สุสานช้าง

สุสานช้าง
สุสานช้าง/จำลอง บุญสอง 

     หลุมฝังศพช้างทรงหมวกโบราณกว้าง 1.5 คูณ 1.5 เมตร100 หลุมทอดยาวอยู่ในป่าละเมาะของวัดอาเจียงหรือ “วัดช้าง” ของหมู่บ้านตากลาง อำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์อย่างสงบในท่ามกลางความร้อนนุ่มของฤดู 

     แม้ว่าในโลกนี้จะมีการเอาศพช้างที่ตายมาฝังใน “ป่าช้า” ที่อยู่ใกล้โรงพยาบาลหรือแหล่งเลี้ยงช้างกันทุกที่ทั้งในอาฟริกาและเอเชียแต่ตาม แต่ก็ไม่มีที่ไหนยกย่อง ทำ “ป่าช้าช้าง” ให้เป็น “สุสานช้าง” แบบเดียวกับ “สุสานคน” เหมือนที่วัดอาเจียงแห่งหมู่บ้านเลี้ยงช้างที่เคยเป็นที่อยู่ของชนเผ่ากูยหรือส่วยที่เคยคล้องช้างส่งกรุงศรีอยุธยามาแต่ในอดีตเลย 

     จะถือว่าสุสานช้างแห่งนี้เป็น “สุสานช้าง” “แห่งเดียวในโลก” ก็ว่าได้ 

     พระครูสมุหาญ ปัญญาธโร เจ้าอาวาสวัดป่าอาเจียง แห่งบ้านตากลาง อำเภอท่าตูม กล่าวถึงที่มาของสุสานช้างแห่งนี้ว่า 

     “อาตมาทำสุสานให้ช้างมาตั้งแต่ปี 2538 ที่ทำขึ้นก็เพราะว่าฝันถึง “พังคำมูล” ช้างที่เคยผูกพันกับอาตมาสมัยที่อาตมายังเล็กมาร้องไห้ว่า “อยากจะกลับมาอยู่ด้วย” ช้างตัวนั้นถูกพ่อของอาตมาขายให้กับคนแถวชุมพลบุรี (จังหวัดสุรินทร์) และถูกรถชนตายฝังอยู่ที่อำเภอชุมพลบุรีหลายปีแล้ว” 

     “ด้วยความผูกพันกันมาตั้งแต่เด็ก อาตมาก็เลยซื้อกระดูกพังคำมูลที่เขาฝังเอาไว้คืนในราคา 4,000 บาท” 

     “จะว่าเป็นเงินค่าซื้อซากคืนเสียทีเดียวก็ไม่เชิง เป็นค่าขุดดีกว่า” 

     “ได้กระดูกมาแล้วกะว่าจะทำศาลให้กับพังคำมูล แต่พอชาวบ้านรู้ข่าวก็เลยพากันไปขุดเอากระดูกช้างของพวกเขาที่ฝังอยู่ตามไร่นาบริเวณที่ช้างตายมากองในวัดเพื่อให้ทำบุญสวดอุทิศส่วนกุศลให้ช้างและให้ฝังอยู่ตามป่าละเมาะในวัด” 

     “เมื่อฝังในป่าช้าในป่าละเมาะได้ประมาณ 40 หลุมในปี 2547-48 นายอำเภอท่าตูมท่านมาเยี่ยม ท่านก็จะไปหาเงินมาทำป่าช้าช้างให้ใหม่ ท่านไปขอเงินซีอีโอจังหวัดมาช่วยทำจนเป็น “สุสานช้าง” วัดและญาติโยมช่วยกันต่อยอดกันจนได้ถึง100 หลุมแล้วในวันนี้” 

     “ยังมีซากช้างอยู่อีกมากที่รอบรรจุแต่ยังไม่ได้บรรจุ” 

     “ที่ไม่ยังบรรจุก็เพราะว่าช้างตายกันยังฝังไม่ครบ 5-7ปี ซากของมันยังไม่เน่าเปื่อยจนเหลือแต่กระดูก ไปขุดเอาลำบากเพราะยังไม่ย่อยสลาย” 

     “ตายต่างถิ่นแถวพัทยาหรือแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆก็เยอะแยะ” หลวงพ่อเล่า 

     “เวลาช้างตายเจ้าของเขาก็เอาฝังไว้แถวนั้นเพราะเคลื่อนย้ายลำบาก ได้เวลาชาวบ้นก็ขอให้วัดไปเอาซากช้างคืน อาตมาก็ต้องเสียค่าใช้จ่าย ใช้พระเณรขนอุปกรณ์ขนเสบียงไปให้คนขุดไปเอากลับมาทำบุญ ครั้งหนึ่งๆก็หลายหมื่นบาท” 

     “เอามาหมดทั้งหัวกะโหลก ทั้งซี่โครง ทั้งขาหน้าขาหลัง ไม่ทิ้งเลยแต่ช้างเด็กๆกระดูกมักจะชำรุดเพราะกระดูกยังอ่อน ส่วนช้างใหญ่บางทีกระดูกก็อาจจะผุพังกันไปบ้าง” 

     “เจ้าของบางรายก็เอากะโหลกช้างของเขาไป “ขาย” เหมือนกัน ขายให้สถาบันการศึกษาบ้าง วัดบ้าง สถาบันการศึกษาเขาเอาไปให้การศึกษากับพวกนิสิต นักศึกษา แต่บางมหาวิทยาลัยก็ขอไปฟรีๆก็มี” ท่านพระครูแห่งวัดป่าอาเจียงกล่าว 

     สำหรับช้างในหมู่บ้านตากลางซึ่งทางราชการทำให้เป็น “หมู่บ้านท่องเที่ยว” ให้นักท่องเที่ยวได้เที่ยวชมวิถีชีวิตช้าง วิถีชีวิตคน เพื่อ “สะกัดกั้น” ไม่ให้เจ้าของช้างนำช้างออกไปเร่ร่อนขอทานในกรุงเทพฯและเมืองท่องเที่ยวอื่นๆในวันนี้มีอยู่ประมาณ 100 กว่าเชือก ท่านเจ้าอาวาสวัดป่าอาเจียงกล่าวว่าในจังหวัดสุรินทร์น่าจะมีรวมกันแล้วถึง 200 เชือก 

     ช้างนั้นต้องกินอาหารช้าง “หลายตัน” ต่อวันแม้ว่าทางราชการจะปลูกอาหารช้างให้แล้วก็ตาม แต่อาหารช้างที่ปลูกอยู่ริมน้ำมูลก็ยังมีปริมาณไม่เพียงพอ เจ้าของช้างต้องหาเงินไปหาซื้ออาหารให้ช้างด้วยเงินจำนวนมากๆในแต่ละปี 

     “ช้างที่ตากลางเสียชีวิตลงด้วยความชราบ้าง ไม่สบายบ้าง เกิดอุบัติเหตุรถชนบ้างรวมๆกันแล้วก็ประมาณ 10 เชือกต่อปี” เจ้าอาวาสวัดอาเจียงกล่าว 

     “ถึงจะไปตายที่ไหน ไกลขนาดไหน ถ้าเป็นไปได้ก็จะพยายามที่เอาคืนกลับมาให้หมด” ท่านว่า 

     ถามว่าทำไมถึงทำสุสานช้างเป็นรูปทรงหมวกสมัยโบราณ ท่านพระครูสมุหาญท่านตอบว่า ก็เพื่อให้ความร่มเย็นแก่สัตว์ที่ตายให้อยู่ภายใต้ร่มแดด คนทำนาก็ต้องอาศัยร่มเงาจากหมวก นักรบก็ต้องใช้หมวกกันร้อน ช้างเคยมีบุญคุณกับคน พอเขาตายไปแล้วก็ต้องให้ความร่มเย็นแก่เขาด้วย 

     คนในหมู่บ้านตากลางเป็นชาวกูย (ตระกูลเขมร-มอญโบราณตระกูลหนึ่ง) ในอดีตพวกเขาที่มีหน้าที่ส่ง “ส่วย” “ช้าง” ให้กับอยุธยารัตนโกสินทร์ราชธานีไทยเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมาเพื่อให้ทางราชการเอามาใช้เป็นพาหนะในการเดินทางและทำศึกสงคราม เช่นเดียวกับพวกเขาที่ใช้ช้างเป็นพาหนะและช่วยขนของตามไร่นาเหมือนคนปัจจุบันที่ใช้รถปิ๊คอัพในการ “ขนคน” “ขนของ” นั่นเอง 

     ในการไปคล้องช้างของชนเผ่าส่วย พวกเขาต้องใช้พ่อมดหมอผีประจำบ้านมาทำพิธีเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษกันก่อนที่ศาลประกำกลางหมู่บ้าน ทั้งนี้เพื่อให้ผีบรรพบุรุษของพวกเขาอวยพรให้พวกเขาคล้องช้างให้ได้มากๆ แม้ว่าวันนี้พิธีดังกล่าวจะค่อยๆเลือนหายไป แต่นักท่องเที่ยวก็ยังสามารถไปดูไปชมศาลประกำกันได้เพราะพวกเขายังรักษาศาลประกำกันเอาไว้เพื่อทำพิธีเช่นไหว้บรรพบุรุษกันในเดือนวันตาเดือนกันยาตุลา วันดับเดือนสิบของทุกๆปี 

     ในการสร้างรัฐชาติในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระมหากษัตริย์ไทยแต่งตั้งชนชาวพื้นเมืองในแต่ละถิ่นขึ้นมาเป็น “เจ้าเมือง” เพื่อ “การขึ้นต่อ” อำนาจรัฐกรุงเทพทั่วราชอาณาจักรที่เป็นประเทศราช แถบนี้ก็ตั้งคนมีอำนาจในพื้นที่เป็นเจ้าเมืองขุขันธ์ เจ้าเมืองชุมพลบุรี เจ้าเมืองสุรินทร์ โดยพระราชทานบรรดาศักดิ์เพื่อการขึ้นต่อรัฐไทยเช่นกัน 

     แม้ว่าคนพื้นถิ่นจะกลืนกลายมาเป็นคนไทยกันหมด สังคมคลี่คลายขยายตัวตามพัฒนาการของสังคมจนประเพณีดั้งเดิมค่อยๆเลือนหายไป เพราะผู้คนเดินทางไปทำมาหากินตามจังหวัดต่างๆ แต่ในแต่ละปีจะมีบรรดาคนเลี้ยงช้างในจังหวัดสุรินทร์ออกไปทำมาหากินตามส่วนต่างๆของประเทศไทย กลับมาไหว้บรรพบุรุษของพวกเขาและพ่อใหญ่คือพระยาสุรินทร์ภักดีกันทุกๆปี อันแสดงถึงความผูกพันและกตัญญูต่อบรรพบุรุษ ไม่ต่างอะไรกับคนจีนที่ต้องไปทำพิธีเช็งเม้งกันในแต่ละปีเลย 

     สำหรับช้างบ้านในประเทศไทยนอกจากจังหวัดสุรินทร์แล้ว ยังมีช้างบ้านอยู่อีกมากมายในจังหวัดทางด้านทิศตะวันตกของประเทศที่ติดชายแดนประเทศเมียนม่า เช่นตาก แม่ฮ่องสอนกาญจนบุรี ราชบุรี ประจวบ ชุมพร ระนองภาคกลางตะวันออกก็มีแถวป่ารอยต่อ 5 จังหวัด 

     คาดการณ์กันว่าช้างบ้านทั้งประเทศมีกว่า4,000 ตัวแล้วเพราะมีการให้คุณค่าของช้างมากขึ้น คนเลี้ยงดูแลสุขภาพและให้อาหารดีขึ้น เจ้าหน้าที่ของมูลนิธิช้างคาดการณ์กันว่าน่าจะมีช้างเกิดใหม่ทั้งประเทศถึง 100 เชือกในช่วงปีที่ผ่านมา และจะลดลงครึ่งหนึ่งเพราะการตั้งท้องของช้างต้องใช้เวลานาน 22-24 เดือนในแต่ละช้างแม่พันธุ์ส่วนช้างป่ากรมอุทยานแม้ว่าจะถูกฆ่า ถูกรถจนตายแต่ก็คาดการณ์กันว่าน่าจะมีถึง3,000ตัว 

     สำหรับท่านใดที่ต้องการบริจาคเงินเพื่อสมทบทุนในการทำสุสานช้างหรือการเคลื่อนย้ายกระดูกช้างเพื่อเอามาบรรจุในสุสานช้างก็ติดต่อได้ที่พระครูสมุหหาญ ปัญญาธโร หมายเลขโทรศัพท์ 081-760-3761 ส่วนใครที่สนใจจะไปเที่ยวหมู่บ้านช้างก็สอบถามได้ที่ ททท.สำนักงานสุรินทร์ หมายเลขโทรศัพท์044-514447 www.เที่ยวอีสาน.com หรือ call centre 1762 
ผู้ชม: 2,161

แสดงความคิดเห็น