“กฐินช้าง” บ้านตากลาง จ.สุรินทร์

ช้างบ้านตากลางนั้นเร่ร่อนไปหากินทั้งในกรุงเทพและที่ท่องเที่ยวอื่นๆมานาน เพราะที่อื่นหากินได้คล่องตัวกว่า คนเห็นว่าเป็นการทรมานช้างมาก เพราะเดินบนถนนร้อนๆอ้อยหญ้าก็ไม่คอยจะได้กินเพราะอยู่ในเมือง ครั้นจะให้เขาหยุดก็ไม่ได้ เพราะช้างกินอาหารทีวันละเป็นตันๆ ถึงจะเอาอาหารไปให้ช้างโดดๆ คนเลี้ยงช้างก็มีปัญหาเรื่องรายได้ ก็เลยเป็นเรื่องของ “ช้างเลี้ยงคน คนเลี้ยงช้าง” 

งานกฐินช้างนั้นความจริงก็ไม่น่าจะมีมานานนัก แม้ว่าแถบนั้นจะเลี้ยงช้างกันมานานแล้วก็ตาม เข้าใจว่าแห่นาคช้างที่สุโขทัยน่าจะเริ่มมาก่อน หลังจากนั้นมาที่บ้านตากลางก็มีตามมา แต่ใครจะมาก่อนมาหลังไม่สำคัญหรอกครับ สำคัญคือทำอย่างไรจะแก้ปัญหาคนกับช้างเร่ร่อน และสามารถช่วยการท่องเที่ยวของท้องถิ่นให้ได้โดยไม่ทำลายรากเหง้าทางวัฒนธรรมก็แล้วกัน

ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่น่ารัก ด้วยความที่มันสามารถสื่อสารกับคน ฟังคำสั่งคนได้ ทำตามได้ จึงให้คนที่ทั้งเคยมาดูและไม่เคยมาดูได้รับความสนุกสนานระคนความตื่นเต้นกลับไปเล่า เอาไปแชทอย่างภาคภูมิใจได้เสมอๆ ผมไม่เคยเห็นนักท่องเที่ยวคนไหนไปงานช้างรูปแบบไหนหงุดหงิดเลย สนุกสนานกันไปทุกครั้ง

กฐินช้างคราวนี้หลวงพ่อเจ้าอาวาสซึ่งเป็นคนส่วยโดยกำเนิดผูกพันกับช้างมาตั้งแต่เด็กและเป็นคนริเริ่มทำสุสานช้างแห่งแรกและแห่งเดียวในโลก ท่านอยากจะหาเงินสร้างอาคารสำหรับคนส่วยมาทอผ้าแบบส่วยซึ่งเป็นอัตลักษณ์ของชุมชน ให้คนในชุมชนมีรายได้ไม่ต้องให้สามีไปเร่ร่อนกับช้างตามต่างจังหวัด ท่านก็เลยจัดงานกฐินช้างขึ้น

เริ่มงานด้วยการเอาหญ้าจำนวนมากมาให้ช้างกินเพื่อให้มันสบายใจ สบายท้อง หลังจากนั้นบรรดาหมอสะเดียง หมอสะดำและครูบาก็ทำพิธีไหว้ศาลปะกำศาลบรรพบุรุษเดียวกับที่ไหว้ศาลในงานพิธีอื่นๆ เสร็จแล้วก็พาช้างไปตั้งขบวนมาจากนอกหมู่บ้าน ตั้งขบวนแล้วช้างก็แห่ทั้งคนที่เป็นเจ้าภาพ ทั้งพระที่มาร่วมงานเข้ามาในวัด ระหว่างที่เดินไปและเดินกลับนั้น  คณะกรรมการก็เอากล้วย เอาอ้อย เอาหญ้า ไปวางไว้ตามจุดต่างๆที่ช้างเดินผ่านช้างก็เดินไปแวะกินอาหารว่างกันไป

อาหารที่พาดเอาไว้ข้างทาง โดนเจ้าตัวโตแย่งเอาไปดื้อๆ ทั้งๆที่เจ้าตัวเล็กไปถึงก่อน เอางวงคว้าอาหารได้ก่อนแต่ก็โดนเจ้าตัวใหญ่แย่งเอาไปจากงวงเสียเฉยๆนั่นแหละเอ็งจะทำไม? พฤติกรรมช้างทำให้ผู้เขียนนึกถึงสัจธรรมที่ว่า คนที่แข็งแรงกว่าเท่านั้นที่จะมีชีวิตที่ดี พาลไปนึกถึง “ทุนใหญ่กินทุนเล็ก” ขึ้นมาทันที

ครั้นมาถึงเวทีที่จะทำพิธี เขาก็เอาช้างไว้ข้างหนึ่งหมอสะเดียง หมอสะดำ ครูบาก็อยู่ข้างหนึ่ง ทำพิธีสวดมนต์ตามประเพณีโบราณเสร็จก็ได้เวลาช้างใส่บาตรละครับ ช่วงช้างใส่บาตรพระที่นิมนต์มานี่แหละครับเป็นเวลาโกลาหลเป็นที่สุด เพราะคนจะเอาขนมที่ห่อใบตองบ้าง อะไรบ้าง พอช้างใช้งวงจับเอาไว้แล้วช้างก็จะไม่ยอมเอาขนมที่ห่อด้วยใบตองใส่ลงไปบาตรสิครับ ก็เจ้าขนมที่ห่อด้วยใบตองมันนิ่ม หอมเย้ายวนใจช้างขนาดนั้น

ช้างจะยอมง่ายๆหรือ เจ้าของหรือควาญต้องไปปลิ้นขนมเอาจากปลายงวงไม่เช่นนั้นพระอดฉัน โยมก็ไม่ได้ใส่บาตรรพระตามที่ตั้งใจไว้แน่ (ความจริงโดยคงไม่ว่าหรอกถ้าช้างจะใช้วิธีการ ช้างครึ่งหนึ่ง พระครึ่งหนึ่ง )