6 ภูสวยต้องไปเช็คอินในแดนอีสาน

มาเที่ยวดินแดนเมืองอีสาน นอกจากจะมีสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปะวัฒนธรรมมากมายแล้ว ยังมีที่เที่ยวธรรมชาติที่น่าสนใจอีกมากมาย ซึ่ง วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จัก กับ 6 ภูน่าเที่ยว เมื่อไปเยือนเมืองอีสาน รับรองว่าแต่ละที่สวยไม่แพ้กันเลย

1.ภูลมโล จ.เลย

ภูลมโล เป็นรอยต่ออุทยานภูหินร่องกล้า และภูทับเบิก ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจ.เลย  มีดอกซากุระ (พญาเสือโคร่ง) ที่ปลูกไว้กว่า 1,000 ไร่ จะเริ่มออกดอกในกลางเดือนธันวาคม- กุมภาพันธ์ และจะได้สัมผัสอากาศที่หนาวเย็น ชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาหินสวย น้ำตก 9 ชั้น หมันแดง-หมันขาว น้ำตกผาตั้ง รอยเท้าไดโนเสาร์ สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยวภูลมโล เพื่อสัมผัสธรรมชาติและต้นซากุระแบบผจญภัย และอยากจะนอนกางเต็นท์ ต้องติดต่อล่วงหน้า เพราะจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวขึ้นไปพัก และไม่ให้นำรถขึ้นไปยังภูลมโล

ที่อยู่ :  ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย จ.เลย

2.ภูกระดึง จ.เลย

ภูกระดึง หรือ อุทยานแห่งชาติภูกระดึง เป็นอีกหนึ่งภูที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปพิชิตให้ได้ ภูกระดึงชื่อนี้มีความหมายว่า ระฆังใหญ่ และถ้ามองจากภาพถ่ายทางอากาศจะเห็นภูรูปหัวใจชัดเจน เสน่ห์ของภูกระดึงอาจอยู่ที่ซำแต่ละซำที่เปรียบเหมือนขั้นบันไดแต่ละขั้นซึ่งเหล่าผู้พิชิตต้องผ่านไปให้ได้ เพื่อสัมผัสกับธรรมชาติทั้งป่าสน ต้นเมเปิ้ล เหล่าพรรณไม้นานา น้ำตก วิวทิวทัศน์ที่จุดชมวิวตามผาต่างๆ และส่วนที่ขาดไม่ได้ของเหล่าผู้พิชิตก็คือ การได้ทักทายแสงแรกของสุริยาและบอกลาแสงสุดท้ายของพระอาทิตย์ ท่ามกลางทะเลหมอกกว้างสุดลูกหูลูกตาบนขุนเขารูปหัวใจแห่งนี้

ที่อยู่ : ม.1 บ้านศรีฐาน ต.ศรีฐาน  อ.ภูกระดึง อ.ภูกระดึง จ.เลย

3.ภูเรือ

ภูเรือ หรือ อุทยานแห่งชาติภูเรือ รูปพรรณสันฐานของภูเรือมีรูปร่างลักษณะเหมือนนาวาใหญ่บนยอดดอยสูง ปกคลุมไว้ท่ามกลางป่าอันอุดมสมบูรณ์ อุทยานแห่งชาติภูเรือ มีลักษณะภูมิประเทศเป็นทิวเขาสูงสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดของประเทศไทย และอยู่บนยอดเขาสูง จึงทำให้มีอากาศเย็นตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวจะหนาวเย็นมาก จนกระทั่งน้ำค้างบนยอดหญ้าจะแข็งตัวกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งหรือที่เรียกว่า “แม่คะนิ้ง” นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวทะเลหมอกและชมทุ่งคริสมาสต์ นอกจากมียังมีจุดเที่ยวที่น่าสนใจ  เช่น ถ้ำหินแตก หินค้างหม้อ หินวัวนอน หินพานขันหมาก หินพระศิวะ สวนหินเต่า เป็นต้น

ที่อยู่ : ต.หนองบัว อ.ภูเรือ จ.เลย

4.ภูป่าเปาะ ฟูจิ เมืองเลย

ภูป่าเปาะ ฟูจิ เมืองเลย  มีจุดเด่นที่จุดชมวิวบนความสูงประมาณ 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล สามารถมองเห็นภูหอ อ.ภูหลวง ตั้งตระหง่านอยู่ทางทิศตะวันตก ซึ่งภูหอมีลักษณะพิเศษคือ เป็นภูเขายอดตัดเป็นที่ราบบนภู มองดูคล้ายภูเขาไฟฟูจิยามา ประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีเมฆขาวปกคลุม โดยภูป่าเปาะมีจุดชมวิว 4 จุด แต่ละจุดห่างกันประมาณ 200 เมตร จุดสูงสุดของภูป่าเปาะสามารถมองเห็นภูเขาได้รอบทิศ ชมพระอาทิตย์ขึ้นและตกได้ในจุดเดียวกัน

ที่อยู่ : บ้านผาหวาย ม.3 ต.ปวนพุ อ.หนองหิน จ.เลย

5.ภูทอก จ.บึงกาฬ

ภูทอก ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาศรีวิหาร (วัดภูทอก) ภูทอกมี 2 ลูกคือ ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย แต่ก่อนบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย พระอาจารย์จวนกุลเชษโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ การขึ้นภูทอกนั้นเริ่มก่อสร้างบันไดไม้สำหรับไต่ขึ้นไปในปี พ.ศ. 2512 ซึ่งมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปีเต็ม ยิ่งขึ้นไปสูงก็ยิ่งเห็นมุมมองของธรรมชาติเบื้องหน้ากว้างขึ้น ซึ่งเต็มไปด้วยความเขียวขจี และช่วยให้คนที่อยู่บนที่สูงอย่างเราตอนนั้นรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลายมาก แม้ความเขียวขจีที่เห็นนั้นจะเป็นความเขียวจากต้นยางพาราที่ชาวบ้านปลูกไว้ก็ตาม

ที่อยู่ : ต.นาแสง อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ

6.ภูหลวง

ภูหลวง หรือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง คำว่า “ภูหลวง” มีความหมายว่า ภูเขาที่ยิ่งใหญ่ เกิดจากการยกตัวของพื้นผิวโลก และดินส่วนที่อ่อนถูกพัดพาลงสู่พื้นที่ส่วนต่ำ  คงเหลือหินซึ่งเป็นโครงสร้างที่แข็งไว้เป็นภูเขา ทำให้บริเวณนี้อุณหภูมิหนาวเย็นตลอดทั้งปี เป็นแหล่งที่มีพืชพรรณไม้ในที่สูงที่อุดมสมบูรณ์มาก

สามารถชมวิวทิวทัศน์ของผาสมเด็จ ผาเยือง และผาโหล่นแต้ ได้อย่างสวยงาม นอกจากนี้ยังมีรอยเท้าไดโนเสาร์ ที่มีอายุประมาณ 120 ล้านปี และน้ำตกให้นักท่องเที่ยวไปสัมผัสอีกด้วย

 

ที่อยู่ : เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง ต.ท่าศาลา อ.ภูเรือ จ.เลย, 42160