โลกสีฟ้า

ถ่ายทะเลหมอกให้สวยได้อย่างไร?

02 ม.ค. 2561 ผู้ชม: 218

ถ่ายทะเลหมอกให้สวยได้อย่างไร?
อากาศหนาวและทะเลหมอกในฤดูหนาวออกจะเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทีอยู่ในโซนร้อน ๆ อย่างประเทศไทยนัก เพราะนอกจะให้ความรู้สึกที่แตกต่างที่หาไม่ได้ในยามปรกติแล้ว อากาศหนาวและทะเลหมอกหน้าหนาวยังสามารถแปรเป็นภาพถ่ายสวยงามเพื่อแชร์กันในเพื่อนฝูงอีกด้วย เดี๋ยวนี้เรามีกล้องสมาร์ทโฟน มีคอมพิวเตอร์ มีไวไฟ มีอินเทอร์เน็ต วัยรุ่นหรือไม่วัยรุ่นก็ต่างล้วนแต่แชร์กันสนั่นเมืองแทบจะทุกคน  ประเด็นไม่ได้อยู่ที่แชร์ครับ แต่อยู่ที่ว่า..เราจะถ่ายภาพออกมาให้สวยเลิศได้อย่างไร..? 


คงต้องแยกกันระหว่างกล้องภาพนิ่งกับสมาร์ทโฟน เพราะคุณสมบัติของกล้องถ่ายภาพ 2 ชนิดนี้มีคุณสมบัติต่างกัน แถมทั้งกล้องดีเอสแอลและสมาร์ทโฟนแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างคุณภาพกันอีกต่างหาก ด้วยเหตุนี้ผู้ใช้กล้องจึงต้องเข้าใจกล้องและสมาร์ทโฟนของตนเองให้ดีว่า มันมีฟังค์ชั่น มีคุณสมบัติอะไรบ้างที่จะสร้างสรรค์ภาพถ่ายให้สวยงามได้ ซึ่งในที่นี้คงไม่ต้องลงรายละเอียดขนาดนั้น

ก่อนอื่นใดคือต้องเข้าใจพื้นที่ที่จะไปถ่ายทะเลหมอกเอาไว้ก่อนว่า พระอาทิตย์จะขึ้นตรงไหน? เวลาใด? เพราะแต่ละฤดูกาลก็จะต่างทิศทางกันนิดหน่อย เดี๋ยวนี้สมาร์โฟนทำได้ทุกอย่างครับ เมื่อรู้เวลาพระอาทิตย์ขึ้นแล้วก็ต้องคิดว่าการเดินขึ้นไปถ่ายภาพของเรา ต้องใช้ระยะเวลากี่นาที เพราะสมรรถนะของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนแก่บางคนหนุ่มบางคนเด็ก บางคนผู้หญิง ฯลฯ ดังนั้นเราต้องประเมินตัวเอาเองว่ามีศักยภาพแคไหน ตองใช้เวลาเท่าใดจึงจะขึ้นไปถึงจุดหมายที่ถ่ายภาพได้ทันเวลา แต่ส่วนมากก็เผื่อๆกันไว้ทั้งนั้นแหละครับ


ถ่ายทะเลหมอกจะให้สวยเช้งก็ต้องไปก่อนพระอาทิตย์ขึ้นครับ ถ้าไม่มีเมฆหมอกมาบัง แสงช่วงนั้นจะงดงามมากเพราะได้อุณหภูมิแสงที่หลากหลาย ช่างภาพฝีมือดีมักจะถ่ายแสงช่วงเช้าควบรวมดาวยามเช้ามืดไปด้วย เรียกได้ว่า Two in one เลยทีเดียว อีกช่วงหนึ่งที่ชอบถ่ายกันก็ช่วงพระอาทิตย์กำลังขึ้นโผล่ยอดเขาหรือเหนือทะเลหมอกนั่นแหละครับ ช่วงนี้อุณหภูมิสีจะต่างกันชัดเจนทำให้ภาพที่ออกมามีทั้งโทนอุ่นและโทนเย็น  พูดถึงอุณหภูมิของแสงแล้วหลายคนยังไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าแสงก็มีอุณหภูมิกับเขาด้วยไม่ใช่แต่ความร้อนเท่านั้น คนที่เรียนศิลปะการวาดภาพจะเข้าใจตรงนี้ดี 

การเข้าใจเคล็ดลับของธรรมชาตินี่แหละที่จะทำให้เราถ่ายภาพได้สวยงามตามความต้องการ 
อุณหภูมิสีแบ่งออกเป็นโทนสีอุ่นกับโทนสีเย็นตามองศาเคลวิน โทนสีอุ่นนับคร่าว ๆ ก็จะมากกว่า 5,200 องศาเคลวิน ภาพที่ออกมาก็จะออกไปทางส้ม แดง ส่วนโทนสีเย็นจะต่ำกว่า 5,200 ซึ่งจะได้โทนสีฟ้า เขียวในภาพ โดยปรกติเวลากลางวันเราจะไม่เห็นอุณหภูมิสีนะครับเพราะแสงปรกติจะขาว แต่ในเวลาช่วงเช้าและเย็นนั่นแหละเราจึงจะเห็นแสงที่มีอุณหภูมิสีได้ดีขึ้น เพียงแต่เราชินกับมันจนไม่ได้สังเกตหรือไม่รู้ว่าสีเขาก็มีอุณหภูมิกันด้วย ที่ต้องเอาอุณหภูมิสีมาบอกกันก่อนก็เพื่อที่เราจะได้เข้าใจความลับของธรรมชาติ ถ่ายภาพได้สวยสมใจเราไงครับ


และเมื่อพูดถึงอุณหภูมิสีในธรรมชาติแล้วก็ต้องพูดถึงสมรรถนะของกล้อง โดยเฉพาะกล้องภาพนิ่งและวีดีโอด้วย เพราะเจ้ากล้องภาพนิ่งและวีดีโอนี่มีฟัคชั่นปรับอุณหภูมิสีหรือที่เรียกว่า White Balance ด้วย เจ้า White Balanceแหละที่ทำให้เรารังสรรค์ภาพให้สวยหรือไม่สวยแปลกตาหรือไม่แปลกตาได้ด้วยมือเรา [(หรือแก้สีแสงนีออน(สีฟ้า) สีทังสเตน (สีส้ม)] นั่นเอง ช่างภาพผู้เข้าใจเรื่องอุณหภูมิสีดีก็จะเป็นช่างภาพที่รังสรรค์ภาพถ่ายได้สวยงาม ไม่ว่าจะเป็นภาพจากกล้องมือถือหรือภาพจากกล้องภาพนิ่งภาพวีดีโอ

กล้องภาพนิ่งหรือกล้องวีดีโอช่วงนี้ฟังค์ชั่นอาจจะเก่งกว่ากล้องจากมือถือแต่เข้าใจว่าในอนาคตกล้องมือถือน่าจะพัฒนาได้เก่งและดีกว่าเพราะแต่ละค่ายแต่ละสังกัดต่างก็เร่งพัฒนาคุณภาพให้ทัดเทียมกับกล้องภาพนิ่งหรือกล้องวีดีโอโดยที่ส่งแชร์ได้รวดเร็วกว่าอีกต่างหาก แต่จะใช้กล้องจากมือถือและกล้องภาพนิ่ง ภาพวีดีโอก็แล้วแต่ ต่างก็ต้องอาศัยหลักการพื้นฐานในเรื่องการถ่ายภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุณหภูมิสี สี แสง เส้น ชัดตื้น ชัดลึกและการคอมโพสิชั่นด้วยกันทั้งสิ้น

อุณหภูมิสีที่หลากหลายจะเห็นได้ในช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้น (และตก) ครับ อุณหภูมิสีอุ่นจะอยู่บนเส้นขอบฟ้า อุณหภูมิสีเย็นจะอยู่ใต้เส้นขอบฟ้าลงมา ความต่างของโทนนี้แหละที่ทำให้ถ่ายภาพได้ยาก ช่างภาพบางคนก็เลยใช้ฟิลเตอร์ครึ่งซีกช่วย กล้องภาพนิ่งหรือวีดีโอจะมีฟังค์ชั่นในการปรับอุณหภูมิสีได้ตามที่เราจะรังสรรค์มัน จะให้ White Balance แบบโทนสีอุ่นเข้ามาช่วยหรือจะใช้โทนสีเย็นเข้ามาเสริมก็ได้นะครับ ลองปรับอุณหภูมิสีในกล้องดูกันเอาเอง เพราะแต่ละคนชอบโทนอุณหภูมิสีที่ไม่เหมือนกัน


รูปที่สวยงามถ่ายได้ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและหลังพระอาทิตย์ขึ้นเล็กน้อยนะครับ เพราะถ่ายแล้วจะได้อุณหภูมิสีที่หลากหลายปรากฏในภาพ ดูชวนฝันเหมาะแก่การแชร์ยิ่งนัก
การถ่ายภาพพระอาทิตย์ตกก็ใช้หลักการเดียวกัน ต่างที่เราสามารถหาเวลาไปถ่ายภาพได้ง่ายกว่าและขอย้ำว่าภาพหลังพระอาทิตย์ตกนั้นสีจะสวยมากกว่าตอนที่พระอาทิตย์ยังไม่พ้นขอบฟ้านะครับ
อีสานถ่ายภาพทะเลหมอกได้ที่จังหวัดเลย บึงกาฬ นครพนม หนองคาย โคราช สุรินทร์ก็มีนะครับ
ส่วนภาพที่นำมาประกอบนี้อาจจะไม่ใช่อีสานแต่ก็อยู่ภายใต้หลักการอันเดียวกัน

ปล.
1.ควรใช้เลนส์นอร์มอลขึ้นไปเทเลขนาด 35-70 70-200 มม.ก็ได้ภาพแน่น พระอาทิตย์ดวงงาม พร้อมคลื่นเมฆทะเลหมอกเลยครับ ส่วนหมอกไหลนั้นต้องช่วงหลังฝนตกอากาศเย็นจัดและมีทิวเขาสลับซับซ้อนและสูงชัน ความสูงชันที่แตกต่างหมายถึงอุณหภูมิที่แตกต่าง ความแตกต่างของอุณหภูมิ+ความชื้นนั้นแหละที่ทำให้เกิดหมอกไหล ใครเจอช่วงหมอกไหลก็ฟลุ๊คยอดล่ะครับ!
2.การจะถ่ายภาพทะเลหมอกสวยต้องใช้ขาตั้งนะครับเพราะมืดมากต้องใช้สปีดต่ำ ๆ อาจจะถึง 1/30 วินาที ให้รูรับแสงแคบได้มากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะภาพจะคมชัด ส่วนจะแก้ปัญหาด้วยการใช้ความไวแสงสูง ๆ ก็ไม่ได้เพราะจะทำให้เกิดนอยส์

แสดงความคิดเห็น