โลกสีฟ้า

ความเหมือนและความต่างระหว่าง “ภูทอก”กับ “Maijishan”

07 พ.ย. 2560 ผู้ชม: 292

ความเหมือนและความต่างระหว่าง “ภูทอก”กับ “Maijishan”

หลายคนรู้จัก “ภูทอก” ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดป่าเจติยาศรีวิหารแห่งบ้านคำแคน อ.ศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬดีว่าเป็นที่ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่จวน พระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบวัดป่าสายหลวงปู่มั่น

ภูทอกแปลว่าภูเขาโดดเดียวคือมีลูกเดียวโดดๆ ไม่ได้เป็นเทือกเขาต่อๆกันหลายๆลูก ถ้าเป็นภาษากางก็อาจจะเรียกว่า “ภูโทน” อะไรทำนองนั้น

นอกจากจะเป็นที่ปฏิบัติธรรมลอยฟ้าของพระป่าสายนี้แล้ว วันนี้..ภูทอกยังกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง “ของบึงกาฬ” “ของอีสาน” และ “ของประเทศไทย” อีกด้วย

หลวงปู่จวนท่านทำสะพานลอยฟ้ารอบวัดแห่งนี้ด้วยแรงงานของพระและเณรที่มาปฏิบัติธรรมด้วยมือโดยไม่ได้ใช้วิศวกรรวม 7 ชั้น โดยใช้เวลาในการก่อสร้างนาน 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2514 จนจบในปีพ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นช่วงอีสานระอุไปด้วยการต่อสู้ระหว่างฝ่ายคอมมิวนิสต์กับฝ่ายรัฐบาล

การก่อสร้างบรรไดเวียนบนเขาซึ่งสูงประมาณ 800เมตรจากระดับน้ำทะเล หลวงปู่จวนท่านก็ใช้การตอกลิ่มขึ้นไปโดยอาศัยฐานนั่งร้านซึ่งเป็นไม้จริงและไม้ไผ่ ทำจากล่างขึ้นไปข้างบนทีละเล็กละน้อยโดยอาศัยกำลังพระเณรลูกวัดโดยมีชาวบ้านเป็นส่วนประกอบ

หลวงปู่จวนเล่าในบันทึกเอาไว้ว่า..ที่ต้องอาศัยพระเณรลูกวัดเป็นหลักเพราะพระเณรเหล่านั้นนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม พระเณรที่วัดจึงมีสมาธิดี เมื่อมีสมาธิดีก็จะ “ไม่กลัวความสูง” ผิดกับญาติโยมชาวบ้านธรรมดาที่เห็นความสูงแล้วกลัว

ท่านบอกว่า..ก่อนหน้านั้นวิศวกรอเมริกันที่รู้จักท่านเคยมาสำรวจแล้วว่าต้องใช้เงินก่อสร้างถึง 11 ล้านบาท ส่วนวิศวกรไทยอีกคนบอกน้อยลงกว่าวิศวกรอเมริกันคือ 6 ล้านบาท แต่ทว่าหลวงปู่จวนบอกว่าท่านมีแค่ “ล้านเดียว” คือหัวล้านของท่านและจะทำด้วยมือกันขึ้นไป วิศวกรไทยถึงกลับบอกว่ามันเป็นไปไม่ได้และถ้าได้ก็จะกลับมาดูความสำเร็จของท่าน

ในที่สุดหลวงปู่จวนก็เริ่มก่อสร้างด้วยมือของท่านเองเป็นปฐม เพื่อเป็นตัวอย่างให้พระเณรทำตามและทำจนสำเร็จและกลายเป็นที่ที่ใครๆที่มาเยือนบึงกาฬก็ต้องมาที่นี่ เพราะนอกจากจะเป็นที่ปฏิบัติธรรมลอยฟ้าแห่งเดียวที่มีอยู่ในประเทศไทยที่สร้างโดยฝีมือของพระเณรที่ปฏิบัติธรรมเองแล้ว ยังเป็นจุดชมวิวที่สวยงามและน่าตื่นเต้นอีกด้วย

แม้ว่าจะทำด้วยไม้ที่โดนอากาศเปียกชื้นและแดดเผาจนกัดกร่อน ผุพังไปตามกาลเวลาแต่ก็มีการซ่อมแซมกันทุกปีเพื่อความปลอดภัยของผู้มาเยือน

ความสูงและความเป็นไม้ที่ให้ความรู้สึกที่ไม่มั่นคงกับคนที่กลัวความสูง แต่พอไปสัมผัสอากาศดีหมุนเวียนรอบภูเขาจึงทำให้คนที่เหนื่อยหอบจากการออกกำลังป่ายปีนหายเหนื่อยจนไม่อยากจะลง

รอบๆทางเดินไม่ได้มีพระพุทธรูปแกะสลักหินทรายเหมือนสมัยทวาราวดีเหมือนในอินเดีย ในจีน และหลายๆแห่งในอีสานและภาคกลางของประเทศเรา (เช่นที่ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ หรือที่เขางู ราชบุรีหรือที่ถ้ำแถวสระบุรีฯลฯ) ตามยุคสมัยนั้น (เข้าใจว่าคงไม่มีช่างแกะสลักหน้าผาหลงเหลืออยู่หรือต้องลงทุนสูงแบบเขาชีจันทร์หรือที่ราชบุรีหรือที่สุพรรณบุรีในวันนี้)

และเมื่อพูดถึง “ภูทอก” แล้วก็นึกได้ว่าเมืองจีนก็มีภูเขา “Maijishan เมืองตุ้นหว(า)ง มณฑลกานซู ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของเส้นทางสายไหมที่รับเอาพุทธศาสนามาจากอินเดีย เพราะภูทอกและภูเขา Maijishan มีลักษณะคล้ายคลึงกันก็คือ มีการทำสะพานไม้ขึ้นไปบนภูเขาเหมือนกัน ต่างที่ว่าที่นั่นเขาทำสะพานลอยขึ้นไปดูพระพุทธรูปแกะสลักบนหินทรายคล้ายๆยุคทวาราวดีในบ้านเรา ที่นิยมแกะสลักพระพุทธรูปบนหินผาแบบเดียวกัน

เทคโนโลยีการแกะสลักพระพุทธรูปบนเขาหินทรายและหินปูน (รวมถึงเทวรูปในศาสนาฮินดู) เป็นโนวฮาวที่มาจากอินเดียแน่นอน ตักอย่างที่ดีที่สุดก็น่าจะเป็นถ้ำอชันต้านั่นเอง

ภูเขา Maijishan พระพุทธรูปแกะบนหน้าผา 1ใน4 ของจีนแห่งนี้ เป็นภูเขาหินทรายเช่นเดียวกับภูทอก ต่างกันที่ภูทอกเป็นหินทรายแดงสีสดกว่า แต่ที่นั่นสีไม่แดงจัดเท่า หินทรายแดงนี่แหละที่ขอมนำเอามาแกะสลักปราสาทบันเตียสะเรย เมืองเสียมเรียบ ปราสาทที่สวยที่สุดในบรรดาปราสาทขอมทั้งหมด

พระพุทธรูปที่แกะสลักบนหน้าผาทุกรูปพระพักตร์ดูนิ่งและอิ่มเอิบ สมบูรณ์ตามสไตล์จีน ต่างจากพระพุทธรูปเส้นทางไปปากีสถานหรือเส้นทางไปตักศิลาในอดีตที่เรียกว่าบามิยัน

แต่คนแกะในยุคโน้นไม่ว่าที่ไหนต่างล้วนแกะสลักพระพักตร์ด้วยลีลาเดียวกันหมดก็คือนิ่ง สงบและละไมไปด้วยความอิ่มเอิบของคนที่ปราศจากกิเลส

พระพุทธรูปแกะสลักที่นั่นสร้างก่อนยุคนี้ประมาณ 1,500 ปี ใช้เวลาก่อนสร้าง 200 ปีจึงจะเสร็จสมบูรณ์!

ผู้สร้างขึ้นไปแน่นอนก็ย่อมต้องเป็นพระเณรหรือช่างที่ฝึกสมาธิได้ระดับหนึ่งแล้ว

ถ้าจะว่ากันไปแล้วบันไดเวียนจีนทำได้ดีกว่าไทย เข้าใจว่าจีนคงใช้วิศวกรร่วมทำด้วยแน่นอน จึงให้ความรู้สึกที่มั่นคงแข็งแรงและไม่น่ากลัวเท่า ส่วนภูทอกของไทยแม้จะมั่นคงแข็งแรงทางเดินออกจะแคบไปนิดหนึ่งทำให้คนเดินมีเสียวเป็นระยะๆ

ผมเอารูปทั้งสองสถานที่มาให้ท่านผู้อ่านได้ชม จะได้เห็นความเหมือนและความต่าง ไม่ได้ตั้งใจว่าที่ไหนดีกว่าที่ไหน เพราะทั้งสองที่เป็นสถานปฏิบัติธรรมทางพุทธศาสนาที่ควรไปเยือนทั้งสองสถานที่ เพื่อให้เห็นเป็นตัวอย่างของความเพียรและผลดีแห่งการปฏิบัติสมาธิ

เพราะการปฏิบัติสมาธินั่นเองทุกคนจึงสามารถทำสิ่งที่ยากและน่ากลัวให้กลายเป็นสิ่งที่ง่ายและไม่น่ากลัวได้

ผลรับรองว่าทั้งสองที่นั้นอากาศที่ไหลเวียนรอบภูเขาดีมากไปแล้วไม่อยากลงไม่ต่างกัน

ต่างที่ภูทอกที่มีป่าจริงล้อมรอบผลิตอากาศบริสุทธิ์ให้รอบเขา มีหลักฐานยืนยันจากพระว่า อากาศบนภูทอกช่วยให้คนที่เป็นหอบหืดหายมาแล้ว

ส่วนเมืองจีนนั้นแม้ป่าดั้งเดิมหายไปหมดแล้ว แต่สวนหย่อมก็ให้บรรยากาศดีเช่นเดียวกัน แถมไปแล้วตื่นตาตื่นใจว่าคนโบราณในยุคพันกว่าปีนั้น ขึ้นไปแกะสลักพระพุทธรูปบนภูเขากันได้อย่างไร..ตอกลิ่มขึ้นไปหรือว่าห้อยเชือกลงมาจากยอดเขา?

ไปกานซูเมืองจีนจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาที่มาตามเส้นทางจากอินเดียไม่แพ้กับเส้นทางที่ไปปากีสถาน อัฟกานิสถานที่เป็นแหล่งแกะสลักพระพุทธรูปบนภูเขาเช่นเดียวกัน ไปแล้วก็นึกถึงยุคทวาราวดีบ้านเรา.แม้จะไม่ได้สร้างพระพุทธรูปยิ่งใหญ่เท่าเมืองจีนหรือแถวบามิยันแต่ก็ให้เห็นอิทธิพลของอินเดียที่แผ่ขยายไปทุกทิศทาง

แนะนำว่าถ้าจะไปเที่ยวภูทอกควรไปเที่ยวหน้าฝนและหน้าหนาวเพราะอากาศดีสุดยอด เพราะโชคดีจะมีทะเลหมอกรอบภูเขาให้เชยชม ส่วนกาซูก็ไปช่วงฤดูใบไม้ผลิเถอะครับ เพราะขืนไปหน้าหนาวก็สั่นแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น

ข่าวกิจกรรม

ดูทั้งหมด