ข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

จังหวัดหนองคายเป็นจังหวัดชายแดนริมฝั่งแม่น้ำโขงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง เพราะเป็นประตูสู่เมืองเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเป็นที่ตั้งของสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งแรก ที่เชื่อมโยงประเทศไทย-ลาวเข้าด้วยกัน

ทำให้หนองคายในวันนี้กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญเมืองหนึ่ง โดยเฉพาะเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคในวันออกพรรษาที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกและด้วยความที่เป็นเมืองสงบเงียบ เรียบง่าย เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งศาสนา วัฒนธรรมประเพณี และวิถีชีวิตพื้นบ้านผสมผสานกันได้อย่างลงตัวและมีเสน่ห์

ทั้งยังอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ หลากหลายไปด้วยอาหารการกินและสินค้านานาชนิด มีโรงแรมที่พักมากมาย และการคมนาคมสะดวกสบาย เมืองริมโขงแห่งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวที่นักเดินทางไม่ควรพลาดมาเยี่ยมเยือน

ประวัติศาสตร์ของเมืองหนองคายเริ่มต้นเมื่อกว่า 200 ปีเศษ โดยพื้นที่บริเวณริมฝั่งโขงนี้เคยเป็นที่ตั้งของเมืองเล็ก ๆ 4 เมือง ที่ยังเหลือซากโบราณสถานอยู่ตามวัดต่าง ให้เห็นจนถึงปัจจุบัน เมืองทั้งสี่คือ เมืองพรานพร้าว เมืองเวียงคุก เมืองปะโค เมืองไผ่ (บ้านบึงค่าย)

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอนุวงศ์ กษัตริย์ผู้ครองนครเวียงจันทน์ได้ตั้งตนเป็นกบฏ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยาราชเทวี ยกทัพไปตีเมืองเวียงจันทน์ โดยมีท้าวสุวอธรรมา (บุญมา) เจ้าเมืองยโสธร และพระยาเชียงสา เป็นกำลังสำคัญในการช่วยทำศึกจนได้รับชัยชนะ

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้ท้าวสุวอขึ้นเป็นเจ้าเมือง โดยตั้งเมืองใหญ่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขงคอยดูแลพื้นที่ โดยสร้างเมืองใหม่ไว้ที่บ้านไผ่ ตั้งชื่อว่า หนองคาย ตามชื่อหนองน้ำใหญ่ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง

สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดหนองคาย

อนุสาวรีย์ปราบฮ่อ : ตั้งอยู่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดหลังเก่า เป็นที่บรรจุอัฐิของผู้ที่เสียชีวิตในการปราบกบฏฮ่อเมื่อปี ร.ศ. 105 เสด็จในกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมซึ่งเป็นแม่ทัพปราบกบฏฮ่อรับสั่งให้สร้างขึ้นเพื่อเทิดทูนความดีของผู้ที่ได้เสียสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมือง ที่อนุสาวรีย์ทั้ง 4 ทิศ มีคำจารึกภาษาไทย จีน ลาว และอังกฤษ มีการจัดงานบวงสรวงและฉลองอนุสาวรีย์ในวันที่ 5 มีนาคม ของทุกปี

วัดโพธิ์ชัย : เป็นพระอารามหลวง ตั้งอยู่ที่ถนนโพธิ์ชัย ในเขตเทศบาลเมือง เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวเมืองหนองคายนับถือกันมาก หลวงพ่อพระใสเป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสีสุก มีลักษณะงดงาม ตำนานเล่าว่า พระธิดา 3 องค์ของกษัตริย์ล้านช้างได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์และขนานนามพระพุทธรูปตามพระนามของตนเอง คือ พระเสริมประจำพี่ใหญ่ พระสุกประจำคนกลาง และพระใสประจำน้องสุดท้อง เดิมประดิษฐานที่กรุงเวียงจันทน์

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสามลงเรือข้ามฝั่งมายังเมืองหนองคาย แต่เกิดพายุพัดพระสุกจมน้ำหายไป ส่วนพระเสริมและพระใสได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่หนองคาย จนในสมัยรัชกาลที่ 4 จึงได้อัญเชิญพระเสริมลงมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ ส่วนพระใสยังคงประดิษฐานอยู่ที่วัดโพธิ์ชัย จังหวัดหนองคาย ทุกปีในวันเพ็ญกลางเดือน 7 ชาวเมืองหนองคายจะมีงานประเพณีบุญบั้งไฟ บูชาพระใสที่วัดโพธิ์ชัยเป็นประจำ

ตลาดท่าเสด็จ : เป็นแหล่งรวมสินค้าที่ในแถบอินโดจีน และยุโรปตะวันออก อยู่ริมแม่น้ำโขง ในเขตเทศบาลเมือง ตลาดนี้มีทั้งผลิตภัณฑ์อาหารแห้ง อาหารแปรรูป และข้าวของเครื่องใช้ เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า นาฬิกา เครื่องครัว เปิดบริการทุกวันเวลา 8.00318.30 น. ทุกวันนี้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเดินทางมาเที่ยวชมและเลือกซื้อสินค้ามากมาย และท่าเสด็จยังเป็นด่านสำหรับคนท้องถิ่นข้ามไปยังฝั่งลาว ส่วนนักท่องเที่ยวทั่วไปต้องใช้ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาว

พระธาตุหนองคาย หรือ พระธาตุกลางน้ำ : เป็นพระธาตุที่หักพังอยู่กลางลำน้ำโขง เป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุฝ่าพระบาทเก้าพระองค์ตามตำนานอุรังคธาตุ (พระพนม) จากการสำรวจใต้น้ำของหน่วยโบราณคดีภาค 7 พบว่าองค์พระธาตุที่อยู่ใต้น้ำมีฐานกว้างด้านละ 17.2 เมตร ย่อมุมที่ฐาน และมีความสูงประมาณ 28.5 เมตร หักออกเป็น 3 ท่อน สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างในราวพุทธศตวรรษที่ 20-22 เนื่องจากมีรูปร่างคล้ายพระธาตุบังพวน หนังสือประชุมพงศาวดารภาค 70 บันทึกไว้ว่า “พระธาตุเมืองหนองคายได้เพ (พัง) เมื่อวันขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีพุทธศักราช 2390”

ศาลาแก้วกู่ : หรือวัดแขก ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย 3 กิโลเมตร ตามเส้นทางไปโพนพิสัย อยู่ขวามือ ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของพุทธมามกะสมาคมจังหวัดหนองคาย สถานที่คล้ายพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งนี้ เกิดจากแรงบันดาลใจของหลวงปู่บุญเหลือ สุรีรัตน์ ได้สร้างสถานที่แห่งนี้เมื่อราวปี พ.ศ. 2521 ด้วยความเชื่อว่าหลักคำสอนทุกศาสนา สามารถนำมาผสมผสานได้ คือมีทั้งพระพุทธรูปปางต่าง ๆ รูปเทพฮินดู รูปปั้นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ รูปปั้นเรื่องรามเกียรติ์ และตำนานพื้นบ้าน

เปิดให้เข้าชมทุกวัน ระหว่างเวลา 7.00-17.00 น. ค่าเข้าชมคนละ 20  บาท สอบถามรายละเอียด โทร.081 369 5744

หาดจอมมณี: อยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 2 กิโลเมตร ตามถนนเลียบแม่น้ำโขง เป็นหาดทรายริมแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นเฉพาะช่วงฤดูแล้ง ชายหาดมีความยาวประมาณ 200 เมตร ตรงจุดนี้ยังสามารมองเห็นบริเวณสะพานมิตรภาพไทย-ลาว ได้อย่างชัดเจน ช่วงที่เหมาะในการเที่ยวชมคือเดือนเมษายน ซึ่งจะมีนักท่องเที่ยวในจังหวัดและจากบริเวณจังหวัดใกล้เคียง เดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนเป็นจำนวนมาก จนได้รับการเรียกขานว่าเป็น “พัทยาอีสาน”

สะพานมิตรภาพไทย-ลาว : เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากอำเภอเมืองหนองคายไปเมืองท่าเดื่อ ของ สปป.ลาว ตัวสะพานมีความยาว 1,174 เมตร กว้าง 12.7 เมตร มีช่องสำหรับเดินรถ 2 ช่องทาง กลางสะพานออกแบบไว้สำหรับสร้างทางรถไฟ เชิงสะพานมีด่านตรวจคนเข้าเมืองตั้งอยู่ สะพานห่างจากตัวเมืองเวียงจันทน์ ประมาณ 20 กิโลเมตร สร้างขึ้นจากความร่วมมือของ 3 ประเทศ คือ ออสเตรเลีย ลาว และไทย นับว่าเป็นสะพานที่กระชับความสัมพันธ์ไทย-ลาว ให้แน่นแฟ้น ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม นักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางจากหนองคายไปเวียงจันทน์ต้องใช้สะพานแห่งนี้

พระธาตุบังพวน : ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุบังพวน บ้านดอนหมู ตำบลพระธาตุบังพวน เป็นเจดีย์เก่าแก่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่เคารพสักการะของชาวหนองคายมาช้านาน องค์พระธาตุเดิมสร้างด้วยอิฐเผา สถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่น เป็นสถูปแบบอินเดียรุ่นเดียวกับองค์พระปฐมเจดีย์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2513 เกิดพังทลายเนื่องจากฐานทรุด จึงมีการบูรณะขึ้นใหม่โดยกรมศิลปากร เป็นรูปปรางค์สี่เหลี่ยมต่อกันเป็นบัวปากระฆัง มีฐานทักษิณ 5 ชั้น กว้าง 17.20 เมตร ชั้นที่ 6 เป็นรูประฆังคว่ำ ชั้นที่ 7 เป็นรูปดาวปลี เหนือขึ้นไปเป็นที่ตั้งฉัตร สูงจากพื้นดิน 34.25 เมตร

ชาวหนองคายจัดงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 11 ค่ำ เดือนยี่ ของทุกปี  ภายในมีโบราณสถานอื่น ๆ ได้แก่ สัตตมหาสถาน หรือ สถานที่สำคัญ 7 แห่งในพุทธประวัติ หลังจากที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขแห่งละ 7 วัน และสระปัพพฬนาค หรือสระพญานาค ซึ่งในสมัยโบราณเมื่อมีการแต่งตั้งเจ้าเมือง ก็จะนำน้ำจากสระนี้ไปสรงเพื่อเป็นสิริมงคล

พระธาตุบังพวนอยู่ห่างจากตัวเมือง 23 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2 (หนองคาย-อุดรธานี) ประมาณ 11 กิโลเมตร แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 211 ทางไปท่าบ่อ ถึงกิโลเมตรที่ 10 วัดอยู่ด้านขวามือ

พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ พระแก้วมรกตหล่อสำริดขนาดใหญ่ที่สุดในโลก : พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ ประดิษฐาน ณ มูลนิธิพระพุทธเจ้าห้าพระองค์(ติดกับที่พักสงฆ์วัดป่าสีดาพระรามลักษณ์รัตนโคตร)บ้านสังคมพัฒนา ต.สีกาย อ.เมือง จ.หนองคาย ห่างจากตัวเมืองหนองคายประมาณ 22  กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 212 ทางไปอ.โพนพิสัย ทางเข้า 2 ทาง คือทางเข้าวัดป่าสีดาพระรามลักษณ์รัตนโคตร หรือทางเข้าโรงเรียนบ้านหมากก่อง พระพุทธเจ้าห้าพระองค์ประกอบด้วย พระกุกกุสันธพุทธเจ้า พระโกนาคมพุทธเจ้า พระกัสสปพุทธเจ้า และพระศรีศากยมุนีโคดมพุทธเจ้า พระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้า

หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ :ประดิษฐานอยู่ที่วัดศรีชมภูองค์ตื้อ บ้านน้ำโมง หลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่หล่อด้วยทอง ฝีมือของช่างฝ่ายเหนือและช่างล้านช้าง เป็นพระพุทธรูปที่มีลักษณะงดงามมาก นั่งขัดสมาธิปางมารวิชัย หน้าตักกว้าง 3.29 เมตร สูง 4 เมตร เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ประชาชนทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงเคารพนับถือมาก จากหลักฐานศิลาจารึกทำให้ทราบว่า พระเจ้าองค์ตื้อสร้างเมื่อพุทธศักราช 2105

ผู้สร้างคือ พระไชยเชษฐา กษัตริย์นครเวียง หล่อโดยใช้ทองคำ ทองเหลือง และเงินผสมกัน รวมน้ำหนักได้ 1 ตื้อ (ตื้อ เป็น มาตราโบราณของอีสาน) ใช้เวลาในการสร้าง 7 ปี 7 เดือน ทางจังหวัดได้จัดงานนมัสการหลวงพ่อพระเจ้าองค์ตื้อเป็นประจำทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4

อยู่ห่างจากตัวเมืองหนองคาย ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 ทางไปอุดรธานี เลี้ยวเข้าทางหลวงหมายเลข 211 สายหนองคาย-ท่าบ่อ ถึง กิโลเมตรที่ 31 จะเห็นป้ายบอกทางเข้าวัดเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตร

วัดหินหมากเป้ง : ตั้งอยู่ที่บ้านไทยเจริญ ตำบลพระพุทธบาท บริเวณวัดมีพื้นที่กว้างขวาง ร่มรื่นด้วยพรรณไม้ บรรยากาศเงียบสงบ พื้นที่ด้านหนึ่งติดกับลำน้ำโขง เดิมเคยเป็นที่ปฏิบัติธรรมของหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี เกจิอาจารย์ชื่อดังของภาคอีสาน ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของภิกษุสงฆ์ แม่ชี และผู้แสวงบุญทั้งหลาย หลังจากท่านมรณภาพ ได้มีการก่อสร้างเจดีย์ เพื่อบรรจุอัฐิของท่าน

ภายในมีรูปปั้นของหลวงปู่เทสก์ พร้อมเครื่องอัฐบริขารและนิทรรศการชีวประวัติของท่าน วัดหินหมากเป้งอยู่ห่างจากตัวเมือง 75 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 211 (หนองคาย-ศรีเชียงใหม่) ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 2186 วัดจะอยู่ทางด้านขวามือ

น้ำตกวังน้ำหมอก : เป็นน้ำตกสูง 30 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของหมู่บ้าน เลยเขตเทศบาลตำบลศรีเชียงใหม่ออกไปทางอำเภอสังคมประมาณ 28 กิโลเมตร ก่อนถึงวัดหินหมากเป้ง 20 เมตร มีทางแยกซ้ายเข้าสู่บ้านวังน้ำมอก ระยะทางจากทางแยกเข้าสู่น้ำตกประมาณ 7 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงตัวน้ำตกได้โดยไม่ต้องเดินเท้า

บริเวณน้ำตกมีแนวสันภูเป็นผาหินลักษณะแปลกตา มีธารน้ำไหลลดหลั่นกันไป ตอนล่างเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่และลานหิน ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือ เดือนมิถุนายน- ตุลาคม มีที่พักค้างคืนแบบโฮมสเตย์และเส้นทางเดินป่า หรือจะเข้าร่วมพิธีบายศรีสู่ขวัญ และซุมข้าวข้าวแลง (กินข้าวเย็นด้วยกัน) ซึ่งเป็นประเพณีของชาวบ้านวังน้ำมอกในการต้อนรับคนแปลกถิ่น

สนใจการท่องเที่ยวบ้านวังน้ำมอกไปจนถึงการเที่ยวป่า โทร. 08 6232 5300, โทร 080 462 5677, 042 423783

วัดถ้ำศรีมงคล (วัดถ้ำดินเพียง) : มีสถานที่สำคัญซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัด ถ้ำดินเพียง เล่าขานกันมาว่าเป็นถ้ำที่พระธุดงค์จากลาวเดินทางข้ามมาโดยไม่ได้ผ่านมาทางเรือแต่เป็นการเดินทางผ่านถ้ำนี้ ซึ่งผู้ที่จะเห็นเส้นทางในถ้ำต้องเป็นผู้บำเพ็ญศีลภาวนา หรือเป็นพระอภิญญา

ลักษณะถ้ำคล้ายเมืองบาดาลของพญานาค มีความชื้น และน้ำไหลตลอดปี มีก้อนหินเป็นแท่งตั้งวางอย่างจงใจ บางก้อนเป็นโลงศพ มีส่วนเว้าโค้งของหินภายในถ้ำที่สวยงาม การเข้าถ้ำควรมีผู้นำทางเพราะอาจหลงทางและเป็นอันตรายได้

วัดอยู่ห่างจากจังหวัดหนองคายไปตามทางหลวงหมายเลข 211 เรียบแม่น้ำโขง ระยะทางประมาณ 96 กิโลเมตร ถึงบ้านดงต้อง ตำบลผาตั้ง จะมีป้ายทางซ้ายมือบอกเส้นทางไปวัดถ้ำศรีมงคล 14 กิโลเมตร

ศูนย์วิจัยพืชสวนหนองคาย : ตั้งอยู่ที่ถนนหนองคาย-บึงกาฬ (ทางหลวงหมายเลข 212) ประมาณ 63 กิโลเมตร มีป้ายบอกทางแยกขวาที่บ้านนายางเข้าไปอีก 200 เมตร เนื่องจากอยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำโขงจึงทำให้เป็นเขตที่มีความชุ่มชื้นสูง มีความหลากหลายด้วยพันธุ์ไม้ที่ทดลองปลูก เช่น แปลงไม้ผล มีทุเรียน มังคุด ลองกอง มะม่วงหิมพานต์

รวมทั้งพันธุ์ไม้พื้นบ้านที่อนุรักษ์ไว้ เช่น ต้นมะเกี๋ยงที่นำไปทำไวน์ และน้ำมะเกี๋ยง ผักพื้นบ้านที่ชาวอีสานนิยมนำไปจิ้มน้ำพริก แนมลาบ เช่น กระเจียว ผักกาดย่า ส้มโมง ผักหวานป่า  แปลงรวบรวมพันธุ์ไม้หอมกว่า 100 ชนิด และสมุนไพรพื้นถิ่นภาคอีสาน  นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่ง สนใจสอบถาม โทร. 0 4242 1257, 0 4242 1679