ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์

บุรีรัมย์ เมืองแห่งความรื่นรมย์ตามความหมายของชื่อเมืองที่น่าอยู่สำหรับคนในท้องถิ่น และเป็นเมืองที่น่ามาเยือนสำหรับคนต่างถิ่น เมืองปราสาทหินในเขตจังหวัดบุรีรัมย์มากมีไปด้วยปราสาทหินใหญ่น้อย อันหมายถึงความรุ่งเรืองมาแต่อดีต

จากการศึกษาของนักโบราณคดีพบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์สมัยทราวดีและที่สำคัญที่สุดพบกระจายอยู่ทั่วไปในจังหวัดบุรีรัมย์มากคือ หลักฐานทางวัฒนธรรมของเขมรโบราณซึ่งมีทั้งปราสาทอิฐ

และปราสาทหินเป็นจำนวนมากกว่า 60 แห่ง รวมทั้งได้พบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญคือเตาเผา ภาชนะดินเผา และภาชนะดินเผาแบบที่เรียกว่าเครื่องถ้วยเขมรซึ่งกำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึง 18 อยู่ทั่วไป

หลังจากสมัยของวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณแล้วหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของจังหวัดบุรีรัมย์ เริ่มมีขึ้นอีกครั้งตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยปรากฏชื่อว่าเป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมาและปรากฏชื่อต่อมาในสมัยกรุงธนบุรีถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ว่าบุรีรัมย์มีฐานะเป็นเมืองๆ หนึ่ง จนถึง พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคใหม่จึงได้ชื่อเป็นจังหวัดบุรีรัมย์มาจนถึงปัจจุบัน

ในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ มีการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีเกี่ยวกับการอยู่อาศัยของมนุษย์มาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ สมัยทวารวดี

และที่สำคัญที่สุด คือ ปราสาทขอมน้อยใหญ่กว่า 60 แห่ง ซึ่งพบกระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งแสดงถึงความรุ่งเรืองของบุรีรัมย์มาแต่ครั้งอดีตกาล

รวมถึงการพบแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ คือ เตาเผาภาชนะดินเผาสมัยขอม กำหนดอายุได้ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 – 18 หลังจากสมัยของวัฒนธรรมขอมหรือเขมรโบราณแล้ว หลักฐานทางประวัติศาสตร์ของบุรีรัมย์เริ่มมีขึ้นอีกครั้งตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา

โดยเป็นเมืองขึ้นของนครราชสีมา และปรากฏชื่อต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดยบุรีรัมย์มีฐานะเป็นเมือง ๆ หนึ่ง จนถึง พ.ศ. 2476 ได้มีการจัดระเบียบราชการบริหารส่วนภูมิภาคใหม่ จึงได้เปลี่ยนเป็นจังหวัดบุรีรัมย์มาจนถึงปัจจุบันนี้

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดบุรีรัมย์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช : ตั้งอยู่ในตัวเมืองทางไปอำเภอประโคนชัย สร้างในปี พ.ศ. 2538 เพื่อเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี ผู้ทรงก่อตั้งเมืองบุรีรัมย์ เมื่อครั้งยังทรงเป็นสมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึก พระบรมราชานุสาวรีย์มีขนาดเท่าครึ่งของพระองค์จริง หล่อด้วยโลหะสัมฤทธิ์ ฉลองพระองค์แบบนักรบตามขัตติยราชประเพณีโบราณ ประทับบนช้างศึก

จากจดหมายเหตุประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 7 กล่าวว่า ใน พ.ศ. 2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี โปรดให้สมเด็จพระยามหากษัตริย์ศึกยกทัพไปปราบพระยานางรองซึ่งคบคิดกับเจ้าโอ เจ้าอินแห่งจำปาศักดิ์ ขณะเดินทัพพบเมืองร้างอยู่ที่ลุ่มน้ำห้วยจระเข้มาก มีชัยภูมิดีแต่ไข้ป่าชุกชุม ชาวเขมรป่าดงไม่กล้าเข้ามาอยู่อาศัย แต่ตั้งบ้านเรือนอยู่โดยรอบ จึงรวบรวมผู้คนตั้งเป็นเมืองแปะ และให้บุตรเจ้าเมืองพุทไธสมัน ซึ่งติดตามมาด้วยเป็นเจ้าเมืองได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยานครภักดี ต่อมาจึงเปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองบุรีรัมย์”

ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้ : ตั้งอยู่ภายในมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ถนนจิระ เป็นสถานที่รวบรวมจัดแสดงโบราณวัตถุ ศิลปวัตถุอันมีค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดีและวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นแหล่งข้อมูลเพื่อการค้นคว้าวิจัย และแหล่งเรียนรู้ โดยมีนิทรรศการหลากหลายหัวข้อ อาทิ นิทรรศการเกี่ยวกับช้าง ชาวส่วย ผ้าพื้นเมือง จิตรกรรมฝาผนัง เครื่องถ้วยและเตาเผาโบราณ วิถีชีวิตชาวอีสาน สภาพภูมิศาสตร์ ชุมชนโบราณของบุรีรัมย์  เปิดทุกวัน ยกเว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 08.30 – 16.00 น.  สอบถามรายละเอียด โทร. 0 4461 1221   ต่อ 159

วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง : เป็นที่ตั้งของภูเขาไฟโบราณซึ่งยังคงปรากฏร่องรอยปากปล่องให้เห็นได้ชัดเจน มีลักษณะเป็นแอ่งลึกสามารถเดินชมศึกษาหินภูเขาไฟ ยอดสูงสุดประมาณ 265 เมตร จากระดับน้ำทะเล เป็นที่ประดิษฐาน “พระสุภัทรบพิตร” พระพุทธรูปองค์ใหญ่คู่เมืองบุรีรัมย์ มีปรางค์กู่โบราณ ภายในประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง มีสะพานแขวนซึ่งสามารถชมทัศนียภาพบริเวณปากปล่องภูเขาไฟได้

นอกจากนี้วนอุทยานยังมีพันธุ์ไม้พื้นเมืองน่าศึกษาหลายชนิดตัวอย่างเช่น ผลของต้นโยนีปีศาจ พันธุ์ไม้หายากที่มักพบในบริเวณเขตภูเขาไฟ การขึ้นไปยังเขากระโดงสามารถทำได้สองวิธี คือ เดินขึ้นบันได 297 ขั้น หรือ ขับรถขึ้นไปถึงยอดเขา ระหว่างทางจะพบพระพุทธรูปปางต่างๆ เรียงรายอยู่เป็นระยะ สามารถเดินทางจากตัวเมือง ใช้ทางหลวงหมายเลข 219 บนเส้นทางสาย บุรีรัมย์-ประโคนชัย ประมาณ 7 กิโลเมตร

อ่างเก็บน้ำวุฒิสวัสดิ์ หรือ อ่างเก็บน้ำภูเขาไฟกระโดง : ตั้งอยู่ทางด้านล่างของภูเขาไฟกระโดง บริเวณหน้าสำนักงานวนอุทยานภูเขาไฟกระโดง    ภายในบริเวณริมอ่างเก็บน้ำมีนกน้ำประจำถิ่น และนกอพยพหนีหนาวจากต่างถิ่นมาอาศัยอยู่โดยรอบ เช่น นกกวัก นกยางโทนน้อย  นกเป็ดผี  นกคับแคบ  นกอีแจว  นกกาน้ำเล็ก  นกพริก  นกเป็ดแดงฯลฯ  รอบอ่างอุดมไปด้วยพันธุ์ไม้เต็ง–รัง เหมาะสำหรับการพักกางเต้นท์และพักผ่อนหย่อนใจ

จากจุดนี้สามารถมองเห็นองค์พระสุภัทรบพิตรบนยอดภูเขาไฟกระโดงได้  เปิดให้เข้าชมทุกวัน ผู้สนใจกางเต๊นท์ พักแรมหรือทำกิจกรรมนันทนาการ  สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง โทร. 0 4463 7349  หรือ www.khaokradong.com E-Mail :khaokradongvolcano@gmail.com

วัดพระพุทธบาทเขากระโดง : ตั้งอยู่ที่ ต.เสม็ด อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ อยู่บริเวณเชิงเขาก่อนขึ้นสู่วนอุทยานภูเขาไฟกระโดง เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2498 โดยพระอธิการบุญมา ปญฺญาปโชโต ผู้บริจาคที่ดินคือ จ่าสิบเอกคำ ศิลากุล และนายพูน มณีวรรณ  พระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนได้ร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาวัดให้เป็นแหล่งปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน โดยมีหลวงพ่อเที่ยง ปภังกโร  ศิษย์เอกของเจ้าอธิการบุญมา ผู้เจริญรอยตามในธรรมปฏิบัติและวิทยาคมของเจ้าอธิการบุญมา เป็นเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน

ภายในบริเวณวัดเป็นที่ตั้งของพระสยามเทวเจดีย์  เป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของกษัตริย์ทั้ง 5 พระองค์ผู้ประกาศอิสรภาพ  ภายนอกพระสยามเทวเจดีย์ ที่บริเวณซุ้มประตูทางเข้าองค์พระเจดีย์ มีพระบรมรูปทรงม้าอยู่ทั้ง  4 ทิศ  ส่วนภายในมีบันทึกเล่าถึงประวัติของปูชนียวัตถุ  ข้อความซึ่งกล่าวถึงพิชัยสงคราม ไว้โดยรอบผนังพระเจดีย์

พระบรมธาตุเจดีย์ศรีสุวจนคุณานุสรณ์ : ตั้งอยู่ในวัดป่าเขาน้อย บริเวณกิโลเมตรที่ 7 ตามทางหลวงหมายเลข 219 โดยเดินทางผ่านทางเข้าวนอุทยานภูเขาไฟกระโดงขึ้นไปประมาณ 800 เมตร วัดป่าเขาน้อยเป็นวัดป่ากรรมฐานสายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  ที่พัฒนาขึ้นตามปณิธานของพระโพธิธรรมจารย์เถร หรือหลวงปู่สุวัจน์  สุวโจ  อดีตเจ้าอาวาสและวิปัสสนาจารย์ ผู้เป็นที่เลื่อมใสของประชาชนทั่วไป

เนื่องจากวัดป่าเขาน้อยเป็นวัดเก่าที่อยู่ใกล้ตัวเมืองสะดวกแก่การเดินทาง และมีสภาพเป็นป่าเขาจึงเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การเจริญวิปัสสนากรรมฐาน นอกจากนั้นยังมี  พระบรมธาตุเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์ ซึ่งมีศิลปกรรมที่งดงาม  มีรูปทรงราวกับปราสาทหินในสมัยขอม  มีความสูงกว่า 31  เมตร  ภายในเป็นอาคาร 2 ชั้น  พื้นที่ชั้นล่างมีพื้นที่ใช้สอยเป็นที่ปฏิบัติภาวนา   และมีส่วนที่แสดงภาพประวัติของหลวงปู่สุวัจน์

ส่วนชั้นสองประดิษฐานรูปเหมือนและเก็บอัฐบริขารของหลวงปู่สุวัจน์  ไว้ให้ประชาชนได้สักการะ โดยหลวงตา  มหาบัว ญาณสัมปันโน ได้มาเป็นประธานบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  และเปิดเจดีย์ศรีสุวจคุณานุสรณ์แห่งนี้ เมื่อวันที่  6 เมษายน พ.ศ. 2550

อ่างเก็บน้ำห้วยตลาด : ตั้งอยู่ตำบลสะแกซำ เดินทางจากตัวเมืองบุรีรัมย์ไป 12 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข  219  เส้นทางบุรีรัมย์-ประโคนชัย ที่นี่ถูกกำหนดให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าเมื่อปี 2535 เนื่องจากสำรวจพบว่าในแต่ละปีมีนกชนิดต่างๆ มาอาศัยอยู่โดยรอบจำนวนกว่า 100 ชนิด โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-เมษายนจะมีฝูงนกมาอาศัยอยู่มากเป็นพิเศษ บางชนิดใกล้สูญพันธุ์และหาดูได้ยาก เช่น นกเป็ดหงส์  และนกกาบบัว  ในยามเย็นจะมีฝูงนกยางสีขาวนับหมื่นตัวบินกลับรังเป็นภาพที่น่าชมมาก

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง : ตั้งอยู่บ้านตาเป็ก  ตำบลตาเป็ก ประกอบด้วยโบราณสถานสำคัญคือ ปราสาทหินพนมรุ้ง ตั้งอยู่บนยอดภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว สูงประมาณ 200 เมตร ( คำว่า “พนมรุ้ง” หรือ “วนํรุง” เป็นภาษาเขมรแปลว่า “ภูเขาใหญ่”) เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู ลัทธิไศวนิกาย มีการบูรณะก่อสร้างต่อเนื่องกันมาหลายสมัย ตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 และในพุทธศตวรรษที่ 18 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมได้หันมานับถือพุทธศาสนาลัทธิมหายาน เทวะสถานแห่งนี้จึงได้รับการดัดแปลง เป็นศาสนะสถานในพุทธศาสนาในช่วงนั้น

ปราสาทพนมรุ้ง ประกอบด้วยอาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ตั้งเรียงรายขึ้นไปจากลาดเขาทางขึ้นจนถึงปรางค์ประธานบนยอดอันเปรียบเสมือนวิมานที่ประทับของพระศิวะ ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออก บันไดทางขึ้นช่วงแรกทำเป็นตระพัง (สระน้ำ) สามชั้นผ่านขึ้นมาสู่พลับพลาชั้นแรก

จากนั้นเป็นทางเดินซึ่งมีเสานางเรียงปักอยู่ที่ขอบทางทั้งสองข้างเป็นระยะ ๆ ถนนทางเดินนี้ ทอดไปสู่สะพานนาคราช ซึ่งเปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อระหว่างดินแดนแห่งมนุษย์และสรวงสวรรค์ ด้านข้างของทางเดินทางทิศเหนือมีพลับพลาศิลาแลง 1 หลัง เรียกกันว่า โรงช้างเผือก สุดสะพานนาคราชเป็นบันไดทางขึ้นสู่ปราสาท ซึ่งทำเป็นชานพักเป็นระยะ ๆ รวม 5 ชั้น สุดบันไดเป็นชานชลาโล่งกว้าง ซึ่งมีทางนำไปสู่สะพานนาคราชหน้าประตูกลางของระเบียงคด อันเป็นเส้นทางหลักที่จะผ่านเข้าสู่ลานชั้นในของปราสาท

และจากประตูนี้ยังมีสะพานนาคราชรับอยู่อีกช่วงหนึ่งก่อนถึงปรางค์ประธาน ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงศูนย์กลางของลานปราสาทชั้นใน มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมมณฑป คือห้องโถงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เชื่อมอยู่ทางด้านหน้าส่วนประกอบของปรางค์ประธาน

ตั้งแต่ฐานผนังด้านบนและด้านล่าง เสากรอบประตู เสาติดผนัง ทับหลัง หน้าบัน ซุ้มชั้นต่าง ๆ ตลอดจนกลีบขนุนปรางค์ล้วนสลักลวดลายประดับทั้งลวดลายดอกไม้ ใบไม้ ภาพฤาษี เทพประจำทิศ ศิวนาฏราช ที่ทับหลังและหน้าบันด้านหน้าปรางค์ประธาน ลักษณะของลวดลายและรายละเอียดอื่น ๆ ช่วยให้กำหนดได้ว่าปรางค์ประธานพร้อมด้วยบันไดทางขึ้นและสะพานนาคราชสร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 17

ภายในลานชั้นในด้านตะวันตกเฉียงใต้ มีปรางค์ขนาดเล็ก 1 องค์ ไม่มีหลังคา จากหลักฐานทางศิลปกรรมที่ปรากฏ เช่น ภาพสลักที่หน้าบัน ทับหลัง บอกได้ว่าปรางค์องค์นี้สร้างขึ้นก่อนปรางค์ประธาน มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ 16

นอกจากนี้ยังมีฐานปรางค์ก่อด้วยอิฐซึ่งมีอายุเก่าลงไปอีก คือประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 อยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือขององค์ประธาน และที่มุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีอาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก่อด้วยศิลาแลง มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ร่วมสมัยกับพลับพลาศิลาแลงข้างทางเดินที่เรียกว่า “โรงช้างเผือก”

กรมศิลปากรได้ทำการซ่อมแซมและบูรณะปราสาทหินพนมรุ้ง โดยวิธีอนัสติโลซิส (ANASTYLOSIS) คือรื้อของเดิมลงมาโดยทำรหัสไว้ จากนั้นทำฐานใหม่ให้แข็งแรง แล้วนำชิ้นส่วนที่รื้อรวมทั้งที่พังลงมากลับไปก่อใหม่ที่เดิม โดยใช้วิธีการสมัยใหม่ช่วย และเนื่องในวันอนุรักษ์มรดกไทย ปี พ.ศ. 2531 ได้มีพิธีเปิดอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้งอย่างเป็นทางการ  เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม  พ.ศ. 2531  โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน

อุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 06.00-18.00 น. ค่าเข้าชมชาวไทย  20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท

หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง โทร. 0 4478 2715-16 โทรสาร 0 4478 2717

วัดเขาอังคาร : ตั้งอยู่บนเขาอังคารซึ่งเป็นภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว อยู่ห่างจากปราสาทหินพนมรุ้งไปอีกประมาณ 20 กิโลเมตร จากบุรีรัมย์ใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-นางรอง-บ้านตะโก-บ้านตาเป็ก (ทางเดียวกับไปปราสาทหินพนมรุ้ง) ภายในวัดมีการค้นพบโบราณสถานเก่าแก่และใบเสมาหินทรายสมัยทวารวดีหลายชิ้น ปัจจุบันเป็นวัดที่สวยงามใหญ่โตแห่งหนึ่งของบุรีรัมย์ มีการก่อสร้างโบสถ์ ศาลาและอาคารต่าง ๆ เลียนแบบสถาปัตยกรรมสมัยต่าง ๆ หลายรูปแบบ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเรื่องราวพุทธชาดกเป็นภาษาอังกฤษด้วย

อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลม : ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลตำบลนางรอง  เดินทางโดยใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 24 บนเส้นทางสายโชคชัย – เดชอุดม เข้าสู่ตัวอำเภอนางรอง  อ่างเก็บน้ำทุ่งแหลมจะอยู่บริเวณทางแยกไปปราสาทหินพนมรุ้งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก

และเป็นจุดแวะพักชมทิวทัศน์นริมทางหลวงหมายเลข 24 ห่างจากอำเภอนางรอง 4 กิโลเมตร ระหว่างทางไปปราสาทหินพนมรุ้ง มีศาลาริมน้ำรับลมเย็นสบาย และในช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายน – มกราคมของทุกปี จะมีฝูงนกเป็ดน้ำจำนวนมากอาศัยอยู่ที่อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ด้วย

วัดขุนก้อง : วัดขุนก้องตั้งอยู่บนถนน สายโชคชัย – เดชอุดม ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง เดินทางโดยใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 24 บนเส้นทางสายโชคชัย – เดชอุดม วัดขุนก้องอยู่ในตัวอำเภอนางรอง ตั้งอยู่บริเวณริมทางหลวงด้านซ้ายมือ สร้างในสมัยอยุธยา ปีพ.ศ. 2150 ครั้งสมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปปราบเขมร ขุนกองซึ่งเป็นนายทหารควบเสบียงมีจิตศรัทธาสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นแล้วให้ชื่อว่า “วัดขุนกอง” ทว่าภายหลังเพี้ยนเป็น”วัดขุนก้อง” ภายในวัด มีอุโบสถและกุฏิที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามน่าชม

วัดร่องมันเทศ : ตั้งอยู่ที่หมู่ 3 บ้านนางรอง ตำบลนางรอง อำเภอนางรอง  การเดินทางใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 24 บนเส้นทางสายโชคชัย – เดชอุดม เข้าตัวอำเภอนางรอง ตรงไปจนถึงสี่แยกบริเวณวัดขุนก้อง จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าถนนสังขกฤษ ตรงไปประมาณ 400 เมตร จะพบวัดร่องมันเทศด้านขวามือ วัดนี้สร้างขึ้นประมาณปี พ.ศ. 1985  โดยขุนหลวงพระงั่ว (สมเด็จพระบรมราชาที่ 1)

เมื่อครั้งทรงมีชัยต่อขอม ทรงตั้งเมืองนางรอง และได้สร้างวัดที่ชื่อว่า วัดอารามสามัคคี(วัดร่องมันเทศ) แต่ถูกทิ้งร้างไประยะหนึ่ง ปัจจุบันเป็นวัดที่สมบูรณ์และเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อขาว(พระพุทธรูปแกะสลักจากหินทรายที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย) 

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก : ตั้งอยู่ที่  172 หมู่  6 บ้านหนองบัวโคก ตำบล หนองบัวโคก  เดินทางจากตัวเมืองบุรีรัมย์ ใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 226 บนเส้นทางสายลำปลายมาศ-ห้วยแถลง กิโลเมตรที่ 104 ก่อนถึงอำเภอลำปลายมาศประมาณ  8 กิโลเมตร จะพบพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก มีป้ายโครงการวัฒนธรรมไทยสายใยชุมชนตั้งอยู่ทางซ้ายมือ

พิพิธภัณฑ์พื้นบ้านหนองบัวโคก เป็นพิพิธภัณฑ์เอกชน ของอาจารย์ทำนุ วรธงไชย อาจารย์สอนศิลปศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎบุรีรัมย์ จัดตั้งขึ้นมาเพราะใจรัก ไม่มีหน่วยงานสนับสนุนและไม่เก็บค่าเข้าชมใดๆ  ภายในพิพิธภัณฑ์มีการจัดเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องมือเครื่องใช้ในอดีตของชาวบ้านภาคอีสาน แยกเป็นหมวดหมู่ และจัดแสดงได้อย่างน่าชม เช่น เครื่องมือล่า- ดักจับสัตว์ ภาพวาดลายเส้น การรวบรวมหอยทะเลและสัตว์ทะเลต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงงานฝีมือจากเครื่องปั้นดินเผา และสอนทำเครื่องปั้นดินเผา โดยอาจารย์รำพึง วรธงไชย  ติดต่อการเข้าชมล่วงหน้าได้ที่ อาจารย์ทำนุ วรธงไชย  โทร. 08 5774 8773

ล่องแพที่ลำน้ำมาศ  : สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติแห่งใหม่  ตั้งอยู่บริเวณเขตพื้นที่ บ้านไผ่น้อย ต.หนองคู  อ.ลำปลายมาศ  จ.บุรีรัมย์ เดินทางโดยเริ่มจากตัวเมืองบุรีรัมย์ ใช้ถนนหมายเลข 226 บนเส้นทางสายลำปลายมาศ-ห้วยแถลง ห่างจากตัวอำเภอลำปลายมาศประมาณ 1 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าเขตพื้นที่บ้านไผ่น้อย ต.หนองคู แล้วมุ่งตรงสู่จุดล่องแพ

ลำน้ำมาศนั้นเป็นแม่น้ำสายหลักที่มีความหมายว่า “สายน้ำเงินทอง” ต้นน้ำอยู่ที่ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมาก่อนที่จะไหลผ่านหลายอำเภอในเมืองโคราช สู่ อ.ลำปลายมาศ  และไหลลงแม่น้ำมูล ใน อ.สตึก  จ.บุรีรัมย์  ถือได้ว่าเป็นแม่น้ำสายหลักอีกสายหนึ่งของภาคอีสาน

ที่นี่จะมีกิจกรรมการล่องเรือแพ ปั่นจักรยานน้ำ ชมทัศนียภาพตามลำน้ำมาศ ซึ่งมีระยะทางยาวกว่า 7 กิโลเมตร รวมถึงสัมผัสกลิ่นไอธรรมชาติความงามของดอกบัว “เบญจมาศ” ขนาดเล็กที่สุดที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ บานสะพรั่งไปตามลำน้ำซึ่งหาชมได้ยาก

สนใจการล่องแพลำน้ำมาศเปิดบริการทุกวัน เพียงแต่ควรติดต่อจองแพล่วงหน้าที่  โทร. 08 1572 8951 , 08 1760 6292, 08 1275 5703

ปราสาทหินเมืองต่ำ : ตั้งอยู่ที่ตำบลจระเข้มาก เดินทางโดยใช้เส้นทางสายบุรีรัมย์-ประโคนชัย ทางหลวงหมายเลข 217 เป็นระยะทาง 44 กิโลเมตร จากตัวอำเภอประโคนชัย มีทางแยกไปพนมรุ้ง ระยะทางอีก 21 กิโลเมตร ในเส้นทางเดียวกันนี้จะผ่านทางแยกเข้าปราสาทเมืองต่ำ ซึ่งจะอยู่ห่างจากปราสาทพนมรุ้งประมาณ  8  กิโลเมตร  ประวัติความเป็นมาของปราสาทหินเมืองต่ำไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด เพราะไม่พบหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด หรือใครเป็นผู้สร้าง ‘

มีลักษณะของศิลปะขอมแบบบาปวน อายุราว พ.ศ. 1550 – 1325 และมีลักษณะของศิลปะขอมแบบคลังซึ่งมีอายุราว พ.ศ. 1508 – 1555 ปะปนกัน ภาพสลักส่วนใหญ่เป็นภาพเทพในศาสนาฮินดู จึงอาจกล่าวได้ว่า ปราสาทแห่งนี้สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 15-17 เพื่อใช้เป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู ตัวปราสาท ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างหลัก คือ ปรางค์อิฐ 5 องค์ สร้างอยู่บนฐานเดียวกัน ก่อด้วยศิลาแลง องค์ปรางค์ทั้ง 5 ตั้งเรียงกันเป็น 2 แถว แถวหน้า 3 องค์ แถวหลัง 2 องค์ ปรางค์ประธานซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดตั้งอยู่ตรงกลางแถวหน้า ปัจจุบันคงเหลืออยู่เพียงส่วนฐาน

ส่วนองค์อื่นๆ มีสภาพที่ไม่สมบูรณ์นัก  ปรางค์ทุกองค์มีประตูเข้าสู่ภายในปรางค์ได้ด้านเดียว คือ ด้านทิศตะวันออก ด้านอื่นทำเป็นประตูหลอก แต่ปรางค์ประธานมีมุขหน้าอีกชั้นหนึ่ง การขุดแต่งบริเวณปรางค์ประธานได้พบทับหลังประตูมุขปรางค์ สลักเป็นภาพเทพถือดอกบัวขาบประทับนั่งเหนือหน้ากาล แวดล้อมด้วยสตรีเป็นบริวาร หน้าบันสลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ ส่วนทับหลังประตูปรางค์สลักเป็นเทพนั่งชันเข่าเหนือหน้ากาล และยังได้พบชิ้นส่วนลวดลายปูนปั้นประดับฐานอีกด้วย แสดงว่าปรางค์เหล่านี้ได้เคยมีปูนฉาบและปั้นปูนเป็นลวดลายประดับตกแต่งอย่างงดงาม

สำหรับปรางค์บริวารอีก 4 องค์นั้นยังคงมีทับหลังติดอยู่เหนือประตูทางเข้า 2 องค์ คือ องค์ที่อยู่ทางทิศเหนือของแถวหน้า และองค์ทิศใต้ของแถวหลัง สลักภาพพระศิวะอุ้มนางอุมาบนพระเพลา ประทับนั่งอยู่บนหลังโคนนทิ และภาพพระวรุณทรงหงส์ ตามลำดับ จากการขุดแต่งได้พบยอดปรางค์ทำด้วยหินทรายสลักเป็นรูปดอกบัว ตกอยู่ในบริเวณฐานปรางค์ หน้ากลุ่มปรางค์ยังมีวิหารเป็นอาคารก่ออิฐ 2 หลัง ตั้งหันหน้าตรงกับปรางค์ที่อยู่ด้านข้างทั้งสององค์

สิ่งก่อสร้างดังกล่าว ล้อมรอบด้วยกำแพงสองชั้น กำแพงชั้นในก่อด้วยหินทรายเป็นห้องแคบๆ ยาวต่อเนื่องกันเป็นรูปสี่เหลี่ยม ที่เรียกว่า ระเบียงคด กำแพงชั้นนอกเป็นกำแพงศิลาแลง กำแพงทั้งสองชั้นมีซุ้มประตูอยู่ในแนวตั้งตรงกันทั้ง 4 ด้าน ซุ้มประตูทั้งหมดยกเว้นซุ้มประตูของประตูชั้นในด้านทิศตะวันตกก่อด้วยหินทราย สลักลวดลายในส่วนต่าง ๆ อย่างงดงาม ตั้งแต่หน้าบัน ทับหลัง เสาติดผนัง ฯลฯ

เป็นภาพเล่าเรื่องในศาสนาฮินดูและลวดลายที่ผูกขึ้นจากใบไม้ ดอกไม้ที่มักเรียกรวม ๆ ว่า ลายพันธุ์พฤกษา ระหว่างกำแพงชั้นในและกำแพงชั้นนอก เป็นลานกว้างปูด้วยศิลาแลง มีสระน้ำขุดเป็นรูปหักมุมตามแนวกำแพงอยู่ทั้ง 4 มุม กรุขอบสระด้วยแท่งหินแลงก่อเรียงเป็นขั้นบันไดลงไปยังก้นสระ

ขอบบนสุดทำด้วยหินทรายเป็นลำตัวนาคซึ่งชูคอแผ่พังพานอยู่ที่มุมสระ เป็นนาค 5 เศียรเกลี้ยง ๆ ไม่มีเครื่องประดับศีรษะ ปราสาทหินเมืองต่ำ

เปิดให้เข้าชมทุกวันระหว่างเวลา 06.00 – 18.00 น.  ค่าเข้าชมชาวไทย  20  บาท ชาวต่างชาติ 100 บาท  หากต้องการเข้าชมปราสาทเมืองต่ำและปราสาทพนมรุ้ง  สามารถซื้อแพ็คเก็จคู่ในราคาค่าเข้าชมชาวไทย  30บาท  ชาวต่างชาติ  150 บาท

หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานอุทยานประวัติศาสตร์พนมรุ้ง โทร. 0 4478 2715-16  โทรสาร 0 4478 2717

 เขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน : ตั้งอยู่ในเขตตำบลประโคนชัย อำเภอประโคนชัย เดินทางจากตัวเมืองบุรีรัมย์ประมาณ 30 กิโลเมตร บนเส้นทางหมายเลข 219 บุรีรัมย์ – ประโคนชัย ก่อนถึงอำเภอประโคนชัย จะเห็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบินอยู่ทางซ้ายมือ

เขื่อนก่อสร้างขึ้นเมื่อพ.ศ. 2498 เพื่อการชลประทานและการประปา ส่วนพื้นที่เดิมเคยเป็นสนามจอดเครื่องบินรบของกองทัพอากาศสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังจากนั้นได้มีนกมาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก จึงได้ประกาศให้เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าอ่างเก็บน้ำสนามบิน เมื่อวันที่ 13  เมษายน พ.ศ.2523

มีการสำรวจพบว่ามีนกมากกว่า 150 ชนิด หลายชนิดเป็นนกประจำถิ่น และนกอพยพจากต่างถิ่นในฤดูหนาว โดยเฉพาะในช่วงเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม

แหล่งหินตัด : ตั้งอยู่ในวัดป่าธรรมศิลาราม และบริเวณหมู่บ้านสายตรี 3 และสายตรี 4ติดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ห่างจากตัวอำเภอบ้านกรวด 7 กิโลเมตร บนเส้นทางบ้านกรวด-ตาพระยา (ทางหลวงหมายเลข 224กิโลเมตรที่ 146)และแยกจากถนนใหญ่ไปอีก 3 กิโลเมตร

แหล่งหินตัด เป็นแหล่งหินทรายที่คนสมัยขอม ตัดหินเอาไปสร้างปราสาทต่าง ๆ ในเขตอีสานใต้ อยู่บริเวณเขากลอยและเขากระเจียว มีเนื้อที่กว่า 4,600 ไร่ ที่น่าสนใจคือ หินบางก้อนปรากฏรอยตอกเนื้อหินให้เป็นรูเรียงกันเป็นแนวยาว หินบางก้อนถูกเซาะสกัดเป็นร่องขาดจากกัน และยังมีหินที่ถูกตัดและงัดขึ้นมาเป็นแท่งสี่เหลี่ยมอยู่ทั่วไป

แหล่งเตาเผาโบราณ : นักโบราณคดีได้สำรวจพบเตาเผา และเครื่องปั้นดินเผาโบราณจำนวนมาก มีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-19 เป็นแหล่งผลิตเครื่องถ้วยขอม เป็นสินค้าป้อนให้กับเมืองต่างๆ โดยทำเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และขยายขอบเขตการผลิตไปยังพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งเตาโบราณ 2 แห่ง คือ เตาสวายและเตานายเจียน ซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอบ้านกรวดเป็นระยะทาง 5 และ 10 กิโลเมตร ตามลำดับ

ส่วนเครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบสามารถชมได้ที่ศูนย์วัฒนธรรมอีสานใต้ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์  หรือที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

ปราสาททอง : ตั้งอยู่ที่บ้านปราสาท  ตำบลปราสาท  เดินทางโดยใช้ถนนทางหลวงหมายเลข 219 บนเส้นทางสาย อ.ประโคนชัย – อ.บ้านกรวดระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร เลี้ยวขวาเข้าทางด้านหลังของที่ว่าการอำเภอบ้านกรวดประมาณ 300 เมตร

ปราสาททอง  มีลักษณะเป็นปราสาทสามหลังตั้งอยู่บนฐานเดียวกัน  ปราสาทหลังกลางมีขนาดใหญ่กว่าปราสาทบริวารอีกสองหลัง  ปราสาททุกหลังหันหน้าไปทางทิศตะวันออก  ด้านหน้ามีวิหารสองหลัง  อาคารทั้งหมดปิดล้อมด้วยกำแพงที่มีห้องที่กึ่งกลางกำแพงด้านทิศเหนือและทิศใต้  กำแพงด้านทิศตะวันออกมีประตูซุ้ม(โคปุระ)ทางเข้าเพียงด้านเดียว  นอกกำแพงมีคูน้ำล้อมรอบเว้นทางเข้าทิศตะวันออก

สันนิษฐานว่าปราสาททองสร้างขึ้นในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู  หลังกลางถวายแด่พระศิวะ(อิศวร)  หลังเหนือถวายแด่พระนารายณ์(วิษณุ)  หลังใต้ถวายแด่พระพรหม  หลักฐานสำคัญที่พบได้แก่ ทับหลังเหนือประตูซุ้มทางเข้า  แกะสลักภาพพระอินทร์ประทับเหนือหน้ากาลที่คายท่อนพวงมาลัย  ศิลปะขอมสมัยบาปวน อายุราวพุทธศตวรรษที่ 17

ปราสาทวัดโคกงิ้ว : อยู่บนทางสายนางรอง-ปะคำ (ทางหลวงหมายเลข 348) ก่อนถึงอำเภอปะคำ 3 กิโลเมตร การเดินทางจากสี่แยกอำเภอนางรองใช้ถนน 2118  อ.นางรอง – อ.ปะคำ เดินทางไปถึงหลัก กม.20 วัดปราสาทโคกงิ้วจะอยู่ทางขวามือ เป็นโบราณสถานสมัยขอม พุทธศาสนานิกายมหายาน  เป็นอโรคยาศาลหรือโรงพยาบาลที่สร้างขึ้นตามพระราชดำริของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18  ตามคติในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน

หมู่บ้านหัตถกรรมบ้านสินพัฒนา : ตั้งอยู่ที่ ม.11 ต.ไทยเจริญ การเดินทางใช้ถนนหมายเลข 348  บนเส้นทางสาย อ.นางรอง – อ.ปะคำ ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 23 ให้เลี้ยวขวาเพื่อเข้าสู่ถนนสายปะคำ – เสิงสาง ไปประมาณ 6.5  กิโลเมตร จะพบวัดทางซ้ายมือให้เลี้ยวขวาไปตามถนน 500 เมตร พบป้ายทางเข้าหมู่บ้านสินพัฒนา

ที่นี่เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงศิลปกรรมวัฒนธรรมชุมชน ที่แต่เดิมชาวบ้านแยกครอบครัวมาจาก บ้านหนองตาลี ต.ชุมแสง เป็นหมู่บ้านเก่าแก่ของ อ.นางรอง มีการตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่มากว่า 70  ปีแล้ว ปัจจุบัน ลุงทองดี ราชวงศ์ อายุ 64 ปี ปราชญ์ชาวบ้านในชุมชนเป็นผู้ริเริ่มงานแกะสลักหินหินทราย มีพ่อค้ามารับจ้างให้แกะสลักเศียรเทวรูปสมัยลพบุรี การแกะสลักของลุงทองดีใช้เพียงอุปกรณ์พื้นบ้านธรรมดา เช่น ค้อนปอนด์ ค้อนธรรมดา เหล็กสกัด (ซึ่งก็ยังคงใช้มาถึงปัจจุบัน) แต่ผลงานกลับละเอียดและประณีต สร้างชื่อเสียงและรายได้ให้แก่หมู่บ้าน

นอกจากนี้ ในหมู่บ้านยังมีกิจกรรมอื่นๆให้เที่ยวชม อาทิ  การทอเสื่อกกจากต้นไหล การทอผ้าไหมพื้นเรียบ ผ้าไหมมัดหมี่ บ้านพักรับรองในชุมชน (Home Stay) สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนศึกษาวิถีชีวิตและใกล้ชิดกับธรรมชาติ ฝึกหัดการแกะสลักหินกับช่างพื้นบ้าน และวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจของชุมชน ซึ่งได้แก่การทำนาข้าว การปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ สอบถามรายละเอียด คุณบุญเหลือ โทร. 089-8645112

อนุสาวรีย์เราสู้ : ตั้งอยู่ริมทางหลวงหมายเลข  348  สายละหานทราย-ตาพระยา  เดินทางจากตัว อ.โนนดินแดง ตามทางหลวงหมายเลข 348  บนเส้นทางสายอ.โนนดินแดง – อ. ตาพระยา จ.สระแก้ว บริเวณหลักกม.ที่ 5 จะพบอนุสาวรีย์อยู่ทางซ้ายมือ อนุสาวรีย์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2522 เพื่อรำลึกถึงวีรกรรมและคุณความดีของประชาชน ตำรวจ ทหาร ที่เสียชีวิตจากการต่อสู้กับผู้มีความเห็นแตกต่างทางการเมือง ซึ่งขัดขวางการสร้างเส้นทางยุทธศาสตร์สายนี้จนสามารถสร้างได้สำเร็จ

เขื่อนลำนางรอง : การเดินทางจากตัว อ.โนนดินแดง ใช้ถนนเส้น 348 บนถนนเส้นทางสายอ.โนนดินแดง –  อ. ตาพระยา จ.สระแก้ว ที่หลักกม.ที่ 5 เลี้ยวซ้ายผ่านอนุสาวรีย์เราสู้ตรงไป 800 เมตร ที่นี่เป็นพื้นที่โครงการพัฒนาเพื่อความมั่นคงตามพระราชดำริ

นอกจากสร้างประโยชน์ทางการเกษตรแล้ว ปัจจุบันยังได้รับการปรับปรุงให้เป็นสถานที่พักผ่อน เขื่อนลำนางรองเป็นเขื่อนดิน มีถนนลาดยางบนสันเขื่อนสำหรับชมทัศนียภาพ และร้านอาหารริมอ่างเก็บน้ำ บ้านพักรับรอง ห้องประชุม และค่ายพักแรม สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 4460 6336 ต่อ 159 หรือ ที่ร้านค้าสวัสดิการ โทร. 086-8749149

ปราสาทหนองหงส์ : ตั้งอยู่บ้านโนนดินแดง  การเดินทางใช้เส้นทางเดียวกับเขื่อนลำนางรอง อยู่ห่างจากตัวเขื่อนลำนางรองประมาณ 100 เมตร ปราสาทหนองหงส์เป็นโบราณสถานขนาดเล็ก ประกอบด้วยปรางค์ 3 องค์ ก่อด้วยอิฐ ตั้งบนฐานก่อด้วยศิลาแลงต่อเนื่องเป็นฐานเดียวกัน หันหน้าไปทางทิศตะวันออก มีประตูเข้า-ออกทางด้านหน้าอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก ปรางค์ทั้งสามมีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมไม้สิบสอง องค์กลางขนาดใหญ่กว่าสององค์ที่ขนาบข้าง แต่เดิมเคยมีทับหลังประดับจำหลักลายอย่างสวยงาม คือ องค์ทิศเหนือสลักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑเหนือหน้ากาล ซึ่งมือยึดท่อนพวงมาลัยแวดล้อมด้วยลายพันธุ์พฤกษา

อีก 2 องค์ที่เหลือ คือ องค์กลางและองค์ด้านทิศใต้ก็มีลักษณะคล้ายกันต่างกันที่ภาพตรงกลาง คือ ทับหลังปรางค์องค์กลางสลักเป็นรูปพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ องค์ทิศใต้เป็นรูปพระอิศวรทรงโค ด้านหน้าของปรางค์องค์กลาง มีทางเดินยื่นยาวออกไป มีบันไดทางด้านหน้าและด้านข้างทั้งสอง นอกจากนี้ยังมีวิหารหรือบรรณาลัยอีก 1 หลัง ก่อด้วยศิลาแลงหันหน้าเข้าหาปรางค์องค์ทิศใต้

อาคารทั้งหมดล้อมรอบด้วยกำแพงศิลาแลง มีซุ้มประตูด้านหน้าและด้านหลัง มีคูน้ำรูปตัวยูล้อมรอบ  การกำหนดอายุ สมัยของปราสาทนั้น กำหนดจากลักษณะการก่อสร้าง และศิลปกรรมที่พบซึ่งตรงกับศิลปะเขมรแบบบาปวน ซึ่งมีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 16

เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดงใหญ่ : เดินทางจากตัวเมืองบุรีรัมย์ไปตามทางหลวงหมายเลข 218 บุรีรัมย์ – นางรอง และทางหลวงหมายเลข 348 บุรีรัมย์ – ปะคำ – โนนดินแดง – ตาพระยา ระยะทางประมาณ 114 กิโลเมตร