หลงเสน่ห์ภูเขาหินทรายและป่าอีสานใต้

ป่าเต็งรังอีสานใต้ (ความสูง150-700เมตรจากระดับน้ำทะเล)เป็นป่าที่มีลักษณะจำเพาะแบบหนึ่งที่แตกต่างจากป่าเต็งรังในภาคกลางและภาคใต้ ด้วยเป็นป่าที่ตั้งอยู่พื้นที่ที่เป็นหินทราย (หรือ Sand Stone ซึ่งประกอบไปด้วยทรายขนาด 1/16-2 ม.ม.ซึ่งเป็นแร่ควอตซ์) ความเป็นพื้นที่หินทรายจึงทำให้ทรายถูกน้ำฝน(800-1,500ม.ม/ปี) กัดกร่อนออกมา บวกกับใบไม้ใบหญ้าที่ร่วงหล่นจนกลายเป็นดินตะกอนที่มีแร่ธาตุไม่มากนักให้ต้นไม้ได้ขึ้นเป็นหย่อมๆ

ภูเขาหินทรายและป่าอีสานใต้ก็มีเสน่ห์ในตัวของมันเอง เช่นมีน้ำตกหินทรายที่ผู้คนสามารถเข้าไปเล่นน้ำตกที่มีหลุมหรือโบกได้ มีดอกหญ้าที่ขึ้นบนพลาญหินทรายที่สวยงามในช่วงปลายฝนต้นหนาว อดีตที่ผ่านมาดอกไม้สีสันสวยงามทั้ง เหลือง ส้ม แดง ภายใต้อัตลักษณ์จำเพาะของพืชพันธุ์เหล่านั้น สร้างความตื่นตาตื่นใจกับช่างภาพจำนวนมาก โดยเฉพาะช่างภาพที่ชอบใช้เลนส์มาโคร เลนซ์ที่สามารถขยายของเล็กๆให้ดูใหญ่โตได้

และก็ด้วยช่างภาพเหล่านั้นแหละที่ใช้ภาพเป็นสะพานให้คนทั่วไปได้เห็นความงดงามของดอกไม้ดอกเล็กจำนวนนับล้านๆดอกที่ขึ้นอยู่บน “พลาญหินทราย” พลาญหินในส่วนที่น้ำในฤดูฝนพัดพาเอาตะกอนดินทรายบางๆมาบวกกับซากต้นหญ้าเล็กๆกองรวมกันเป็นหย่อมๆ

พลาญหินที่เกิดของดอกไม้ดอกเล็กๆเหล่านี้ไม่สามารถให้กำเนิดต้นไม้ใหญ่อย่างเหียง พลวง รังและเต็ง ซึ่งเป็นไม้หลักของป่าเต็งรังได้ เพราะเนื้อดินมีน้อย ธาตุอาหารมีน้อยเกินไป ต้นไม้ขนาดกลางเหล่านั้นจะขึ้นได้ก็มักจะขึ้นในช่องแยกของหินทรายที่มีตะกอนดินสะสมไว้มากพอ รากของต้นไม้เหล่านั้นจะเกาะยึดหินทรายเอาไว้ “อย่างแน่น” เหมือนหนวดปลาหมึกสายที่เกี่ยวมือคน ทั้งนี้เพื่อให้มันไม่ล้มไปกับลมและฝนที่แรงและน้ำที่ชะอย่างรวดเร็วและรุนแรง (เพราะเป็นหินทรายที่โล่ง)ในช่วงฤดูฝน

ปีนี้ฝนนานเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้พิเศษสำหรับดอกไม้บนพลาญหินอะไรมากมายนัก เพราะหลังจากฝนหยุด ลมหนาวโชยมาเล็กน้อย ก็เพียงพอต่อการส่งสัญญาณให้ต้นไม้ต้นเล็กๆเหล่านั้นผลิดอกออกมาให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมแล้วบนเนินผาแต้มก็ดี แถวน้ำตกสร้อยสวรรค์ก็ดี ภูจอง นายอยก็ดี ภูฆ้องคำก็ดี ภูแอ่วขันก็ดี น้ำตกผาหลวง ภูอานม้าของอำเภอศรีเมืองใหม่ก็ดี หนองหญ้าม้าก็ดี ภูสมุยตระการพืชผลก็ดี (ทั้งหมดอยู่อุบลราชธานี) ภูผาเทิบก็ดี ภูสระดอกบัวก็ดี (จังหวัดมุกดาหาร) อุทยานภูสิงห์ ภูผาผึ้งก็ดี (อำนาจเจริญ) มีดอกไม้บนพลาญหินให้เราดูทุกปีและทุกพื้นที่ จะต่างกันก็แต่ช่วงเวลาพื้นที่แห้งเร็วหรือแห้งช้าเท่านั้น

ดุสิตาหรือหญ้าข้าวก่ำ (เป็นพืชกินสัตว์จับแมลงเป็นอาหาร) สรัสจันทรหรือดอกดิน สร้อยสุวรรณาหรือหญ้าสีทอง (พืชกินสัตว์เช่นกัน) มณีเทวาหรือกระดุมเงิน นกน้อยเหลืองพิสมร แดงอุบล เทียนน้อย เทียนดอย ฝ้ายป่า หญ้ารากหอม โคลงเคลง ส้มเช้า ฯลฯ คือชื่อดอกไม้เหล่านั้นที่เราจะได้ไปพบไปเห็น ซึ่งแต่ละที่นั้น มีมากมีน้อยต่างกัน

ขอเน้นย้ำสักนิดว่าต้นสวยๆเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นพืชกินแมลงแทบจะทั้งสิ้น ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าผืนดินที่มันขึ้นนั้นมีธาตุอาหารน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งไนโตรเจน ดังนั้นหนทางที่จะอยู่รอดของมันก็คือการดักกินสัตว์ไม่ว่าจะใช้ยางเหนียวๆเป็นเครื่องมือหรือจะใช้กับดักอื่นใด

แผ่นดินอีสานใต้นั้นมีอัตลักษณ์ของผืนดินที่เฉพาะถิ่น แตกต่างไปจากภาคกลางและภาคใต้และภาคตะวันออก ก่อนไปดูถ้าได้ศึกษากายภาพของผืนดินและความหลากหลายพรรณไม้ไปก่อน จะได้รับความเพลิดเพลินและเที่ยวสนุก      ไปเที่ยวปลายฝนต้นหนาวนี้ฟ้าสวย แสงสวย ดอกไม้งามจริงๆ