50 วัดสวยในภาคอีสาน ต้องไปทำบุญ ขอพร กันสักครั้ง

ภาคอีสาน ดินแดนแห่งความเชื่อและความศรัทธา นอกจากจะมีแหล่งท่องเที่ยวสวยๆ มากมายให้นักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศได้มาเที่ยวชมแล้ว ยังมีวัดวาอาราม พระธาตุ และพระเกจิอาจารย์ที่มีความศักดิ์สิทธิ์ นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางไปกราบไหว้ขอพรเพื่อความเป็นสิริมงคลกันอย่างเนืองแน่น วัดสวยๆ มีทุกจังหวัดเลยล่ะ

มาดูกันว่ามีวัดไหนที่น่าสนใจบ้าง หรือถ้ามีเวลาจะชวนครอบครัว หรือชักชวนชาวแก็งค์ ขับรถเดินทางไปเที่ยวอีสาน แวะไหว้พระทำบุญด้วยกัน ก็น่าสนุกไม่ใช่น้อย

1. วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร 

พระอารามหลวงชั้นเอกซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระธาตุพนม โบราณสถานที่มีประวัติยาวนานนับพันปี โดยตามตำนานพระธาตุพนม หรืออุรังคนิทานกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล เมื่อครั้งพระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระอานนท์ เสด็จมาถึงดินแดนแถบนี้ ได้ทรงพยากรณ์ที่ตั้งเมืองมรุกขนคร (นครพนม) เอาไว้

ต่อมาหลังการเสด็จปรินิพพาน พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ เข้าบรรจุภายในอุโมงค์ที่ก่อขึ้นบริเวณนี้ ก่อนที่จะเกิดการบูรณะปฏิสังขรณ์ต่อมาจนมีลักษณะเป็นองค์พระธาตุศิลปะอีสานที่งดงามในปัจจุบัน โดยพระธาตุพนมถือเป็น พระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีวอกด้วย

ที่ตั้ง : .ธาตุพนม อ.ธาตุพนม จ.นครพนม

2.พระธาตุเรณู  

โดดเด่นน่าชมด้วยสีชมพูพาสเทลที่ทาลงบนลวดลายปูนปั้นที่สวยงามขององค์พระธาตุอย่างตั้งใจ องค์พระธาตุสร้างในปี พ..2461 โดยจำลองแบบมาจากสถาปัตยกรรมขององค์พระธาตุพนม แต่มีขนาดเล็กกว่า โดยมีความสูงที่ 35 เมตร ส่วนภายในองค์พระธาตุบรรจุทั้งพระไตรปิฎก พระพุทธรูปทองคำ พระพุทธรูปเงิน ของมีค่า และเครื่องกกุธภัณฑ์ของพระยาและเจ้าเมือง ถือเป็นพระธาตุประจำของคนที่เกิดวันจันทร์

เชื่อว่าหากใครมานมัสการจะได้รับอานิสงส์ให้มีวรรณะงดงามผุดผ่องดังแสงจันทร์ ส่วนอุโบสถใกล้กันประดิษฐาน พระองค์แสน ศิลปะแบบลาว ซึ่งเป็นพระพุทธรูปทองคำปางสมาธิซึ่งมีพุทธลักษณะงดงามมากองค์หนึ่งด้วย

ที่ตั้ง : .เรณู อ.เรณูนคร จ.นครพนม

3.พระธาตุท่าอุเทน 

พระธาตุคู่เมืองนครพนม สร้างมาตั้งแต่ พ.. 2455 โดยจำลองแบบมาจากพระธาตุพนมแต่มีขนาดเล็กกว่า ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ ซึ่งอัญเชิญมาจากเมืองย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ รวมทั้งพระพุทธรูปและของมีค่าต่างๆ ซึ่งนอกจากความสง่างามขององค์พระธาตุแล้ว ลวดลายปูนปั้นรอบองค์พระธาตุที่บอกเล่าเรื่องราวพุทธชาดก ก็น่าชมน่าศึกษาในรายละเอียดไม่แพ้กัน

โดยทุกปีจะมีการจัดงานนมัสการพระธาตุในวันขึ้น 13 ค่ำ ถึงแรม 1 ค่ำ เดือน 4 นอกจากนี้ พระธาตุท่าอุเทนยังถือเป็นพระธาตุประจำวันเกิดของคนที่เกิดวันศุกร์ เชื่อกันว่าหากมานมัสการพระธาตุแห่งนี้จะได้รับอานิสงส์ให้ชีวิตมีความรุ่งโรจน์เปรียบดั่งพระอาทิตย์

ที่ตั้ง : .ท่าอุเทน อ.ท่าอุเทน จ.นครพนม

4.พระธาตุนคร วัดมหาธาตุ

หนึ่งในพระธาตุองค์สำคัญของจังหวัดนครพนม ประดิษฐานอยู่ภายในวัดมหาธาตุ (เดิมชื่อว่าวัดมิ่งเมือง) ถือเป็นพระธาตุสำหรับผู้ที่เกิดวันเสาร์ มีความสูง 24 เมตร ฐานเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้าง 5.85 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.. 2465 โดยใช้เวลาสร้างประมาณสองปี จำลองแบบมาจากพระธาตุพนม (องค์เดิม) ภายในบรรจุพระอรหันตธาตุซึ่งค้นพบจากเจดีย์เก่าแก่ภายในวัดนั่นเอง

นอกจากเที่ยวชมกราบไหว้พระธาตุนครแล้ว เรายังสามารถเข้าไปสักการะองค์พระประธานในพระอุโบสถ รวมทั้งชมวิวทิวทัศน์แม่น้ำโขงซึ่งอยู่ด้านหน้าวัด เพียงแค่ข้ามถนนสุนทรวิจิตรไปอีกด้วย ในทุกปีจะมีงานฉลองสมโภชพระธาตุนคร ณ วัดมหาธาตุ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5

ที่ตั้ง : ริมแม่น้ำโขง ถ.สุนทรวิจิตร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม

5.วัดสิรินธรวราราม ภูพร้าว

หากกลางวันว่าสวย พอพระอาทิตย์ตกดินความมืดเข้าคลุมจะยิ่งสวยกว่า และใครๆ ก็คงมาเที่ยวที่นี่เพราะความสวยยามค่ำคืน

วัดสิรินธรวราราม หรือวัดภูพร้าว มีชื่อเรียกเล่นๆ อีกชื่อว่าวัดเรืองแสง เพราะบริเวณด้านหลังพระอุโบสถมีการสร้างงานศิลปะด้วยเทคนิคและสารเคมีซึ่งจะเรืองแสงสดใสขึ้นมายามที่ท้องฟ้ามืดแล้ว

พระอุโบสถเรืองแสงหลังนี้สร้างขึ้นโดยจำลองแบบมาจากวัดเชียงทองประเทศลาวส่วนต้นกัลปพฤกษ์และลานงานประติมากรรมเรืองแสงออกแบบโดยคุณคณากรปริญญาปุณโณขอบอกว่าสวยงามต้องมาเยือนจริงๆ

ที่ตั้ง : .ช่องเม็ก อ.สิรินธร จ.อุบลราชธานี

6.วัดพระธาตุหนองบัว

วัดพระธาตุหนองบัว หรือ วัดหนองบัว เป็นหนึ่งในวัดดังของเมืองอุบลฯ ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจและเดินมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก เพราะที่นี่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมของ พระธาตุเจดีย์ศรีมหาโพธิ์ ที่เดิมมีรูปแบบจำลองแบบมาจากเจดีย์พุทธคยาในอินเดีย

ต่อมาได้สร้างพระธาตุองค์ใหม่ครอบพระธาตุองค์เดิมไว้ โดยพระธาตุองค์ใหม่นั้นมีสีขาว ตกแต่งอย่างสวยงามด้วยลวดลายสีทองอย่างวิจิตร ส่วนพื้นผิวขององค์เจดีย์ก็ออกแบบด้วยภาพนูนต่ำบอกเล่าเรื่องเราเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า ความเชื่อความศรัทธาเกี่ยวกับพญานาค ครุฑและยักษ์ นอกจากนี้ภายในบริเวณวัดยังเต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ที่ให้ความร่มรื่น แถมตัวพระอุโบสถ์และศาลาการเปรียญของวัดก็ยังมีรูปแบบการตกแต่งที่สวยงามไม่แพ้ลวดลายของเจดีย์เลยอีกด้วย

ที่ตั้ง : .ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 

7.วัดโพธิ์ชัย

วัดโพธิ์ชัย มาถึงจ.หนองคายแล้ว ควรแวะมาที่วัดคู่เมืองหนองคายและสักการะหลวงพ่อพระใส เพื่อความเป็นสิริมงคลกันก่อน

เมื่อเข้ามาภายในวิหารหลวงพ่อพระใสจะสัมผัสได้ถึงความอลังการของภาพจิตรกรรมที่วาดเต็มผนังทุกด้านอย่างสวยงาม กลางวิหารเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อพระใส พระพุทธรูปปางมารวิชัยที่หล่อขึ้นจากทองสีสุก กล่าวกันว่าในสมัยรัชกาลที่ 3 ได้อัญเชิญพระเสริม พระสุก และพระใส จากนครเวียงจันทร์ลงเรือข้ามมายังหนองคาย ปรากฏว่าพระสุกจมน้ำหายไป

ต่อมาในรัชกาลที่ 4 อัญเชิญพระเสริมและพระใสขึ้นเกวียนไปยังพระนคร แต่เกวียนที่ประดิษฐานพระใสเกิดหักบริเวณวัดโพธิ์ชัย จึงกลายเป็นสถานที่ประดิษฐานขององค์พระใสมาจนถึงทุกวันนี้ โดยช่วงวันสงกรานต์ จะมีการจัดงานสมโภชน์และขบวนแห่หลวงพ่อให้ชาวหนองคายได้สรงน้ำพระเพื่อความเป็นสิริมงคล

ที่ตั้ง : .ประจักษ์ศิลปาคม ต.ในเมือง อ.เมือง จ.หนองคาย

8.วัดพระพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร

พระธาตุเชิงชุม ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองสกลนครแห่งนี้อยู่ที่วัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร องค์พระธาตุสร้างขึ้นเพื่อครอบรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ ภายในวิหารยังเป็นที่ประดิษฐานของหลวงพ่อพระองค์แสน พระพุทธรูปปางมารวิชัยศิลปะเชียงแสนที่งดงาม

องค์พระธาตุหันหน้าไปทางหนองหานในทางทิศตะวันออก เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูน รูปทรงสี่เหลี่ยม สูง 24 เมตรเศษ ฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยม ส่วนบนเป็นทรงบัวเหลี่ยม ไม่มีลวดลายประดับ ที่ฐานเจดีย์ มีซุ้มประตูทั้งสี่ด้าน ยอดฉัตรทองคำเหนือองค์พระธาตุเชิงชุมทำด้วยทองคำบริสุทธิ์มีน้ำหนัก 247 บาท ซุ้มยอดประตูมีลักษณะเป็นยอดปราสาท ข้างในทึบสร้างด้วยศิลาแลง และหินทรายแดง ซุ้มประตูหลอกแบบขอม ด้านทิศ เหนือ ใต้ และตะวันตก ซุ้มประตูทางเข้าจริงด้านทิศตะวันออก

แต่แรกเริ่มพระธาตุเชิงชุมคงเป็นปราสาทหินทรายศิลปะสมัยขอม ภายในกรอบประตูทางเข้าอุโมงค์ด้านขวามือ มีจารึกพระธาตุเชิงชุมอักษรขอมโบราณ ราวพุทธศตวรรษที่ 16 องค์พระธาตุในปัจจุบันเป็นศิลปะล้านช้าง เนื่องจากช่วงที่อิทธิพลของอาณาจักรล้านช้างแผ่เข้ามาบริเวณภาคอีสานของไทย ราวพุทธศตวรรษที่ 19 และได้มีการบูรณะองค์พระธาตุขึ้นมาใหม่

รวมถึงมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เล่ากันว่าเป็นทางเชื่อมระหว่างเมืองมนุษย์กับเมืองพญานาคที่จมอยู่ใต้หนองหาร ซึ่งชาวสกลนครเชื่อว่าการมาสักการะพระธาตุเชิงชุมจะช่วยให้รอดพ้นจากอันตรายทั้งปวง รวมถึงขอพรให้มีโชคลาภ ได้เงินหมื่นเงินแสน

ที่ตั้ง : .ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร

9.วัดถ้ำผาแด่น

วัดถ้ำผาแด่น เที่ยววัดเก่าแก่กว่า 100 ปีที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาภูพาน โดยภูมิทัศน์ภายในวัดและวิวทิวทัศน์รอบด้านมีความสวยงามน่าถ่ายรูปมาก จนกลายเป็นอีกหนึ่งปลายทางที่ใครมาสกลนครจะต้องแวะกันเลย

เมื่อนั่งรถสองแถวที่ทางวัดจัดไว้บริการมาถึงข้างบนแล้ว ก็จะได้พบกับผาหินแกะสลักเป็นภาพต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น พระพุทธสีหไสยาสน์ ขนาดกว้าง 8 เมตร ยาว 19 เมตร ประดิษฐานด้านล่างหินสีทอง ที่เปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุ พญาครุฑเวสสุวรรณ บรรดาพระอริยสงฆ์รูปต่างๆ ของไทย

และยังมีหินแกะสลักเป็นรอยพระพุทธบาทขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับรูปปั้นพญานาค และเป็นจุดชมวิวตัวเมืองสกลนครและทะเลสาบหนองหารได้แบบ 180 องศา ไปจนถึงศาลายาใจคนบุญ ที่ใช้ต้นไม้ขนาดใหญ่รูปทรงแปลกตามาเป็นเสาศาลา

ที่น่าทึ่งอีกอย่างของวัดนี้คือสวนสวยที่แทรกตัวอยู่ภายใน ที่แม้ว่าอากาศจะร้อน แต่เมื่อได้เข้าไปเดินในสวนจะรู้สึกเย็นสบายท่ามกลางความเขียวขจีจากต้นไม้ที่ทางวัดดูแลไว้เป็นอย่างดี

ที่ตั้ง : .ดงมะไฟ อ.เมือง จ.สกลนคร

10.วัดป่าสุทธาวาส

เป็นวัดที่พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และพระเกจิดังสายวิปัสสนากรรมฐานมาจำพรรษากันที่นี่ ชมพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่นที่ัจัดแสดงรูปหล่อเหมือนองค์จริง พร้อมเครื่องอัฐบริขาร ตู้กระจกบรรจุอัฐิของท่านที่แปรสภาพเป็นแก้วผลึกใสสีขาว ไม่ไกลกันเป็นที่ตั้งของเจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จันทสาโร ศิษย์ของพระอาจารย์มั่นที่ก่อสร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 9 โดยทรงร่างแบบเจดีย์องค์นี้ด้วยพระองค์เอง

ที่ตั้ง : .ธาตุเชิงชุม อ.เมือง จ.สกลนคร

11.พระธาตุศรีสองรัก

องค์พระเจดีย์ตั้งอยู่ในวัดพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเป็นวัดที่ไม่มีพระภิกษุพำนักอยู่ในวัด นอกจากองค์พระเจดีย์แล้ว  ภายในวัดยังมีพระพุทธรูปปางนาคปรกศิลปะธิเบตองค์  และพระพุทธรูปอื่น ๆ ด้วย

ส่วนบริเวณที่ประดิษฐานพระธาตุศรีสองรักนั้นมีบรรยากาศดี เพราะตั้งอยู่บนเนิน ริมฝั่งแม่น้ำหมัน พระธาตุศรีสองรักมีรูปทรงสัณฐานคล้ายพระธาตุพนม  พระธาตุศรีสองรักเป็นเจดีย์ที่ก่อด้วยอิฐถือปูน มีฐานเป็นเหลี่ยมจัตุรัส ขนาดกว้างด้านละประมาณ  8 เมตร  สูงประมาณ 32  เมตร  ซึ่งเป็นวัดที่ไม่มีพระภิกษุพำนักอยู่ในวัดนอกจากองค์พระเจดีย์แล้ว

ถัดไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีโบสถ์  1  หลัง  และถัดองค์พระเจดีย์มีศิลาจารึก  1  แผ่น ซึ่งจารึกตำนานการสร้างพระธาตุศรีสองรักด้วยอักษรธรรมอยู่ด้วย นอกจากนี้ที่นี่ยังมีงานนมัสการพระธาตุเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือน 6 ซึ่งมีประชาชนที่เคารพนับถือมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ที่ตั้ง : พระธาตุศรีสองรัก ต.ด่านซ้าย อ.ด่านซ้าย จ.เลย

12.วัดป่าห้วยลาด

วัดป่าห้วยลาด พระอุโบสถหรือศาลาเฉลิมพระเกียรติของวัดตั้งอยู่โดดเด่นงดงามบนทำเลที่เป็นมงคล มีทั้งภูคลั่งเป็นฉากหลัง และอ่างเก็บน้ำใหญ่อยู่ด้านหน้า

ภายในเป็นที่ประดิษฐานพระสัพพัญญูรู้แจ้งฯ หรือหลวงพ่อขาว สูงถึง 19 เมตร อีกทั้งยังได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตอัญเชิญ พระปรมาภิไธย...” และอักษรพระนามาภิไธย..” มาติตตั้งด้านหน้าพระอุโบสถด้วย

นอกจากความสง่างามของพระอุโบสถ โดยรอบยังประดับด้วยประติมากรรมฝีมือวิจิตรรูปองค์เทพต่างๆ ทั้งพระตรีมูรติ พระอินทร์ พระพิฆเณศ พญานาค จระข้ และองค์เทพอื่นๆ ให้นักท่องเที่ยวได้กราบไหว้ขอพร

ที่ตั้ง : บ้านห้วยลาด ต.สานตม อ.ภูเรือ จ.เลย

13.วัดเจติยาคีรีวิหาร

ภูทอกหรือวัดเจติยาคีรีวิหาร ในภาษาอีสานแปลว่า ภูเขาที่โดดเดี่ยว เป็นที่ตั้งของวัดเจติยาคีรีวิหาร ภูทอกมี 2 ลูกคือ ภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย ในอดีตอาณาบริเวณนี้เคยเป็นป่าทึบ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากมาย

ต่อมาพระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ ได้เริ่มเข้ามาจัดตั้งเป็นแหล่งบำเพ็ญเพียร เพื่อให้พุทธศาสนิกชนปฏิบัติธรรม เนื่องจากเป็นสถานที่เงียบสงบ เหมาะแก่การบำเพ็ญสมณะธรรมของภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชนทั่วไป ต่อมา ก่อนที่พระอาจารย์จวนจะละสังขาร ได้ริเริ่มจัดสร้างสะพานไม้และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบ ๆ ภูทอก เพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงพุทธรักษ์ คือการท่องเที่ยวในเชิงการแสวงบุญหรือธรรมจาริก นักท่องเที่ยวจะได้ประโยชน์จากการเที่ยวชมธรรมชาติและได้ศึกษาพุทธศาสนา

ส่วนชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากการจำหน่ายสินค้าและธุรกิจร้านอาหาร ส่วนบันไดขึ้นภูทอกนั้นมีทั้งหมด 7 ชั้น ใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 5 ปี บันไดทั้ง 7 ชั้น แตกต่างกัน ชั้น 3 – 6 สามารถเดินเวียนรอบได้ ส่วนชั้นที่ 5 – 7 จัดให้เป็นแดนสวรรค์ นักแสวงบุญหรือนักท่องเที่ยวต้องสำรวมระวังกาย วาจา และหรือสวดมนต์ไปด้วยก็จะได้บุญ

ที่ตั้ง : .นาแสง อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ

14.วัดอาฮงศิลาวาส

วัดอาฮงศิลาวาส ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงใกล้กับแก่งอาฮง ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นจุดที่แม่น้ำโขงมีความลึกที่สุด หรือลึกราวๆ 200 เมตร

โดยในฤดูน้ำหลากจุดนี้จะมีกระแสน้ำไหลเชี่ยวเป็นน้ำวนจนได้ชื่อว่าเป็น สะดือแม่น้ำโขง ส่วนในฤดูร้อนจะปรากฏแก่งหินขึ้นมาเมื่อน้ำลด เช่น หินลิ้นนาค หินปลาเข้ ถ้ำปลาสวาย เป็นต้น

เช่นเดียวกับลักษณะโขดหินที่พบทั่วไปในพื้นที่สวนหินของทางวัดที่จัดเป็นเส้นทางให้เดินชมอย่างสวยงาม ส่วนภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธคุวานันท์ศาสดามีลักษณะแบบพระพุทธชินราช ส่วนในช่วงออกพรรษา บริเวณนี้ยังเป็นจุดชมบั้งไฟพญานาคที่มีชื่อเสียงอีกแห่งด้วย

ที่ตั้ง : .ไคสี อ.เมือง จ.บึงกาฬ

15.วัดถ้ำศรีธน

วัดถ้ำศรีธน หรือวัดสว่างอารมณ์ เป็นหนึ่งในวัดทางภาคอีสานที่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน และมีเรื่องเล่าน่าสนใจ

โดยตามตำนานพื้นบ้านเล่าว่าท้าวศรีธนแห่งเมืองเปงจานนคร ได้มาร่ำเรียนวิชาอาคมกับพระฤาษียังสถานที่แห่งนี้ขณะออกตามหานางมโนราห์ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่ายังมีหลักฐานตามตำนานปรากฏอยู่ทั้งถ้ำฤาษี หินที่ท้าวศรีธนใช้ลองดาบ รวมทั้งหลักเสมาโบราณ

โดยวัดตั้งอยู่บนลานหิน มีพระนอนประดิษฐานใต้โขดหิน รวมไปถึงพระอุโบสถทรงระฆังคว่ำตั้งโดดเด่นอยู่บนโขดหิน ประดิษฐานพระพุทธรูป และยังเป็นจุดชมวิวที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ได้ไกลจนถึงฝั่งสปป.ลาวด้วย

ที่ตั้ง : .ปากคาด อ.ปากคาด จ.บึงกาฬ

16.วัดหนองแวง (พระอารามหลวง)

วัดหนองแวง เป็นสถานที่ตั้งของ พระมหาธาตุแก่นนคร สถานที่ศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองขอนแก่น มีลักษณะที่งดงาม แตกต่างจากพระธาตุที่เคยเห็นทั่วไป คือมีฐานเป็นสี่เหลี่ยม กว้างด้านละ 50 เมตร และมีความสูงถึง 9 ชั้น หรือกว่า 80 เมตร

ลักษณะเป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน เมื่อเข้าไปภายในจะพบกับแท่นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ทั้งส่วนอุรังคธาตุ (ส่วนอก) และส่วนอื่นๆ บรรจุในโถแก้ววางเรียงรายให้ได้สักการะบูชา

ส่วนคนที่มีกำลังขาก็ขอเชิญขึ้นไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุให้ถึงชั้น 9 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด แถมด้วยวิวเมืองขอนแก่นและบึงแก่นนครจากมุมสูง

ที่ตั้ง : .ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

17.พระธาตุขามแก่น

หากเอ่ยถึงพระธาตุศักดิ์สิทธิ์ของภาคอีสานที่พุทธศาสนิกชนนิยมกราบไหว้สักการะต้องมีพระธาตุขามแก่น อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น รวมอยู่ด้วย เพราะเป็นองค์พระธาตุซึ่งมีประวัติความเป็นมายาวนาน และได้รับการบูรณะให้สวยงามน่ามาเยี่ยมชม

พระธาตุขามแก่นตั้งอยู่ภายในวัดเจติยภูมิ ความสูงประมาณ 19 เมตร ประกอบด้วยฐานบัวคว่ำสองชั้น มียอดฉัตรทองคำงามอร่าม มีตำนานว่านานมาแล้วกว่า 2,500 ปี ว่าเจ้านครโมรีย์ยกขบวนนำพระอังคารธาตุตั้งใจไปบรรจุภายในพระธาตุพนมซึ่งเวลานั้นกำลังก่อสร้าง ระหว่างทางมาหยุดพักที่ดอนมะขามแห่งนี้ พบเห็นต้นมะขามยืนตายไร้ใบเหลือเพียงแก่นต้น

ครั้นเมื่อเดินทางถึงพระธาตุพนมตามตั้งใจก็พบว่าพระธาตุสร้างเสร็จและได้รับการบรรจุุพระบรมสารีริกธาตุเรียบร้อย จึงอัญเชิญพระอังคารธาตุกลับบ้านเมืองของตน เมื่อย้อนมาถึงต้นมะขามก็พบว่ามันฟื้นคืนมาผลิใบสวยงาม จึงเกิดศรัทธาสร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามพร้อมบรรจุพระอังคารธาตุนั้นไว้

ทั้งนี้มีงานฉลองและนมัสการพระธาตุขามแก่นทุกปี ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หากมากราบสักการะพรธาตุองค์นี้จะพลิกเรื่องร้ายกลายเป็นดีดุจดังแก่นขามตายแล้วฟื้น โรคภัยที่มีหลีกลี้ห่างหาย

ที่ตั้ง : .บ้านขาม อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น

18.วัดทุ่งเศรษฐี 

โดดเด่นด้วยมหารัตนเจดีย์ศรีไตรโลกธาตุ ซึ่งตั้งอยู่ตรงกลาง ภายในเป็นที่บรรจุพระทันต์แก้วซี่ขวาล่างของพระพุทธเจ้า รวมทั้งพระพุทธนีลวรรโณศีโลทรัพยุดม ซึ่งเป็นพระพุทธรูปผิวสีดำทรงเครื่องปิดทองแบบศิลปะลพบุรี เกิดความเชื่อว่าเป็นตำแหน่งบรรจบกันของเจดีย์ 3 โลก

คือเจดีย์แห่งนี้บนโลกมนุษย์ เจดีย์จุฬามณี ซึ่งบรรจุพระเขี้ยวแก้วซี่ขวาบน ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และนาคเจดีย์ ซึ่งบรรจุพระเขี้ยวแก้วซี่ซ้ายล่าง ในนาคพิภพ เรียกว่ามาสักการะที่เดียวก็ได้กราบไหว้เจดีย์ของทั้ง 3 โลกไปในตัว ส่วนบริเวณโดยรอบวัดมีบรรยากาศร่มรื่น เหมาะแก่การพักผ่อน

ที่ตั้ง : .พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น

19.วัดไชยศรี

วัดเก่าแก่อายุกว่า 100 ปี ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ภาพเขียนสีทั้งในและนอกฮูปแต้มที่สวยงามแปลกตา ฝีมือช่างพื้นบ้านชื่อนายทอง ทิพย์ชา ซึ่งใช้วิธีวาด รวมทั้งสีฝุ่นโทนสีคราม เหลือง ขาว ตามแบบโบราณ

ด้านนอกเล่าเรื่องราวนรกแปดขุมพระเวสสันดรนิทานพื้นบ้านเรื่องสังข์สินไชยและภาพทวารบาล

ส่วนด้านในเล่าเรื่องพุทธประวัติ มีภาพเทพ มนุษย์ และสัตว์ต่างๆ ซึ่งทางวัดยังคงเคร่งครัดในธรรมเนียมดั้งเดิม คือสตรีไม่สามารถเข้าไปภายในสิม แต่สามารถชมความงามจากภายนอกได้ นอกจากนี้ทางวัดยังมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอีสาน ที่รวบรวมข้าวของเครื่องใช้สมัยโบราณให้ชมกัน

ที่ตั้ง : บ้านสะวี อ.เมือง จ.ขอนแก่น

20.วัดธาตุพระอารามหลวง

สร้างขึ้นพร้อมการตั้งเมืองขอนแก่น มีพระธาตุนครเดิมเด่นเป็นสง่า มีพระพุทธรูปองค์สำคัญคู่บ้านคู่เมืองที่ทางวัดเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี จนกลายเป็นที่มาของชื่อ พระพุทธพระลับ พระพุทธพระลับทุกองค์ที่เห็นอยู่นี้ล้วนเป็นองค์จำลอง เล่ากันว่า เดิมชื่อ พระพุทธศรีสัตนาคนหุต สร้างราว 500 ปีก่อน อัญเชิญข้ามแม่น้ำโขง ประดิษฐาน ณ วัดเหนือ หรือวัดธาตุแห่งนี้

เมื่อเกิดสงครามระหว่างไทยกับเวียงจันทน์ ด้วยความห่วงกังวลพระพุทธรูป จึงถูกเก็บซ่อนไว้ในที่ลึกลับตลอดมา พระพุทธพระลับ ปางมารวิชัย ศิลปะสกุลช่างเวียงจันทน์ ประทับนั่งขัดสมาธิบนแท่นรูปสัปคับช้าง องค์พระเอนไปข้างหลังเล็กน้อย พระพุทธพระลับองค์จริง ยังคงประดิษฐานอย่างลับๆ ให้คนเห็นแต่เพียงภาพถ่ายเป็นเช่นนี้ตลอดมา

ที่ตั้ง : .ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น

21.วัดประชาคมวนาราม

วัดประชาคมวนาราม จากความประทับใจในความยิ่งใหญ่อลังการของมหาเจดีย์แห่งนี้ เมื่อครั้งหลวงปู่ศรี มหาวีโร ไปปฏิบัติศาสนกิจถึงมหาเจดีย์บุโรพุทโธ ประเทศอินโดนีเซีย จึงได้เกิดเจดีย์ขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินทรายธรรมชาติขึ้นเป็นแห่งแรกในไทย

นอกจากลักษณะสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นในตัว และยอดเจดีย์ทองคำน้ำหนักถึง 101 บาทแล้ว ภายในจุดศูนย์กลางของพระเจดีย์ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รวมทั้งภาพบนฝาผนังเล่าเรื่องราวพระพุทธประวัติและเวสสันดรชาดก

รวมทั้งประวัติของหลวงปู่ศรีและรูปบูรพาจารย์ต่างๆ ให้ได้เข้ามาสักการะบูชาด้วย

ที่ตั้ง : .ศรีสมเด็จ อ.ศรีสมเด็จ จ.ร้อยเอ็ด

22.วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม

วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม เป็นที่ตั้งของพระมหาเจดีย์ชัยมงคล ที่มีความงดงามตระการตามากที่สุดองค์หนึ่งของประเทศไทย

องค์เจดีย์ออกแบบโดยกรมศิลปากร ผสมผสานศิลปกรรมร่วมสมัยระหว่างภาคกลางและภาคอีสาน ตกแต่งลวดลายตระการตาด้วยสีทองอร่าม มีความกว้างxยาวxสูง 101 เมตร และมียอดทองคำที่มีน้ำหนักถึง 60 กิโลกรัม

นอกจากนี้ภายในเจดีย์ 6 ชั้น ยังตกแต่งอย่างวิจิตรตระการตา มีทั้งพิพิธภัณฑ์วิปัสสนากรรมฐานของหลวงปู่ศรี รูปเหมือนของพระเกจิอาจารย์ 101 องค์ รวมทั้งพระบรมสารีริกธาตุที่ชั้นบนสุด ให้ประชาชนได้มาสักการะเพื่อความเป็นสิริมงคล

ที่ตั้ง : .ผาน้ำย้อย อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด

23.วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว)

วัดพุทธนิมิต (ภูค่าว) ตั้งอยู่บนยอดภูค่าว ซึ่งมีตำนานกล่าวว่า พระพุทธไสยาสน์ความยาว 2 เมตร ที่แกะสลักบนแผ่นผานั้นมีอายุนานนับพันปี หรือสร้างขึ้นประมาณปี พ.. 8 โดยกลุ่มคนที่จะเดินทางไปร่วมสร้างพระธาตุพนม แต่ไปไม่ทัน องค์พระธาตุพนมสร้างเสร็จก่อน จึงร่วมกันสร้างพระพุทธไสยาสน์ตรงนี้ขึ้นแทน

นอกจากนี้ภายในวัดยังมี พระมหาธาตุเจดีย์พุทธนิมิต เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รวมทั้งพระอุโบสถไม้ สร้างจากไม้ใต้เขื่อนลำปาว โดยรอบประดับลวดลายแกะสลักเรื่องราวพุทธประวัติ ส่วนภายในประดิษฐาน พระมงคลชัยสิทธิ์โรจนฤทธิประสิทธิพร ปางตรัสรู้สีทองอร่าม

ที่ตั้ง : .สหัสขันธ์  .สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธ์

24.พระธาตุยาคู

องค์พระธาตุเก่าแก่ซึ่งเป็นศาสนสถานและโบราณสถานสำคัญในอำเภอกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีการค้นพบหลักฐานว่าพื้นที่นี้ในอดีตมีชื่อว่าเมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นแหล่งค้นพบโบราณสถานและโบราณวัตถุสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภาคอีสาน

พระธาตุยาคูเป็นโบราณสถานที่สมบูรณ์และใหญ่ที่สุดที่พบในเมืองฟ้าแดด สันนิษฐานว่าเป็นสิ่งเดียวที่ไม่ถูกทำลายหลังจากเมืองต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้สงครามต่อเชียงโสมตั้งแต่อดีต คำว่าญาคูในภาษาอีสานหมายถึงพระสงฆ์ผู้ที่ได้รับความเคารพหรือบวชมานาน เชื่อว่าพระธาตุองค์นี้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุอัฐิของพระผู้ใหญ่ จึงเรียกกันว่าพระธาตุยาคู

พระธาตุองค์นี้ดั้งเดิมสร้างขึ้นสมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13-15 ก่อนจะเสื่อมโทรมลง กระทั่งได้รับการบูรณะต่อเติมใหม่สมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์ ส่วนยุคปัจจุบันกรมศิลปากรเข้ามาบูรณะให้มีสภาพอย่างที่เห็นจนแล้วเสร็จเมื่อปี พ.. 2522 พร้อมดูแลอย่างดีเรื่อยมา โดยทุกปีจะมีเทศกาลบูชาพระธาตุ ระหว่างเดือนเมษายนพฤษภาคม เพื่อเป็นการขอฝนและความร่มเย็น

อยู่ที่ ต.หนองแปน อ.กมลาไสย จ.กาฬสินธุ์

25.วัดพุทธาวาส

วัดพุทธาวาส หรือวัดภูสิงห์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภูสิงห์ อำเภอสหัสขันธ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นที่นิยมของทั้งพุทธศาสนิกชนที่ขึ้นไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปพักผ่อนหย่อนใจชมทิวทัศน์ เพราะจากยอดภูสิงห์สามารถมองเห็นวิวโดยรอบอย่างชัดเจน ทั้งภูกุ่มข้าว ภูค่าว ที่้อยู่ไม่ไกลกัน รวมถึงเขื่อนลำปาว และยังเป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่งดงาม

บนยอดภูสิงห์เป็นที่ประดิษฐาน พระพรหมภูมิปาโล พระพุทธรูปปางมารวิชัยองค์ใหญ่สีขาว หน้าตักกว้าง 10.5 เมตร สูง 17.80 เมตร สร้างเสร็จเมื่อปี พ.. 2511 นอกจากจะเป็นพระพุทธรูปใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งของภาคอีสาน ยังมีความงดงามและสมส่วนทางพุทธศิลป์อีกด้วย

ผู้ต้องการขึ้นสู่ยอดภูสิงห์สามารถขับรถยนต์ขึ้น หรือจะเดินเท้าทางบันได 417 ขั้นก็ได้ ทุกวันออกพรรษาจะมีประเพณีตักบาตรเทโว พระสงฆ์กว่า 400 รูปเดินลงมาจากภูเขาภูสิงห์มาทางบันไดนี้เพื่อรับบิณฑบาตบริเวณเชิงเขา

อยู่ที่ ต.สหัสขันธ์ อ.สหัสขันธ์ จ.กาฬสินธุ์

26.วัดอินทรประธานพร

วัดอินทรประธานพร หรือพุทธสถานภูปอ เป็นวัดซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ภูปอ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ มีความสำคัญเพราะเป็นที่ค้นพบพระพุทธไสยยาสน์หรือพระนอนแกะสลักบนแผ่นหินสมัยทวารวดีถึงสององค์

พระนอนแกะสลักองค์แรกอยู่บริเวณเชิงเขาหรือเรียกว่าองค์ย่า สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-14 โดยช่างสกุลอีสาน มีความยาว 3.30 เมตร นักท่องเที่ยวและประชาชนสามารถกราบไหว้สักการะโดยสะดวก

องค์ที่สองหรือองค์ปู่ อยู่บนยอดเขา ต้องเดินเท้าขึ้นเขาประมาณ 500 เมตร ทางวัดจัดทำเส้นทางอย่างดี นักท่องเที่ยวและพุทธศาสนิกชนสามารถเดินขึ้นได้ด้วยตัวเอง สันนิษฐานว่าพระนอนองค์นี้น่าจะสร้างขึ้นคราวหลัง หรือราวพุทธศตวรรษที่ 18-19 ความยาว 5.20 เมตร ถือว่าเป็นพระนอนแกะสลักซึ่งมีความอ่อนช้อยสวยงามอย่างยิ่ง

กรมศิลปากรขึ้นทะเบียนแหล่งศิลปะถ้ำภูปอเป็นโบราณสถานของชาติ ถือเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนา ประวัติศาสตร์ พร้อมทั้งเที่ยวชมธรรมชาติ ชมทิวทัศน์ที่สวยงาม

ที่ตั้ง : .ภูปอ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

27.วัดวังคำ

วัดชื่อดังที่เป็นที่เที่ยวสุดอันซีนในเมืองกาฬสินธุ์ ที่เต็มไปด้วยความวิจิตรตระการตาของศิลปะการก่อสร้างที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก วัดเชียงทอง มรดกโลกในเมืองหลวงพระบาง ประเทศลาว ตัววัดสร้างในปี 2539 เป็นงานศิลปะการออกแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากสถาปัตยกรรมแบบล้านช้าง อาคารเป็นหลังคามุข 3 ชั้น มีฉัตรตรงกลาง 9 ยอด หลังคาโค้งยาวสวยงาม โดยไม่ว่าจะมองที่มุมไหนของวัดก็สวยสง่างาม เมื่อเดินมาด้านหลังก็มีไฮไลท์สำคัญอย่าง รูปต้นโพธิ์ลวดลายสวย ๆ ประดับด้วยกระจกสี สะท้อนกับแสงไฟในยามค่ำคืนอย่างสวยงาม

ที่ตั้ง : .สงเปือย อ.เขาวง  .กาฬสินธุ์

28.พระบรมธาตุนาดูน

แวะมา จ.มหาสารคาม ทั้งทีสถานที่ที่สำคัญที่พลาดไม่ได้ ก็คือพระธาตนาดูน สถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาวมหาสารคาม โดยบริเวณที่ตั้งแห่งนี้ มีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย เป็นโบราณสถานที่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของพื้นที่แห่งนี้มากตั้งแต่สมัยก่อน สำหรับตัวองค์พระธาตุจำลองแบบมาจากสถูปสำริดที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ฐานประยุกต์แบบศิลปะทวารวดี

ที่ตั้ง: .นาดูน .มหาสารคาม

29.วัดสุวรรณาวาส

วัดสำคัญของ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปมิ่งเมือง องค์พระยืนโบราณสร้างด้วยหินทรายแดง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี เป็นโบราณวัตถุอยู่คู่วัดมาตั้งแต่ครั้งสร้างเมืองกันทรวิชัยในอดีตเมื่อนานกว่า 1,000 ปี มาแล้ว กรมศิลปากรเข้ามาดูแลบูรณะองค์พระซึ่งชำรุดและต่อเติมส่วนที่ขาดหายให้กลับมาสวยงามอีกครั้ง ตั้งแต่ปี พ.. 2460

ภายในวัดยังมีสิม หรือพระอุโบสถ โบราณเก่าแก่ ไม่ปรากฏปีสร้าง แต่เต็มไปด้วยความงดงามและลักษณะทางศิลปะที่น่าสนใจ จนได้รับการยกย่องให้เป็นสิมที่แสดงให้เห็นถึงฝีมือช่างอีสานยุคก่อนได้ดีที่สุดแห่งหนึ่งเลยทีเดียว

ที่ตั้ง : ตรงข้ามที่ทำการไปรษณีย์กันทรวิชัย ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม

30.วัดป่าวังน้ำเย็น

วัดสวยงามขนาดใหญ่บนพื้นที่กว้างขวางกว่า 30 ไร่ ที่ ต.เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม สร้างขึ้นโดย พระอาจารย์สุริยันต์ โฆสปัญโญ ผู้เป็นลูกศิษย์ของ หลวงปู่คำพันธ์ โฆสปัญโญ พระภิกษุผู้เป็นที่เคารพรักของชาวอีสาน ตั้งแต่ปี พ.. 2549 จนกระทั่งได้รับการยกฐานะเป็นวัดอย่างถูกต้องเมื่อปี พ.. 2555

ความโดดเด่นของวัดป่าวังน้ำเย็นคือเจดีย์ศรีมหาสารคาม องค์ใหญ่สีทองงดงาม มองเห็นสวยเด่นแต่ไกล รวมถึงศาลาการเปรียญไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศซึ่งใช้เสาไม้ถึง 112 ต้น ภายในวัดยังเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปทรงเครื่องที่สร้างจากทองคำบริสุทธิ์ 3 องค์ น้ำหนักกว่า 12 กิโลกรัม ซึ่งวัดจะนำออกแห่รอบเมืองในงานทอดกฐินเป็นประจำทุกปี

ปัจจุบันวัดแห่งนี้นอกจากเป็นที่ศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ยังมีชื่อเสียงมากขึ้นด้านการท่องเที่ยวเชิงพุทธศาสนา จนกลายเป็นจุดหมายห้ามพลาดของจังหวัดที่นักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถแวะเวียนเยี่ยมชมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

ที่ตั้ง : .เกิ้ง อ.เมือง จ.มหาสารคาม

31.วัดหนองหูลิง

พระอุโบสถรูปทรงเรืออนันตนาคราชสีทองอร่าม สร้างและตกแต่งประดับประดาอย่างวิจิตรบรรจง ทำให้วัดหนองหูลิง ต.มิตรภาพ อ.แกดำ จ.มหาสารคาม กลายเป็นหนึ่งในวัดต้องห้ามพลาดมาเยี่ยมชมของจังหวัด

วัดเล็กๆ แห่งนี้ก่อตั้งเกือบร้อยปีมาแล้ว เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของผู้คนในพื้นที่ ก่อนปี พ.. 2549  พระครูบวรธรรมปคุณ เจ้าอาวาสในเวลาดังกล่าวจะมีความคิดริเริ่มสร้างพระอุโบสถเรืออนันตนาคราช โดยมีชาวบ้านมาร่วมมือกันสร้างขึ้น

ทุกจุดของพระอุโบสถล้วนแฝงด้วยคติธรรมและปริศนาธรรม เช่น ทางขึ้นลงอุโบสถมี 4 ทิศ หมายถึง อริยสัจ 4 ทางเข้าพระอุโบสถเป็นประตูลักษณะเตี้ยๆ ทำให้เราต้องย่อตัวเดินเข้าไปเป็นการแสดงความนอบน้อมต่อองค์พระประธาน ส่วนองค์พระนั้นเป็นปางปฐมเทศนาเสมือนให้ผู้เข้ามารับฟังพระธรรมคำสั่งสอนจากพระพุทธองค์ด้วยตนเอง เป็นต้น

ที่ตั้ง : .มิตรภาพ อ.แกดำ จ.มหาสารคาม

32.เจดีย์มหามงคลบัว

พระเจดีย์สีทองอร่ามองค์ใหญ่สวยงามมองเห็นจากริมถนนทางหลวง พระเจดีย์มหามงคลบัวองค์นี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ของพระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัวญาณ สัมปันโน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสถานที่เผยแพร่ธรรมะและปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสศรัทธาในหลวงตามหาบัว โดยครั้งหลวงตายังมีชีวิตท่านได้มาดูการถมที่ วางศิลาฤกษ์ และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุด้วยตัวเอง

พื้นที่โดยรอบเจดีย์มหามงคลบัวกว้างขวาง ด้านหน้าเจดีย์เป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ ภายในองค์พระเจดีย์แบ่งเป็นสี่ชั้น ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน รูปเหมือนหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น หลวงตามหาบัว และหลวงปู่หล้า ซึ่งล้วนเป็นพระภิกษุผู้ได้รับความเคารพเลื่อมใสจากพุทธศาสนิกชนชาวอีสาน

ที่ตั้ง : .หนองแวง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด

33.วัดป่าโนนสวรรค์

สถานที่ท่องเที่ยวทางด้านศาสนาของจังหวัดร้อยเอ็ด ในอำเภอทุ่งเขาหลวง โดดเด่นด้วยการเป็นวัดที่เต็มไปด้วยรูปปูนปั้นขนาดใหญ่จำนวนมาก รวมถึงองค์พระเจดีย์ขนาดใหญ่ซึ่งตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้นต่างๆ มีความสวยงามแปลกตา

ประติมากรรมปูนปั้นน้อยใหญ่เหล่านี้สร้างขึ้นมาจากนิมิตของ หลวงปู่คำปั่น จันทฺโชโต เจ้าอาวาส มีทั้งเรื่องราวเกี่ยวพุทธประวัติ แนวคิดสะท้อนถึงพระธรรมคำสอน ทอดแทรกหลักศาสนา วรรณคดีไทย ภาพจำลองวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น สามารถเดินชมได้อย่างเพลิดเพลิน

วัดป่าโนนสวรรค์ยังได้ชื่อเล่นว่าวัดหม้อดิน เนื่องจากมีการนำหม้อดินซึ่งเป็นสินค้าฝีมือชาวบ้านที่บ้านยางต่อมาตกแต่งประดับหลายส่วน โดยเฉพาะบริเวณพระอุโบสถ

ทางวัดมีที่จอดรถกว้างขวางสะดวกสบาย นักท่องเที่ยวสามารถเที่ยวชมได้ในเวลาที่เหมาะสม

ที่ตั้ง : บ้านเทอดไทย ต.เทอดไทย อ.ทุ่งเขาหลวง จ.ร้อยเอ็ด

34.วัดบูรพาราม

วัดบูรพาราม วัดเก่าแก่กลางเมือง ที่ถือเป็นศูนย์รวมทางจิตใจของชาวสุรินทร์ วัดนี้สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรี มีอายุประมาณ 200 ปี เท่า ๆ กับอายุของ จ.สุรินทร์ โดยพระยาสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์ จางวางหรือ (ปุม) เจ้าเมืองสุรินทร์คนแรก ร่วมมือกันสร้างกับชาวบ้าน เมื่อประมาณ พ.. 2300-2330 ซึ่งตั้งชื่อในตอนนั้นว่าวัดบูรพ์

แรกเริ่มเดิมที วัดนี้เป็นวัดมหานิกาย แต่ต่อมาใน ปี พ.. 2476 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโสอ้วน) ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑล ได้อนุมัติให้วัดบูรพ์เป็นวัดในสังกัดคณะธรรมยุตและได้นิมนต์ พระราชวุฒาจารย์ หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ซึ่งปฏิบัติธุดงค์กรรมฐานอยู่ ให้มาประจำอยู่ที่วัดบูรพาราม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และร่วมเป็นคณะพระสังฆาธิการ

วัดบูรพาราม ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.. 2520 และเป็นวัดสำคัญของจังหวัดสุรินทร์ เนื่องมากจากเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อพระชีว์ (หลวงพ่อประจี) พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของสุรินทร์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาพร้อมกับวัดบูรพาราม ประดิษฐานอยู่ในมณฑปจัตุรมุข นับเป็นปูชนียวัตถุที่ชาวสุรินทร์เคารพบูชาอย่างมาก

นอกจากนี้ ยังเป็นวัดที่พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดุลย์ อตุโล) พระเถระสายพระกัมมัฏฐานด้านการภาวนาจิต ที่มีชื่อเสียงในหมู่ผู้ปฏิบัติธรรม สายพระกัมมัฏฐาน ท่านได้เคยจำพรรษาอยู่ ณ วัดบูรพาราม ตั้งแต่ พ.. 2477 จนกระทั่งมรณภาพ พ.. 2526 ภายในวัดมีพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ดุลย์ ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานรูปเหมือนหลวงปู่ดุลย์ อตุโล

ที่ตั้ง : .ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์

35.วัดป่าอาเจียง

วัดป่าอาเจียง ตั้งอยู่ในหมู่บ้านคนเลี้ยงช้างบ้านหนองบัว ที่นอกจากจะเป็นศูนย์รวมใจของชุมชนแล้ว ยังเป็นสุสานช้างแห่งเดียวในโลกด้วย ซึ่งบริเวณที่ฝังกระดูกช้าง ได้สร้างหมวกนักรบโบราณประดับไว้ด้านบน เพื่อเป็นการยกย่องว่าช้างก็คือหนึ่งในนักรบไทยที่ต่อสู้เพื่อบ้านเมืองมาตั้งแต่อดีต รวมไปถึงมีการเก็บประวัติช้างแต่ละเชือกเอาไว้อย่างครบถ้วน

นอกจากนี้ภายในวัดยังมีกลุ่มทอผ้าไหมชาวกูย ศาลาเอราวัณ และยังเป็นแหล่งรวบรวมความรู้และประวัติศาสตร์เกี่ยวกับชาวกูย การเลี้ยงช้าง และช้างลักษณะต่างๆ รวมไปถึงให้ชาวพุทธได้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาที่เกี่ยวกับช้างด้วย

ที่ตั้ง : .กระโพ อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์

36.วัดมหาวนาราม

วัดเก่าแก่และพระอารามหลวงใจกลางเมืองอุบล เริ่มก่อสร้างในสมัยพระปทุมวรราชสุริยวงศ์ เจ้าเมืองอุบลคนแรก แล้วเสร็จในสมัยพระพรหมวรราชสุริยวงศ์ เจ้าเมืองคนต่อมา

วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้างคู่เมือง ชาวอุบลเคารพนับถืออย่างมาก ลักษณะเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะล้านช้าง สูงประมาณ 5 เมตร นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเยี่ยมชมความสวยงามและกราบสักการะได้ทุกวัน

ที่ตั้ง : .ในเมือง อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

37.วัดพระธาตุหนองสามหมื่น

วัดพระธาตุหนองสามหมื่น เมื่อดั้นด้นมาถึงแล้วจะได้พบกับความทรงคุณค่าของโบราณสถานเก่าแก่ ซึ่งสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้าง หรือราว 300 กว่าปีมาแล้ว

มีลักษณะเป็นเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ผสมผสานศิลปะล้านนา ล้านช้าง และอยุธยา ซึ่งคล้ายคลึงกับพระธาตุในแถบภาคอีสานและลาวหลายแห่ง นอกจากนี้ยังโดดเด่นด้วยซุ้มทั้ง 4 ทิศที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางรำพึงและปางลีลา

ส่วนช่วงออกพรรษาก็จะมีประเพณีรำผีฟ้า ซึ่งเป็นงานบุญประจำปีที่จะมีชาวบ้านมาร่วมทำบุญที่วัดกันอย่างคึกคักด้วย

ที่ตั้ง : .บ้านแก้ง อ.ภูเขียว จ.ชัยภูมิ

38.วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว

วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดล้านขวด ตั้งอยู่ที่บ้านดอน ตำบลโนนสูง อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ สิ่งปลูกสร้างภายในวัด ตกแต่งด้วยขวดแก้วหลากสีหลายแบบนับล้านใบ ความคิดนี้มาจากพระครูวิเวกธรรมาจารย์หรือหลวงปู่ลอด”  ที่ครั้งหนึ่งได้เข้าไปพักปักกลดในป่าช้าหนองใหญ่ (ที่ตั้งวัดล้านขวดในปัจจุบัน) โดยในระหว่างนั้นมีญาติโยมและชาวบ้านแวะเวียนมาปฏิบัติธรรมอยู่เสมอ

ทำให้หลวงปู่เกิดความคิดที่จะสร้างวัดขึ้นบนพื้นที่ป่าช้าแห่งนี้ แต่เนื่องจากบริเวณใกล้เคียงมีขยะจำพวกขวดอยู่มาก ซึ่งท่านเห็นว่าขวดเหล่านั้นมีสีต่างๆ สามารถนำไปตกแต่งอาคารได้อย่างสวยงาม และยังช่วยประหยัดงบประมาณค่าสี ค่ากระเบื้องได้อีก หลวงปู่จึงทำการรวบรวมขวดจากหมู่บ้านในละแวกวัด และจากหมู่บ้านใกล้เคียง นำมาสร้างกุฏิหลังแรก

ต่อมาเมื่อวัดล้านขวดเป็นที่รู้จักทั่วไป คนในจังหวัดใกล้เคียงก็ได้หลั่งไหลเข้ามาสู่วัด โดยต่างคนต่างก็นำขวดติดไม้ติดรถมาบริจาคด้วย จากนั้นอาคารต่างๆ ก็ได้ทยอยถูกสร้างขึ้น กระทั่งวัดล้านขวดกลายเป็นวัดที่สมบูรณ์ดังเช่นในปัจจุบัน

ด้วยความแปลกใหม่ของวัสดุที่ใช้ตกแต่งอาคารสถานที่ ทำให้วัดป่ามหาเจดีย์แก้ว หรือวัดล้านขวดกลายเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยวในอำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีษะเกษ

สำหรับผู้ที่เดินทางมาเที่ยวเป็นครั้งแรกคงจะรู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย เมื่อได้พบเห็นสิ่งปลูกสร้างรอบตัวถูกประดับประดาด้วยขวดแก้วหลากสีสันโดยเฉพาะ ศาลาฐานสโมสรเจดีย์แก้ว และ สิมน้ำซึ่งงดงามอลังการด้วยขวดจำนวนนับแสนใบ ที่นี่นอกจากจะได้ชื่นชมศิลปะการสลับสีขวดเป็นลวดลายต่างๆ บนอาคารแล้ว ผู้มาเยือนยังจะได้ทึ่งกับความคิดในการนำฝาขวดมาปะติดจนได้ภาพพุทธประวัติที่ไม่เหมือนที่ใดอีกด้วย

ที่ตั้ง : ตำบลสิ อำเภอขุนหาญ จังหวัดศรีสะเกษ

39.วัดถ้ำเหวสินธุ์ชัย

ช่วงหน้าฝน ที่นี่อาจถือเป็นวัดซึ่งร่มรื่นที่สุดของประเทศไทย เพราะมีน้ำตกส่วนตัวไหลลงมาจากลานหินด้านบนสร้างความชุ่มชื่นชุ่มฉ่ำให้แก่ผู้มาปฏิบัติธรรม หรือมากราบไหว้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และเยี่ยมชมวัด

อันที่จริงวัดถ้ำเหวสินธุ์ชัยตั้งอยู่ในพื้นที่ส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาติแก่งตะนะ อดีตเป็นที่จำพรรษาของพระธุดงค์ต่างๆ ก่อนจะประกาศพื้นที่อุทยานฯ ในเวลาต่อมา บริเวณที่เรียกว่าถ้ำเหวสินธุ์ชัยคือลานกว้างหรือโถงถ้ำใต้ชะง่อนผา เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์ และสิ่งสักการะอื่นๆ พอถึงฤดูฝนน้ำจะมีน้ำตกไหลหล่นจากหน้าผาผ่านหน้าถ้ำ เป็นภาพที่สวยงามอย่างยิ่ง

ที่ลานหินกว้างด้านบน นักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ขึ้นไปชมวิวกันได้เช่นเดียวกับที่เดินลงไปด้านล่างของน้ำตก ถ้าจะมาไหว้พระมาฤดูไหนก็ได้ แต่หากอยากมาสัมผัสความสดชื่นต้องมาหน้าฝนดีที่สุด เพียงต้องพึงระลึกเสมอว่าที่นี่คือวัด หากตั้งมาเล่นน้ำนั้นไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

ที่ตั้ง : .โขงเจียม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี

40.วัดบ้านสร้างเรือง

หนึ่งในวัดต้องห้ามพลาดและน่ามาเที่ยวชมเมื่อมาถึงจังหวัดศรีสะเกษ คือ วัดบ้านสร้างเรืองและองค์พระธาตุเรืองรอง ซึ่งเป็นพระธาตุสูงใหญ่เกือบ 50 เมตร เริ่มสร้างเมื่อปี พ.. 2525 โดย หลวงปู่ธัมมา พิทักษา เจ้าอาวาสวัดผู้เป็นชาวบ้านสร้างเรือง มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ชาวบ้านได้มาสักการะ เพราะเห็นว่าแถบอีสานใต้ไม่มีพระธาตุ ชาวบ้านจึงต้องเดินทางไกลในการไปกราบไหว้พระธาตุที่จังหวัดอื่นๆ

องค์พระธาตุเรืองรองสร้างด้วยศิลปะผสมผสานของ ส่วย เขมร ลาว เยอ ภายในมีทั้งหมด 6 ชั้น มีพระพุทธรูปและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากมาย รวมถึงของสะสม สิ่งของเครื่องใช้โบราณ ชั้นบนสุดเป็นที่ประดิษฐานพระบรมเกศาธาตุของพระอรหันต์ และยังเป็นจุดชมทิวทัศน์สวยงามกว้างไกล ช่วงฤดูฝนจะเห็นท้องทุ่งเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา

ภายในบริเวณวัดอันกว้างขวางยังเต็มไปด้วยปูนปั้นขนาดใหญ่โตมากมาย จำลองเรื่องราวของปริศนาธรรม นิทานตำนานท้องถิ่นพื้นบ้าน ประเพณีวัฒนธรรมทางศาสนาของชาวอีสาน

ที่ตั้ง: บ้านสร้างเรือง ต.หญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ

41.วัดพระธาตุสุพรรณหงส์ 

วัดซึ่งมีความโดดเด่นแห่งหนึ่งของจังหวัดศรีสะเกษ เป็นที่สนใจเพราะพระอุโบสถบนเรือสุพรรณหงส์จำลองตั้งอยู่กลางสระน้ำ

โดยตัวพระอุโบสถกว้าง 5 เมตร ยาว 13.60 เมตร หลังคาทรงจัตุรมุข 3 ชั้น มียอดมณฑปตรงกลาง ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไป มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนมาเยี่ยมชมความสวยงามอยู่เสมอ

ทุกวันอาทิตย์ทางชุมชนจะจัดกิจกรรมตักบาตรหน้าพระธาตุ ชาวบ้านจะพร้อมใจกันใส่ชุดท้องถิ่นมาวัดกันตั้งแต่เช้า และยังมีตลาดโบราณวัฒนธรรมชุมชนให้ได้เลือกของกินอร่อยๆ และสินค้าจากผู้คนในพื้นที่อีกด้วย

ที่ตั้ง : บ้านหว้าน ต.น้ำคำ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ

42.วัดมหาพุทธาราม

พระอารามหลวงใจกลางจังหวัดศรีสะเกษ วัดมหาพุทธารา หรือวัดพระโต เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองศรีสะเกษโดยแท้ เพราะสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อพระยาวิเศษภักดี (ชม) เจ้าเมืองศรีสะเกษคนที่สอง ย้ายเมืองจากบ้านโนนสามขามาอยู่ในพื้นที่ปัจจุบัน

พระพุทธรูปสำคัญที่ประดิษญานในวัดมหาพุทธารามคือหลวงพ่อโต ไม่มีหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใด แต่พอสันนิษฐานได้ว่าเป็นพระพุทธรูปซึ่งได้รับการค้นพบระหว่างก่อตั้งเมืองใหม่ แต่เดิมไม่ได้มีขนาดเท่าทุกวันนี้ มีการสร้างเสริมจากองค์จริงเข้าไปใหม่หลายครั้ง จนปัจจุบันหน้าตักกว่า 3.5 เมตร สูง 6.85 เมตร และพื้นที่ที่พบหลวงพ่อโตครั้งแรกก็ได้สร้างเป็นวัดมหาพุทธารามนี่เอง

ที่ตั้ง : .ขุขันธ์ ต.เมืองใต้ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ

43.วัดมหาธาตุ

พระอารามหลวงกลางเมืองยโสธร เป็นที่ประดิษฐานพระธาตุองค์สำคัญที่ชาวบ้านเคารพศรัทธามากนั่นคือพระธาตุอานนท์

เชื่อกันว่าเป็นพระธาตุซึ่งบรรจุพระอัฐิธาตุของพระอานนท์ พระสาวกผู้ใกล้ชิดกับองค์พระพุทธเจ้ามากที่สุดตามพุทธประวัติ สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นปลายสมัยอยุธยา หรือตอนต้นรัตนโกสินทร์

นอกจากนี้ที่วัดมหาธาตุยังมีพระพุทธสำคัญคือพระพุทธปฏิมาบุษยรัตน์ หรือพระแก้วขาว มีขนาดเล็ก หน้าตักกว้างไม่ถึงสองนิ้ว เจ้าเมืองยโสธรคนแรกได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ประดิษฐานอยู่ภายในห้องพิเศษ การเข้าชมต้องแจ้งพระสงฆ์หรือผู้ดูแลวัด

ที่ตั้ง : ถนนวารีราชเดช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ยโสธร

44.วัดศรีคุณเมือง

วัดสำคัญในตัวอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เมืองเล็กๆ ริมน้ำโขงซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว และเมื่อมาเที่ยวเชียงคานทั้งทีก็ควรแวะไหว้พระ ชมศิลปะสวยๆ ที่วัดศรีคุณเมืองด้วย

ศิลปะที่วัดศรีคุณเมืองเป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมล้านนาและล้างช้าง โดยเฉพาะพระอุโบสถซึ่งเก่าแก่งดงาม พระประธานด้านในเป็นพระพุทธปางนาคปรก มีความแตกต่างจากทั่วไปคือนาคปรกมีทั้งหมด 9 เศียร (ปกติจะสร้าง 7 เศียร) ชาวเชียงคานให้ความเคารพศรัทธามาก

นอกจากจะเป็นวัดน่าเที่ยว วัดศรีคุณเมืองยังเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมหรืองานประเพณีทางศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะพิธีผาสาดลอยเคราะห์ ซึ่งสืบทอดกันมานานกว่า 100 ปี มีขึ้นใกล้กับวันออกพรรษา

ที่ตั้ง : ถนนศรีเชียงคาน ซอย 7 .เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย

45.วัดภูพนมดี

เจดีย์หินสร้างอย่างสวยงามตั้งอยู่บนภูหินทราย วัดภูพนมดี ตระหง่านเด่นเห็นยอดแหลมจากด้านล่าง ห้อมล้อมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่เป็นป่าชุมชนที่มีความสมบูรณ์

เจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.. 2542 ด้วยปูนคอนกรีตแล้วนำหินสีเทาสีขาวก้อนเล็กๆ จำนวนนับไม่ถ้วนมาตกแต่งติดเรียงรายตามผนัง เพดาน รูปปั้นต่างๆ ให้เป็นลวดลายดูสวยงาม จนกลายเป็นเจดีย์หินพันล้านก้อน มีความสูงกว่า 30 เมตร ฐานกว่า 20 เมตร รอบพื้นที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เป็นทั้งสถานที่จัดกิจกรรมทางศาสนาและปฏิบัติธรรม

ปัจจุบันวัดภูพนมดีได้รับการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางศาสนา นอกจากเจดีย์หินพันล้านก้อน ยังเป็นที่ประดิษฐานพระศรีรัตนตรัยรัตน์ พระพุทธรูปสีขาวริมหน้าผา พร้อมสิ่งเคารพศักดิ์สิทธิ์มากมาย

บริเวณถนนทางเข้าด้านล่างยังเป็นลูกรังดินแดง แต่รถทุกชนิดเข้าได้ เมื่อถึงทางขึ้นภูจะเป็นถนนคอนกรีตตลอดทางจนถึงด้านบน

ที่ตั้ง : .ป่าก่อ อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ

46.วัดเขาพระอังคาร 

ตั้งอยู่บนเนินภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว ไฮไลต์ คือ พระอุโบสถรูปทรงแปลกตาสร้างทับโบราณสถานเดิม ด้านบนมีเจดีย์ 3 ยอด บรรจุพระอังคารธาตุ (เถ้ากระดูก) ภายในมีพระประธานปางมารวิชัยและจิตรกรรมฝาผนังบอกเล่าเรื่องราวพุทธชาดก นอกจากนี้บริเวณรอบ ๆ ยังมีพระพุทธรูปจำนวน 108 องค์ เรียงรายล้อมรอบพระอุโบสถไว้ ทั้งยังมีใบเสมาหินทรายศิลปะทวารวดี รอยพระพุทธบาทจำลอง และจุดชมวิวปล่องภูเขาไฟอีกด้วย

ที่ตั้ง : .เจริญสุข อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์

47.วัดโพธิสมภรณ์

พระเจดีย์องค์นี้สร้างขึ้นโดย หลวงปู่จันทร์ศรี  จนททีโป หรือ พระอุดมญาณโมลี อดีตเจ้าอาวาสผู้เป็นที่เคารพรักของพุทธศาสนิกชน ภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุซึ่งหลวงปู่จันทร์ศรี ได้รับมอบมาจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช รวมถึงพระธาตุของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต และอัฐิของพระภิกษุผู้ที่หลวงปู่จันทร์ศรีนับถือเคารพอีกหลายรูป

นอกจากนี้เรายังสามารถกราบสักการะพระพุทธรัศมี พระประธานในพระอุโบสถ อายุเก่าแก่กว่า 500 ปี รวมทั้งรอบพระพุทธบาทจำลองสร้างด้วยศิลาแลง ภายในมณฑปทิศเหนือของพระอุโบสถ

ที่ตั้ง : .ธรรมเจดีย์ ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี

48.วัดภูมโนรมย์

ภูสูงริมแม่น้ำโขงใกล้ตัวเมืองมุกดาหาร เป็นที่ตั้งของวัดรอยพระพุทธบาทภูมโนรมย์ เป็นทั้งสถานที่ท่องเที่ยวชมวิวและท่องเที่ยงเชิงศาสนา ที่จัดว่าห้ามพลาดเมื่อมาถึงเมืองมุกดาหาร

นักท่องเที่ยวสามารถขับรถทุกชนิดขึ้นถึงบนภู จุดชมวิว และที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ถนนคอนกรีตลาดยางอย่างดี ยามเช้าและยามเย็นของทุกวันจะมีคนในพื้นที่มาใช้สถานที่สำหรับวิ่งและปั่นจักรยานเพื่อออกกำลังกายด้วย

นอกจากวิวสวยๆ ห้ามพลาดการกราบสักการะพระพุทธรูปเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ความสูงกว่า 60 เมตร และแลนด์มาร์คแห่งใหม่คือองค์พญาศรีมุกดามหามุนีนีลปาลนาคราช รูปปั้นพญานาคองค์ใหญ่งดงามอลังการซึ่งเพิ่งสร้างเสร็จและมีพิธีบวงสรวงช่วงกลางปี พ.. 2561 ที่ผ่านมา

ที่ตั้ง : .ศรีบุญเรือง อ.เมือง จ.มุกดาหาร

49.วัดอรัญญบรรพต

วัดสำคัญอีกแห่งของหนองคายและอีสานเหนือ หากใครได้มาเห็นความสวยงามของพระสุธรรมเจดีย์ที่นี่แล้วจะเข้าใจได้ทันทีว่า ชาวอีสานให้ความเคารพหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ พระภิกษุด้านวิปัสสนากรรมฐาน ผู้เป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต และเป็นอดีตเจ้าอาวาสของวัดแห่งนี้มากมายขนาดไหน

พระสุธรรมเจดีย์องค์สีขาวยอดสีทองอร่ามแห่งนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดย่อมถวายแด่หลวงปู่เหรียญ แม้ปัจจุบันหลวงปู่เหรียญจะมรณภาพตั้งแต่ปี พ.. 2548 ทว่ายังมีผู้เลื่อมใสศรัทธาเดินทางมาเยือนวัดแห่งนี้สม่ำเสมอ

ในวัดยังร่มรื่นกว้างขวาง เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและศึกษาพระธรรมอันสงบร่มรื่นปราศจากสิ่งรบกวนจิตใจอีกด้วย

ที่ตั้ง : ริมทางหลวงสาย 211 (.ศรีเชียงใหม่สังคม) .บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย

50.วัดบูรพาภิราม

ด้วยองค์พระยืนปางประทานพรความสูงถึง 59 เมตร และสูงกว่า 67 เมตร เมื่อรวมฐาน ทำให้วัดบูรพาภิราม เป็นหนึ่งในสถานที่ใครก็ใครต้องแวะมาเยือนและสักการะองค์พระเมื่อมาถึงตัวเมืองร้อยเอ็ด

พระยืนองค์นี้มีพระนามว่าพระพุทธรัตนมงคลมหามุนี หรือชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อใหญ่ นอกจากจะได้รับความเคารพศรัทธาทั้งเรื่องความศักดิ์สิทธิ์และการเป็นพระพุทธรูปปางประทานพรสูงที่สุดในประเทศ หลวงพ่อใหญ่ยังเป็นหนึ่งในคำขวัญของจังหวัดอีกด้วย

วัดบูรพาภิรามสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.. 2456 ขณะที่หลวงพ่อใหญ่เริ่มสร้างปี พ.. 2514 เสร็จสิ้นเมื่อปี พ.. 2522 บริเวณฐานพระเป็นพิพิธภัณฑ์ และที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ในเวลาที่เหมาะสม

ที่ตั้ง : .ผดุงพานิช ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด