ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมหาสารคาม

จังหวัดมหาสารคามเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ใจกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีบรรยากาศของเมืองที่สงบเงียบ และเรียบง่ายตามแบบฉบับของเมืองอีสานปัจจุบันมีความสำคัญในฐานะเป็นศูนย์กลางทางด้านการศึกษาแห่งหนึ่งของภูมิภาคเนื่องจากมีสถาบันการศึกษาอยู่มากมาย จึงได้ชื่อว่าเป็น “ตักศิลาแห่งอีสาน”

มหาสารคาม มีทรัพยากรการท่องเที่ยวที่โดดเด่นในด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และประเพณีและ เนื่องจากยังมีความเจริญไม่มากนัก ผู้ที่มาเยี่ยมเยือนเมืองนี้จึงได้สัมผัสวิถีชีวิตชาวอีสานอันเรียบง่ายและบริสุทธิ์ เป็นเสน่ห์ที่นับวันจะหาได้ยากในสังคมเมืองปัจจุบัน

เมืองมหาสารคาม ถือว่าเป็นเมืองแหล่งโบราณคดีที่สำคัญ มีประวัติความเป็นมายาวนานมาหลายร้อยปี เพราะพบหลักฐานทางโบราณคดีที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนา ตั้งแต่สมัยคุปตะตอนปลาย และปาละวะของอินเดีย ผ่านเมืองพุกาม ตลอดจนพระบรมสารีริกธาตุ

นอกจากนั้นแล้วยังเคยได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ผ่านมาทางชนชาติขอม ในรูปแบบสมัยลพบุรี เช่น กู่สันตรัตน์ กู่บ้านเขวา กู่บ้านแดง และกู่อื่น ๆ รวมไปจนถึงเทวรูปและเครื่องปั้นดินเผาของขอมอยู่ตามผิวดินทั่ว ๆ ไปในจังหวัดมหาสารคาม

มหาสารคามตั้งอยู่ตอนกลางของภาคอีสาน มีชาติพันธุ์หลายเผ่า เช่น ชาวไทยพื้นเมืองพูด ภาษาอีสาน ชาวไทยย้อและชาวผู้ไท เมืองมหาสารคามนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้ยกบ้านลาดกุดยางใหญ่ขึ้นเป็นเมือง เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2408 โดยแยกพื้นที่และพลเมืองราวสองพันคนมาจากเมืองร้อยเอ็ด

และโปรดเกล้าฯ ให้ท้าวมหาชัย (กวด ภวภูตานนท์) เป็นพระเจริญราชเดชเจ้าเมือง มีท้าวบัวทอง เป็นผู้ช่วยขึ้นกับเมืองร้อยเอ็ด ต่อมาโปรดเกล้าฯ ให้แยกเมืองมหาสารคามขึ้นกับกรุงเทพ ฯ เมื่อ พ.ศ. 2412

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดมหาสารคาม

ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมอีสาน : ตั้งอยู่ในบริเวณมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม จัดแสดงความเป็นมาของศิลปะอีสานตลอดจนศิลปหัตถกรรม    เช่น    การทอผ้า  ลายผ้าต่างๆ     รวมถึงวรรณคดีอีสานประเภทใบลานซึ่งหาชมได้ยาก และภาพสไลด์ เกี่ยวกับวัฒนธรรมและประเพณีของชาวอีสานให้ชมด้วย

สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน : ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดแสดงนิทรรศการแบบถาวร เป็นแหล่งรวมศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ความเป็นมาของการทอผ้า การประยุกต์ผลิตภัณฑ์ผ้าพื้นเมือง เครื่องจักสาน งานไม้ งานหล่อโลหะ การพัฒนาเครื่องปั้นดินเผา เครื่องใช้ในครัวเรือน เครื่องมือจับสัตว์ เครื่องดนตรี วรรณกรรม จารึกภาษาโบราณ รวมทั้งผลงานศิลปะร่วมสมัยของนิสิต นักศึกษา เปิดให้ชมในวันจันทร์-ศุกร์ ในเวลาราชการ และวันเสาร์ครึ่งวัน (หากติดต่อล่วงหน้าสถาบันฯ ก็ยินดีเปิดให้ชมเป็นพิเศษ)  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 4372 1686

กู่มหาธาตุ  (ปรางค์กู่บ้านเขวา) : ตั้งอยู่ที่บ้านเขวา ตำบลเขวา เป็นโบราณสถานที่มีอายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 สร้างขึ้นเพื่อเป็นอโรคยาศาล ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นศิลปะขอมแบบบายน ทำด้วยศิลาแลงเป็นรูปกระโจมสี่เหลี่ยม สูงจากพื้นดินถึงยอด 4 วา กว้าง 2 วา 2 ศอก

ภายในปราสาทมีเทวรูปทำด้วยดินเผา 2 องค์ นั่งขัดสมาธิ ประนมมือ ถือสังข์ มีกำแพงทำด้วยศิลาแลงล้อมรอบ  โคปุระอยู่แนวด้านทิศตะวันออกเป็นทางเข้าออกภายในกำแพงเพียงด้านเดียว บรรณาลัยอยู่ภายในกำแพงแก้วด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีทางเข้าในปรางค์ประธานเพียงด้านเดียว คือ ทิศตะวันออก ส่วนอีก 3 ด้าน เป็นประตูหลอก กรอบประตูและทับหลังเป็นหินทราย กรมศิลปากรได้ทำการขุดแต่งเรียบร้อยแล้ว การเดินทาง จากตัวเมืองไปตามถนนแจ้งสนิท 13 กิโลเมตร (ทางหลวงหมายเลข 23  มหาสารคาม-ร้อยเอ็ด)

ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง : ตั้งอยู่ถนนหน้าโรงเรียนหลักเมืองมหาสารคาม  สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2508 เมื่อท้าวมหาชัยเจ้าเมืองมหาสารคามคนแรก ได้รวบรวมไพร่พลจากร้อยเอ็ดมาตั้งเมืองใหม่ได้สร้างหลักเมือง และอัญเชิญเจ้าพ่อหลักเมืองมาประทับเพื่อเป็นสิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นสถานที่ที่ชาวจังหวัดมหาสารคามให้ความเคารพนับถือกันมาก

พระธาตุนาดูน : พุทธมณฑลแห่งอีสาน ตั้งอยู่ที่บ้านนาดูน  เป็นเขตที่มีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองในอดีต เดิมเคยเป็นที่ตั้งของนครจำปาศรีมาก่อน โบราณวัตถุต่าง ๆ ที่ค้นพบได้นำไปแสดงไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดขอนแก่น  ที่สำคัญคือมีการขุดพบสถูปบรรจุพระบรมสารีริกธาตุบรรจุในตลับทองคำ เงิน และสัมฤทธิ์

นอกจากนี้ยังพบพระพุทธรูปและพระพิมพ์ลายหลายแบบจำนวนมาก สันนิษฐานว่ามีอายุอยู่ในพุทธศตวรรษที่ 13-15 สมัยทวาราวดี รัฐบาลจึงอนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างพระธาตุนาดูนขึ้นในเนื้อที่ 902 ไร่ โดยบริเวณรอบ ๆ จะมีพิพิธภัณฑ์ทางศาสนาและวัฒนธรรม สวนรุกขชาติ สวนสมุนไพร ซึ่งตกแต่งให้เป็นสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา การเดินทาง จากตัวเมืองมหาสารคามใช้ทางหลวงหมายเลข 2040 ผ่านอำเภอแกดำ อำเภอวาปีปทุม แล้วเลี้ยวขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2045 ถึงอำเภอนาดูน ห่างจากตัวเมือง 65 กิโลเมตร 

เขตห้ามล่าสัตว์ป่าดูนลำพัน : เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีลักษณะเป็นป่าธรรมชาติ มีน้ำไหลเฉพาะที่ตลอดเวลา หรือที่เรียกว่าป่าน้ำซับ มีพืชและสัตว์ที่ไม่ค่อยพบในที่อื่น ๆ เช่น ต้นลำพัน หรือธูปฤาษี เห็ดลาบ ปลาคอ กั้ง งูเขาและปูทูลกระหม่อม (สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงพระราชทานชื่อ) หรือปูแป้งเป็นปูน้ำจืดที่สวยที่สุดในโลก  ตัวขนาดใหญ่กว่าปูนา ลำตัวมีหลายสี เช่น ม่วง ส้ม เหลืองและขาว ซึ่งพบเฉพาะที่ป่าดูนลำพันแห่งนี้เท่านั้น นอกจากนี้ป่าดูนลำพันยังเป็นแหล่งดูนก และศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง สอบถามรายละเอียดที่ โทร. 08 1817 9441, 08 1799 8795

วนอุทยานโกสัมพี : ตั้งอยู่ที่ตำบลหัวขวาง ริมฝั่งแม่น้ำชี วนอุทยานโกสัมพี มีเนื้อที่กว้าง 125 ไร่ ได้รับการประกาศเป็นวนอุทยานเมื่อวันที่ 1ตุลาคม 2519 เป็นสวนป่ามีต้นไม้หลายชนิด เช่น ต้นยางขนาดใหญ่ ต้นตะแบก ต้นกระทุ่ม ฯลฯ แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมติดต่อกัน มีหนองน้ำธรรมชาติ ทัศนียภาพร่มรื่น เป็นที่อาศัยของนกต่างๆ และลิงแสมฝูงใหญ่จำนวนหลายร้อยตัว รวมทั้งลิงแสมสีทองซึ่งเป็นพันธุ์ที่หายาก

สิ่งที่น่าสนใจในวนอุทยานได้แก่ แก่งตาด  เป็นหินดินดานที่มีบริเวณกว้างอยู่ในลำน้ำชี  ทางด้านทิศเหนือและทิศตะวันออกของวนอุทยานโกสัมพี  ในช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม น้ำตื้นมองเห็นหินดินดาน ที่มีน้ำไหลกระทบเป็นฟองคลื่นขาวสะอาดตา  และบริเวณที่ติดต่อกับริมฝั่งลำน้ำชีก็มีทัศนียภาพที่สวยงามเช่นกัน

ลานข่อย : เป็นลานต้นข่อยที่มีอยู่เดิมตามธรรมชาติ ตกแต่งเป็นไม้แคระรูปต่าง ๆ มากกว่า  200 ต้น ลิงแสม  เป็นสัตว์ประจำถิ่นของป่าแห่งนี้ โดยลิงแสมในวนอุทยานฯ จะมี 2 สี คือ ลิงแสมสีเทา และลิงแสมสีทอง  การเดินทาง จากตัวเมืองใช้เส้นทางหมายเลข 208 ระยะทาง 28 กิโลเมตร ถึงสี่แยกโกสุมพิสัย ตรงเข้าทางลาดยาง 450 เมตร