้ายสุดก็คิดกันขึ้นมาว่า 1.คนขาดช้างคนก็ไม่มีรายได้ 2.ช้างขาดคน ช้างก็อดตาย ดังนั้นเขาจึงตั้งศูนย์คชสารกันขึ้นที่ในบ้านตากลางเพื่อไม่ให้ช้างต้องเร่ร่อนไปหากินไปโดนรถชนตายหรือไปทำร้ายคน (เพราะหงุดหงิด) ในต่างถิ่น 
เอาการแสดงบ้าง เอาการขี่ช้างบ้าง มาเป็นการช่วยกันทำมาหากินเพื่อทั้งคนและช้าง ท้ายสุดก็มีการจัดงานช้างเพื่อการท่องเที่ยวกันหลาย ๆ งานที่จังหวัดสุรินทร์ เพื่อช้างจะได้ไม่ต้องเร่ร่อน เพื่อช้างจะได้มีอาหารกินและไม่ถูกทรมานแบบเก่า ถามว่า..งานแบบนั้นทรมานช้างไหม..ถ้าเอาความเป็นมนุษย์ที่ไม่รู้จัก “วิถีคนเลี้ยงช้าง” “วิถีช้างเลี้ยง” ก็ทรมาน แต่ก็ต้องบอกว่าน้อยกว่าไปเร่ร่อน น้อยกว่าการไปลากซุง ที่ใช้แรงงมาก สุ่มเสี่ยงต่อการถูกรถชนตายมากกว่า
ในฐานะที่มาทำสารคดีเกี่ยวกับช้างมาหลายสิบปี บอกได้เลยว่าช้าง..ในความหมายของคนเลี้ยงช้างคือคนในครอบครัวนะครับ เขาเกิดร่วมกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย ช้างเจ็บคนก็เจ็บไปด้วย คนเจ็บช้างก็เป็นห่วง ผมว่าครอบครัวเดียวกันช่วยกันทำมาหากินก็ไม่แปลกนะครับ ชุมชนได้ทำมาหากินในพื้นที่ ทำให้คนรอบ ๆ ข้างขายพืชผักผลไม้ ขายผ้าทอมือได้ ขายอะไรต่อมิอะไรได้ก็ถือว่าเป็นประโยชน์ 

เรื่องการทรมานสัตว์..ผมว่าการฆ่าหมูเห็ดเป็ดไก่มากินยังทรมานสัตว์กว่า คนด่าว่าทรมานช้างไม่ได้กินเนื้อสัตว์ผมจะไม่ว่าเลย แต่ถ้าท่านกินเนื้อสัตว์แล้วมาด่า..มันจะแฟร์หรือครับ! 
 


ผู้ชม: 385

แสดงความคิดเห็น